ในขณะที่พระวิปัสสีพุทธเจ้ายังมีชีวิตอยู่นั้น ประเทศอินเดียมีแคว้นใหญ่แคว้นหนึ่งชื่อว่าพาราณสี องค์ราชันย์รากะมีพระราชโอรสสามพระองค์ ดินแดนอันกว้างใหญ่ได้แบ่งให้ราชโอรสทั้งสาม ไป
ปกครองดูแล องค์ราชันย์อยู่ในพระราชวังปกครองเรื่องราวทั้งประเทศ มีชีวิตที่สงบสุขสมบูรณ์
     “เรื่องดี ๆ มักจะคงอยู่ไม่นาน” ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้อื่นยอมรับว่าเป็นเช่นนั้น ความร่มเย็นเป็นสุขของ
เมืองพาราณสีคงอยู่ได้ไม่นาน ก็เกิดความวุ่นวายสับสนมาเยือน
     ในประเทศมีขุนนางชั่วร้ายคนหนึ่งชื่อว่า ราหล เขาคิดจะแย่งชิงราชบัลลังก์ จึงยกกำลังทหาร
ก่อการกบฎ ในตอนนี้องค์ราชันย์ไม่ได้ทัพหนุนจากราชโอรสทั้งสาม จึงสิ้นชีวิตท่ามกลางกองกำลัง
ทหารกบฎ ราหลทำลายกำแพงเมือง และได้รับกองกำลังทหารที่ยิ่งใหญ่เพิ่มขึ้น จึงเคลื่อนทัพจะไป

โจมตีเมืองที่พระราชโอรสทรงรักษาการอยู่ กองกำลังของราชโอรสองค์โต และราชโอรสองค์รอง 
เมื่อถูกโจมตีไม่นานนักกองทัพก็พินาศย่อยยับ เพราะว่าพวกเขามิได้คิดว่าในความสงบสุข อาจจะมี
การกบฎวุ่นวายเกิดขึ้นได้ จึงเตรียมการรับมือไม่ทัน ราชบุตรองค์โต และราชบุตรองค์รอง ทรงสิ้น
พระชนม์ใต้คมดาบของขุนนางชั่ว ขุนนางชั่วก็ไม่ยอมปล่อยพระราชโอรสองค์ที่สามไว้ จึงคิดจะล้อม
เมืองตี ขุดรากถอนโคน เพื่อจะได้ไม่เป็นภัยในวันหน้า หากปล่อยพระราชโอรสองค์ที่สามเอาไว้ 
ในอนาคตเมื่อรู้ว่าพระบิดาและพระเชษฐาถูกสังหารแล้วย่อมจะมาล้างแค้นไม่ยินยอมเลิกราแน่          ดังนั้นเขาจึงเตรียมกองทหารม้าเข้าโจมตีราชโอรสองค์ที่สาม ราชโอรสองค์ที่สามรู้ข่าวก็
ตกพระทัยยิ่งนัก เป็นลมสิ้นสติไปนานหลายชั่วยามจึงจะฟื้นขึ้นมา แต่เนื่องจากไม่มีกำลังทหารมาก
พอที่จะต่อต้านได้ ขุนนางของพระองค์จึงเตือนให้หนีไปยังประเทศเพื่อนบ้านเพื่อยืมกำลังทหาร
มาช่วยประเทศเพื่อนบ้านก็เป็นประเทศที่ยิ่งใหญ่เข้มแข็ง และเป็นมิตรประเทศต่อกัน พระราชโอรส
องค์ที่สามต้องการจะชำระความแค้นของวงศ์สกุลและความแค้นของประเทศ จึงไปขอความ
ช่วยเหลือจากประเทศเพื่อนบ้าน แต่ว่าหนทางนั้นยาวไกล มีเพียงสองเส้นทางที่ไปได้ เส้นทางที่มัก
จะมีพ่อค้าเดินทางผ่านจะต้องใช้เวลาเจ็ดวัน ซึ่งเป็นทะเลทรายตลอดเส้นทาง อีกทางหนึ่งไกลกว่า
มาก จะต้องใช้เวลาสิบสี่วันจึงจะไปถึง ทั้งยังมีช่วงหนึ่งเป็นป่าทึบ เมื่อพ้นจากป่าทึบแล้ว ก็จะมีอีก
ช่วงหนึ่งเป็นถิ่นรกร้างไม่มีต้นหญ้าสักต้น ไม่มีผู้คนสักคน
     เหล่าขุนนางรู้ว่าราชโอรสองค์ที่สามยอมลี้ภัย จึงรีบเตรียมเสบียงสำหรับเจ็ดวันให้สำหรับคน
สามคน จากนั้นจึงไปยังวังหลัง ดึงพระมเหสีและพระราชบุตรรีบหนีออกจากเมืองไปยังประเทศ
เพื่อนบ้าน พระมเหสีก็รู้ว่าเคราะห์ภัยมาถึงตัว ก็ทรงวิ่งตามด้วยความตกใจ
     ในช่วงเวลาที่พระราชโอรสองค์ที่สามกำลังเร่งรีบนั้น เดินผิดเส้นทาง เดินไปยังเส้นทาง ที่ต้องใช้
เวลาสิบสี่วันแต่ว่าเสบียงที่พระองค์ทรงนำเอานั้นสำหรับแค่เจ็ดวันเท่านั้น พวกเขาเดินทางไปเจ็ดวัน
เจ็ดคืน เสบียงอาหารก็หมดลง พอถึงเช้าวันที่สิบ ก็ทรงหิวโหยจนไม่มีเรี่ยวแรงเดินต่อไป หนทางก็
อีกยาวไกล ช่างยากลำบากยิ่งนัก ถึงตรงนี้ก็ไม่พบเจอผู้คนเลยสักคน ร้องเรียกฟ้าฟ้าไม่ขาน ตะโกน
เรียกดิน ดินไม่ตอบ ชีวิตในช่วงเวลานี้ เสบียงอาหารหมดตั้งแต่สามวันก่อน
     สามวันที่ผ่านมานี้ก็กินต้นไม้ใบหญ้าแก้หิว บัดนี้ไม่สามารถทนต่อไปได้แล้ว คนทั้งสามผ่ายผอม
พระมเหสีแหงนหน้ามองท้องฟ้าแล้วร่ำไห้ ร้องจนเสียงแหบแห้ง น้ำตาเหือดแห้ง ราชบุตรก็ไร
้เรี่ยวแรง หลังจากที่พระมเหสีสงบจิตใจลงก็ปรึกษากับพระราชโอรสว่า
     “หากเป็นเช่นนี้ต่อไป พวกเราจะต้องตายแน่ จะต้องคิดหาวิธีแก้ไข มิฉะนั้นแล้วต่อไปจะให้ใคร
เป็นผู้แก้แค้น?”
หยุดพักสักครู่ พระมเหสีก็พูดต่อว่า
     “ข้ายินดีเสียสละ พวกท่านเอาเนื้อข้าไปเพื่อดับความหิวกระหายเถิด อย่างน้อยสองพ่อลูก ก็ยัง
มีแรงเดินต่อไปได้อีกสี่วันจนสิ้นสุดเส้นทางนี้ และสามารถไปขจัดเคราะห์ภัยได้”
พระราชโอรสองค์ที่สามคิดอะไรไม่ออกในตอนนี้ จึงทำตามคำพูดของพระมเหสี พระองค์ทรงปิดตา
ดึงดาบออกจากเอว ยกมือขึ้นแล้วเตรียมจะฆ่าพระมเหสี แต่แล้วดาบนั้นก็ตกลงสู่พื้นดิน
     ในท่ามกลางความหิวโหยก็บังเกิดมโนธรรมขึ้น ราชบุตรเห็นพระราชบิดาชักดาบจะฆ่ามารดา
ของตน จึงรีบวิ่งเข้าไป กำพระหัตถ์พระบิดาไว้แน่นไม่ยอมปล่อย น้ำตาไหลนองหน้า และทูลถาม
พระบิดาว่า
     “พระบิดา ท่านชักดาบออกมาทำไม?”
พระราชบิดานั้นเศร้าโศกพระอัสสุชลไหลรินลงบนใบหน้าของราชบุตร จนแยกไม่ออกว่าเป็นน้ำตา
ของใครกันทั้งสองพระองค์ทรงกันแสงอยู่นานกว่าพระราชโอรสสามจะทรงตรัสว่า
     “คิดจะฆ่ามารดาของเจ้า เอาเนื้อของนางมาดับความหิว ช่วยชีวิตพวกเราไว้ เพื่อจะได้มา
แก้แค้นในวันข้างหน้า”
     “จงอย่างได้ทำเช่นนั้น ในโลกนี้มีอย่างที่ไหนที่ฆ่ามารดาแล้วเอามากิน?” ราชบุตรตรัสจบ 
ทั้งสามพระองค์ก็ทรงกันแสงเสียงดัง ร่ำไห้จนเหมือนฟ้าดินสะเทือนเลื่อนลั่น เหมือนกับเสียง
โหยหวนของเปรตฝูงหนึ่ง
     ทันใดนั้นราชบุตรก็เดินไปข้างหน้า ชั่วครู่เดียวก็หายไปไม่เห็นเงา ผ่านไปสักครู่ ราชบุตรก็ถือ
เนื้อสด ๆ ๖ ก้อน มีเลือดหยดติ๋ง ๆ เต็มสองมือเดินกลับมา ราชโอรสเห็นเนื้อก็รีบกลืนกินลงไปทันที 
๕ ก้อน พระมเหสีก็หยิบมากินก้อนหนึ่ง เมื่อพระมเหสีกลืนลงไปแล้ว ราชบุตรก็ล้มลงกับพื้นเมื่อมองดู
ที่แขนและเท้าก็เห็นมีผ้าพันเอาไว้แน่น มีเลือดเปื้อนซึมออกมา พระราชโอรส และพระมเหสีตกใจ
คิดได้ทันที จึงเป็นลมหมดสติไป สายลมพันผ่านมา เหมือนกับว่ามีคนมาบอก
พวกเขาว่า “ปล่อยไว้เถิด ให้ราชบุตรอยู่ที่นี่เถิด รีบเดินไปข้างหน้า อีกสองวันก็จะพบ แหล่งน้ำแหล่ง
อาหาร” พระราชโอรสหันมาดูก็ไม่เห็นมีผู้ใด แต่พวกเขาต่างได้ยินว่ามีคนพูดกับพวกเขาอยู่ สุดท้าย
ได้แต่อดทนความทุกข์เจ็บปวดรีบเดินทางต่อ
     จริงดังที่ว่า อีกสองวันต่อมาก็มาถึงแหล่งน้ำแหล่งอาหาร ก็ยังยืนหยัดไปให้ถึงประเทศเพื่อนบ้าน
จนได้ องค์ราชันย์แห่งประเทศเพื่อนบ้านและเหล่าขุนนางมารอต้อนรับที่กำแพงเมือง องค์ราชันย์
ทรงเห็นใจในชะตากรรมของพวกเขา ทั้งยังได้ฟังเรื่องของราชบุตร ทำให้ตั้งแต่องค์ราชันย์
ตลอดจนถึงประชาชนต่างพากันร่ำไห้สงสาร จึงเตรียมทหารกองใหญ่ให้ราชโอรสองค์ที่สาม 
นำพาไปแก้แค้นเอาประเทศคืน ข่าวคราวการกลับมายึดประเทศคืนแพร่เข้ามา ประชาชนต่างบังเกิด
ใจเกลียดชังขุนนางชั่ว ไม่นานนัก ดินแดนทั้งหมดของประเทศก็ยึดกลับคืนมาได้
     ในการเฉลิมฉลองชัยชนะของประเทศ ราชบุตรปรากฏกายขึ้น นำมาซึ่งความปิติยินดี และ
พระวรกายของราชบุตรก็ฟื้นฟูแข็งแรงเหมือนเดิม พระบิดาพระมารดาไม่เพียงแต่รู้สึกประหลาดใจ 
เหล่าทหารและประชาชนต่างรู้สึกว่าพระองค์แคล้วคลาดปลอดภัยกลับมา
     ราชบุตรทรงเล่าเหตุการณ์ที่พระองค์ได้กลับมาต่อหน้าปวงชนว่า เมื่อวานนี้เขายังคงนอนสลบอยู่ 
เช้าวันนี้มีคนชุดขาวมาที่เบื้องหน้าและพูดกับว่า
     “กลับบ้านเถิด ทุกคนกำลังรอเจ้าอยู่ เจ้าคนกตัญญู เหล่าพระพุทธะพระโพธิสัตว์ต่างคุ้มครองเจ้า”
จากนั้นก็มีสายลมพัดผ่านมาทำให้เขาตื่นฟื้นจากความสลบ เมื่อตื่นขึ้นมาก็เห็นถนนสายหนึ่ง จึงเดิน
ตรงมาโดยไม่รู้ว่าเป็นทางกลับมาถึงที่นี่

     พุทธธรรมเป็นสิ่งอัศจรรย์ที่อาจคาดเดาได้ คนที่มีความจริงใจ ก็ย่อมมีพุทธานุภาพคอยช่วยเหลือ
ราชบุตรนี้ได้ผ่านการบำเพ็ญมานาน เขาจึงบรรลุพุทธมรรค เขาก็คือองค์ศาสดาของพวกเรา พระศากยมุนีพุทธเจ้า