ในอดีตนานมาแล้ว ขณะที่พระปริสุทธิปุณฑริกตถาคตยังมีชีวิตอยู่นั้น มีพระอรหันต์ผู้บรรลุ
มรรคผลองค์หนึ่ง อยู่ในระหว่างทางที่เผยแพร่ศาสนา ได้พบกับหญิงสาวนางหนึ่ง นางกำลังจะ
ตระเตรียมภัตตาหารเพื่อถวายเหล่าพระภิกษุเพื่ออาศัยบุญกุศลนี้อุทิศให้กับมารดาที่เพิ่งเสียชีวิต
ไปไม่นาน ดังนั้นเมื่อนางได้พบกับพระอรหันต์นี้ จึงนิมนต์เชิญไปยังบ้านของนางเพื่อรับการถวาย

     หญิงสาวผู้นี้นามว่าประภาเนตร เป็นคนกตัญญูมา เป็นหญิงสาวที่นับถือในพระรัตนตรัย
ในขณะที่มารดาของนางเสียชีวิตนั้น นางไม่ต้องการให้มารดาตกต่ำรับทุกข์ทันณ์ ดังนั้นจึงนำเอา
ทรัพย์สินเงินทองมากมายในครอบครัวออกมาบริจาคทาน เพื่ออาศัยบุญกุศลนั้นนำพา วันนี้
หลังจากที่ถวายแก่พระอรหันต์แล้ว จึงถามว่า
     “พระเถระผู้เมตตา มารดาของข้าเพิ่งเสียไปไม่นาน ข้าได้สร้างบุญกุศลให้ท่านมากมาย ไม่ทราบ
ว่า บัดนี้ท่านได้ไปจุติ ณ ที่ใด ท่านผู้เมตตาโปรดบอกข้าด้วย”
พระอรหันต์เห็นนางมีความจริงใจ จึงเข้าฌานเพ่งดู และกล่าวว่า
     “ประภาเนตร ขณะที่มารดาของท่านมีชีวิตอยู่ ได้กระทำสิ่งใดไว้บ้าง?”
     “ขณะที่มารดามีชีวิตอยู่นั้น แม้ว่าจะไม่ได้ทำอะไรไว้ แต่ข้ารู้ว่า ท่านชอบทานปลาทานกุ้งสดมาก
บางทีก็เอามาผัด บางทีก็เอามาต้ม ท่านจะกินทุกวันไม่ขาด”
     “ประภาเนตร” พระอรหันต์ถอนใจและพูดว่า “บัดนี้มารดาของท่านตกลงสู่นรกภูมิ ได้รับความ
ทุกข์อย่างแสนสาหัส และเนื่องจากท่านสร้างบุญกุศลให้นางบ้าง ดังนั้นจึงได้รับทุกข์ลดลงหน่อย 
แต่ก็ยังไม่สามารถไปเกิดได้”

     ประภาเนตรได้ยินเช่นนี้ เสียใจร้องไห้ มารดาได้รับทุกข์ก็เหมือนตนเองได้รับทุกข์ นางคิดหาวิธี
ที่จะให้มารดาพ้นจากทุกข์ ดังนั้นจึงอ้อนวอนต่อพระอรหันต์ว่า
     “พระเถระ ได้โปรดสงสารข้าด้วยเถิด จะทำอย่างไรจึงจะช่วยเหลือมารดาได้บ้าง?”
     “ข้าขอบอกเจ้า อย่าได้ตื่นเต้นไป ขอเพียงท่านสวดท่องพุทธนามด้วยความจริงใจ อาศัย
พุทธานุภาพแห่งองค์ตถาคตบางทีมารดาของท่านอาจจะพ้นจากความทุกข์ได้ บาปกรรมของนาง
หนักหนายิ่งนัก”

     ประภาเนตรทำตามที่พระอรหันต์ชี้แนะ นำเอาของถวายมากมาย มาถวายแด่พระปริสุทธิปุณฑริก
ตถาคต นางสวดท่องพุทธนามด้วยความจริงใจ อธิษฐานอย่างนอบน้อม ในเวลานี้ ฉับพลัน นางได้ยินเสียงคนพูดกับนางว่า
     “ประภาเนตร จงอย่าได้ร้องไห้เลย อีกไม่นานมารดาของเจ้าก็จะได้ไปจุติในบ้านเจ้าแล้ว เราก็คือ
พระปริสุทธิปุณฑริกตถาคตที่เจ้ากราบไหว้ บัดนี้เจ้ารีบกลับบ้านไปเถิด”

     ประภาเนตรที่เหมือนเพิ่งตื่นจากความฝัน ย้อนคิดถึงคำพูดที่พระตถาคตกล่าวกับนางเมื่อสักครู่ 
ทั้งตกใจทั้งดีใจ นางจึงรีบกลับบ้านไปทันที ในเช้าวันที่สาม สาวใช้ในบ้านได้ให้กำเนิดทารกคนหนึ่ง 
เมื่อประภาเนตรเข้าไปดู เด็กทารกนั้นก็อ้าปากพูดกับนางทันทีว่า
     “ประภาเนตร ข้าก็คือมารดาของเจ้ามาจุติใหม่ เนื่องจากอกุศลกรรมในอดีต ทำให้ข้าต้องไปรับ
ทุกข์ในนรก และได้รับกุศลบุญที่เจ้าทำให้ข้า อาศัยผลวาสนานี้ บัดนี้จึงได้เกิดมาเป็นมนุษย์ แต่ก็ยัง
เป็นชีวิตที่ต่ำต้อยอายุขัยสั้น ซึ่งจะมีอายุขัยเพียงสิบสามปีเท่านั้น ก็จะต้องตกลงสู่นรกรับทุกข์อีก 
เจ้าช่วยคิดหาวิธีให้ข้าด้วย ให้ข้าสามารถหลุดพ้นได้”
คำพูดของทารก ประภาเนตรฟังแล้วน้ำตาไหลริน มารดามีความทุกข์ยากแล้วจะให้นางสบายใจ
ได้อย่างไร? เพื่อที่จะช่วยมารดาและเวไนย์ในนรกภูมิ นางจึงนำเอาทรัพย์สินเงินทองในบ้านทั้งหมด 
รวมทั้งบ้าน ที่ดิน ออกขายจนหมดและนำเงินมาถวายปัจจัยภัตตาหารแด่พระภิกษุและพระพุทธะ
ทั่วทศทิศ รวมถึงอาริยเจ้าด้วย และในงานถวายปัจจัยนี้ นางได้ตั้งมหาปณิธานว่า
     “ขอให้พระพุทธะทั่วทศทิศโปรดเมตตาสงสารข้าด้วย รับฟังคำสัตย์ปณิธานของข้า ที่ทำเพื่อ
มารดาและตัวข้าเอง หากว่ามารดาของข้าได้รับการฉุดช่วย พ้นจากทุคติสาม นับแต่บัดนี้เป็นต้นไป 
ข้าจะเคารพถวายปัจจัยแด่รูปปั้นพระอริยะตถาคตเจ้า จะมีความพยายามดำเนินตามคำสอนสั่ง 
ในอนาคตนับพันนับหมื่นภพชาติ ข้ายินดีที่จะอยู่ในนรกภูมิเพื่อฉุดช่วยเวไนย์ผู้ทุกข์ยาก ให้พวกเขา
สามารถบรรลุมรรคผลได้”

     หลังจากที่ประภาเนตรได้ตั้งสัตย์ปฏิญาณแล้ว ทันใดนั้น บนพื้นปฐพีก็บังเกิดแสงสว่างขึ้นมา 
ส่วนมารดาของนางได้สิ้นอายุขัยของการเป็นสาวรับใช้สิบสามปีแล้วนั้น ก็ไปจุติในเทวโลก ได้รับ
ผลบุญวาสนา เมื่อสิ้นอายุขัยในเทวโลก ก็มาจุติยังโลกมนุษย์ ออกบวชบำเพ็ญ ในขณะเดียวกัน
ประภาเนตรก็บรรลุผลเป็นพระโพธิสัตว์ จิตใจแห่งความกรุณาของประภาเนตร ยินยอมเสียสละ
ตนเองอยู่ในนรกภูมิปกโปรดเวไนย์ พระอริยะที่มีมหาปณิธานเช่นนี้ก็คือพระกษิติครรภ์โพธิสัตว์
พระองค์ทรงมีปณิธานว่า หากนรกยังไม่ว่างเปล่า ตั้งสัตย์จะไม่บรรลุเป็นพระพุทธะ ซึ่งทำให้ผู้คน
เลื่อมใสเคารพยิ่งนัก.