มีเต้าหยินฉังโซ่วคนหนึ่งเป็นสาวกของพระพุทธองค์ เขามีทรัพย์สมบัติมากมายไม่มีใครเกิน
คนร่ำรวยมักจะคิดหาวิธีการต่าง ๆ ในการหาความสุขใส่ตน เต้าหยินฉังโซ่วมีนิสัยแปลกอยู่อย่าง
หนึ่ง ความสุขของเขาคือการแจกทรัพย์ นำเอาทรัพย์สินของตนแจกจ่ายแก่คนยากจน
พุทธวจนะว่า ถึงร่ำรวยแล้วแต่ก็สร้างกุศลกรรมเพาะวาสนา แต่ว่าในสายตาของชาวโลก คิดว่า
เป็นความฟุ่มเฟือย ด้วยเหตุนี้ จึงมีสหายคนดีเตือนเขาว่า
      “บุญกุศลแห่งการบริจาคและการช่วยเหลือคนยากจนที่ท่านทำไว้ คงมีมากมายยิ่งนัก!”
เต้าหยินรีบโบกมือแล้วพูดว่า
      “ไม่มาก ไม่มาก ไม่มากเลยสักนิด กลับน้อยไปเสียด้วย มีคนกล่าวไว้ว่า ทรัพย์สมบัติใน
ใต้หล้าก็ไม่อาจเทียบวจนะเพียงหนึ่งประโยคแห่งพุทธองค์ ข้าไม่บังอาจลืมเลือนโอวาทเมตตา
ของพระพุทธองค์ได้ ท่านลองคิดดู คนๆ หนึ่ง เกิดๆ ดับๆ อยู่ในคติ ๖ ไม่รู้ว่าวันไหนจะถูกคิด
บัญชี ท่านลองคิดคำนวณดู โดยปกติในหนึ่งวันข้ายังใช้ไม่ถึงหนึ่งเหรียญ นี่นับว่ามากหรือไม่?”
      “แม้นจะเป็นเช่นนี้ แต่ท่านก็ควรจะรักษามันไว้ให้ดี นั่นเป็นสิ่งที่ท่านต้องเหน็ดเหนื่อยแลกมา
มิใช่หรือ!” สหายถามด้วยความเป็นห่วง
      “ท่านเคยได้ยินนิทานเรื่องนี้หรือไม่?” เต้าหยินฉังโซ่วพูดว่า      
      “ในหุบเขามีนกชนิดหนึ่งมันมีหาที่สวยงาม วันหนึ่งหางที่สวยงามของมันไปติดกับยางต้นไม้
มันเสียดายหางมันมาก จึงไม่กล้าขยับเขยื้อน เกรงว่าจะทำร้ายขนห้าสีของมัน ต่อมานายพราน
มาพบเข้า จึงจับมันกลับไปโดยไม่ต้องออกแรงเลย นายพรานกลับมาถึงบ้าน ก็ถอนขนมันออก
เพื่อนำมาทำอาหาร ท่านคิดดูซิ หากมิใช่รักมั่นในหางห้าสีแสนสวยจะมีภัยถึงชีวิตหรือ? มนุษย์ก็
ไม่แตกต่างกัน เพื่อสร้างสมทรัพย์สินเงินทอง ก็มองไม่เห็นเคราะห์ภัยใกล้ตัวในแต่ละวัน ถึงเวลา
นั้นทรัพย์สินที่ได้มาด้วยความยากลำบาก กลับมิได้ช่วยขจัดความทุกข์ของมนุษย์เลย มันมีแต่
ก่อให้เกิดปัญหา อย่างอื่นก็เช่นกัน มิสู้ใช้ให้เหมาะสมสอดคล้องกับหลักธรรมดีกว่า เช่นนี้ก็เหมือน
กระสุนนัดเดียวได้นกสองตัว ดังนั้นข้าจะไม่ปล่อยโอกาสในการบริจาคให้หลุดลอยไปเด็ดขาด”
      “ท่านกล่าวได้ไม่เลวทีเดียว แต่ท่านก็มิจำเป็นต้องประหยัดมัธยัสถ์ขนาดนั้น ตัวท่านเอง
ไม่เคยหาความสุขใส่ตัวเลย ที่จริงท่านก็อาจจะเที่ยวๆ ดื่มๆ บ้าง และท่านควรที่จะหลงเหลือ
ไว้ให้บุตรชายหญิงบ้าง เอาไว้เป็นค่าตอบแทนสำหรับความเหนื่อยยากสักหน่อย เช่นนี้มันคงจะ
ไม่ผิดศีลธรรมหรอก” สหายก็เตือนสติเขาด้วยความจริงใจ
      “บางทีสหายทั้งหลายอาจจะเสียดายแทนข้า เงินที่ไว้ใช้เที่ยวกิน ก็สมควรจะมีอยู่บ้าง คน
ทั่วๆ ไปมักจะคิดว่าลำบากหาเงินมาเพื่อกิน ดื่ม ท่องเที่ยว แต่ถ้าคิดให้ถ้วนถี่ อย่างเช่นความโลภ
โมโทสันมัวเมาในตัณหา ล้วนแต่ทำร้ายคนให้บาดเจ็บเสียชีวิตได้ ดังนั้น เรื่องกินเที่ยว บันเทิง
เริงรมย์ไม่อาจจะนำความสุขให้มนุษย์ได้เสมอไป สิ่งที่ข้าชอบที่สุดคือ การที่ได้เห็นรอยยิ้มของ
คนยากจนที่ได้รับการช่วยเหลือ แม้กระทั่งลูกหลานเอง คำโบราณกล่าวไว้ว่า ลูกหลานต่างมี
วาสนาของลูกหลาน อย่าเป็นวัวเป็นม้าให้ลูกหลาน ทรัพย์สมบัติอาจมิได้นำความสุขวาสนามาสู่
ลูกหลานก็ได้ ดั่งเช่นหมู่ภมร ขยันเก็บน้ำหวานตั้งแต่เช้าจรดเย็น สะสมจนกลายเป็นน้ำผึ้ง ไว้ให้
รุ่นหลังเป็นอาหาร แต่คนที่มาขโมยน้ำผึ้ง จุดไฟเผารังผึ้ง จุดไฟเผารังผึ้ง ขับไล่ผึ้งไป ทั้งยัง
ทำลายรังผึ้งซึ่งตัวอ่อนและไข่อยู่ข้างใน น้ำผึ้งเป็นตัวเคราะห์ภัยแท้ ๆ กับภัยของมนุษย์ ที่คอย
สะสมทรัพย์นั้น มิได้มีความแตกต่างกันเลย ดังนั้นข้าจึงแจกจ่ายทรัพย์ และไม่ชื่นชอบสิ่งบันเทิง
เริงรมย์ ก็เพื่อจะถอยห่างเคราะห์ภัย และการที่ข้าตรากตรำทุกคืนวัน ก็หาใช่เพื่อตนเองไม่
เมื่อลมหายใจของท่านสิ้นสุดลง มันยังเป็นของท่านอีกหรือไม่? คนฉลาดจะรู้ว่า เงินทองสมบัติ
ที่วางเรียงรายอยู่ในโลกนี้ไม่ใช่ของท่าน เมื่อท่านได้ใช้มันไป มันถึงจะเป็นของท่านอย่างแท้จริง”

เต้าหยินพูดถึงตรงนี้ ยิ่งหดหู่ใจนักว่า
      “มนุษย์อยู่ในโลก ก็เปรียบเสมือนขี่เรือดินข้ามแม่น้ำ ซึ่งอันตรายนัก หากว่าใช้แพข้ามแม่น้ำ
จะปลอดภัยกว่ามิใช่หรือ?” จดจำพระโอวาทของพระพุทธองค์ไว้ การถวายบริจาค ถึงจะเป็นเรือ
ข้ามแม่น้ำที่พึ่งพาได้”....