มีพี่น้องสองคนที่ออกบวชติดตามพระพุทธองค์ พวกเขาทั้งสองมีความแตกต่างกันมากในด้าน
การบำเพ็ญศึกษา พี่ชายมีความวิริยะในการปฏิบัติมาก น้องชายตั้งใจในด้านการไขความกระจ่าง
     หลายปีผ่านไป พวกเขาต่างประสบความสำเร็จ พี่ชายบรรลุอรหันต์มรรค น้องชายก็เข้าใจถึง
พระไตรปิฎกอย่างถ่องแท้ แต่ว่าน้องชายมักจะคิดว่าตนเองมีความรู้อย่างกว้างขวางมากมาย ยกตน
หลงตน ใช้ความเฉลียวฉลาดมาสร้างชื่อเสียงไปทั่ว ทำให้เกิดความภาคภูมิใจ
     หลังจากที่พี่ชายของเขารู้ก็รู้สึกเป็นห่วงกังวลในตัวเขามาก กลับมองความสำเร็จขอน้องชาย
ด้วยความเศร้ารันทด ด้วยเหตุนี้ มีครั้งหนึ่งเขาจึงเตือนน้องชายว่า
     “กายสังขารมนุษย์ยากที่จะได้มา สมัยพุทธกาลยากจะพบเจอ ดั่งที่พระพุทธองค์ทรงตรัสอยู่เสมอ
ว่า สูญเสียกายสังขารดุจดั่งผืนปฐพีอันกว้างใหญ่ การได้รับกายสังขารดุจดั่งผลแตงบนดิน และวันนี้
เจ้าได้รับกายสังขาร ควรจะเน้นการบำเพ็ญปฏิบัติ การใฝ่ศึกษาไขข้อกระจ่างเป็นเรื่องอันดับต่อมา
พึงที่จะคัดเลือกด้วยความระมัดระวัง”
     น้องชายฟังแล้วก็มิได้คิดเช่นนั้น ทำเป็นหูทวนลม ไม่จดจำใส่ใจไว้ กลับเถียงว่า
     “สิ่งที่ท่านพูดก็มิใช่ว่าจะถูกต้องเสมอไป ข้ารู้สึกว่าตอนนี้ข้ามีความรู้ความเข้าใจในพุทธธรรม
เพียงแค่หนึ่งหยดน้ำทะเลเท่านั้น แต่ยังไม่รู้ถึงแก่นของมัน ดังที่ว่าอยากได้ลูกเสือก็ต้องเข้าถ้ำเสือ
ก่อน รอให้ข้ากระจ่างในพระไตรปิฎกเป็นถึงบรมครูก่อน จากนั้นค่อยบำเพ็ญธรรมก็ไม่สาย”
     “แต่ว่า ชีวิตคนนั้นเป็นอนิจจัง ชีวิตไม่ยืนยาว บางทีพระไตรปิฎกของเจ้ายังไม่ทันศึกษาหมด
อนิจจังก็มาถึงตัวเจ้าแล้ว ดังนั้นเร่งรีบบำเพ็ญก่อนจึงจะสำคัญที่สุด”

     แม้ว่าน้องชายยังคงยึดมั่นในความคิดเดิมของเรา ไม่ยอมรับฟังคำเตือนของพี่ชาย ไม่นานนัก
น้องชายก็เป็นโรคประหลาด รักษาไม่หาย จะต้องตายอย่างแน่นอน น้องชายรู้ว่าตนเองจะต้องตาย
ก็รู้สึกกลัวมาก จึงพูดกับพี่ชายว่า
     “ที่ผ่านมาข้าโง่เขลาเลอะเลือน ไม่ฟังคำสั่งสอนของท่าน บัดนี้ใกล้จะสิ้นใจแล้ว จะมาบำเพ็ญ
ก็สายเสียแล้ว”

     เมื่อพูดเช่นนี้แล้ว น้ำตาก็ไหลพราก สำนึกผิดต่อหน้าพี่ชาย ไม่นานนัก น้องชายก็จากโลกนี้ไป
พี่ชายอาศัยความสัมพันธ์ระหว่างพี่น้องนี้ นั่งสมาธิเข้าฌานเพื่อดูภพภูมิที่เขาจะไปเกิด เมื่อเขา
เห็นว่าน้องชายได้ไปเกิดในครอบครัวเศรษฐีคนหนึ่ง เขาก็บังเกิดจิตคิดจะฉุดช่วยน้อยชาย
     บ้านของเศรษฐีท่านนั้นอยู่ใกล้กับวัด เพื่อที่จะฉุดช่วยน้องชายของเขา พี่ชายก็ไปเยี่ยม ๆ มอง ๆ
ที่บ้านของเศรษฐีหลายครั้ง จนหาโอกาสที่จะฉุดช่วยน้องชายได้ เมื่อน้องชายที่กลับชาติมาเกิดนั้น
อายุได้สามขวบ จึงทำพิธีการให้เขายึดถือพระรัตนตรัยเป็นสรณะ สอนให้เขาสวดท่องนามพระพุทธะ
ส่วนเด็กคนนี้ทำให้คนรักเอ็นดูเขามาก มีความเฉลียวฉลาดและเป็นเด็กดี เมื่อสอนนิดเดียวก็เป็นเลย
     เมื่อเขาโตจนอายุ ๔ ปี มีครั้งหนึ่ง ในขณะที่แม่นมของเขาพาเขาขึ้นไปกราบไหว้อาจารย์ของ
นางนั้น เนื่องจากวัดอยู่บนเขาสูง บัดไดหินและหนทางขรุขระคดเคี้ยว แม่นมอุ้มเขาไว้ในอ้อมอก
เมื่อไม่ทันระวัง เด็กหลุดมือตกลงไปด้านล่างของภูเขา หัวแตกเลือดออก ร่างกายแหลกเหลว
ตายอย่างอนาถ

     ในชั่ววินาทีที่เขาจะสิ้นใจนั้น บังเกิดความคิดอกุศลขึ้นอย่างฉับพลัน โกรธแค้นแม่นมที่อุ้มเขา
โดยไม่ระมัดระวัง จึงทำให้ต้องประสบเคราะห์กรรมเช่นนี้ และเนื่องจากบังเกิดความโกรธแค้นขึ้นมา
เมื่อจบชีวิตลง ก็ตกสู่นรก
     หลังจากที่พี่ชายรู้เรื่องนี้เข้า นอกจากจะสงสารเห็นใจในความโชคร้ายของเขา ยังเข้าฌาน
นั่งสมาธิเพ่งมองดูภพภูมิที่เขาจะไปเกิดอีก ทันใดนั้นเขาเพ่งมองดูน้องชายเห็นเขาตกสู่นรก จึงทอดถอนใจว่า
     “ความทุกข์ในนรกเจ็บปวดแสนสาหัส บาปกรรมในนรกนั้น ยากที่จะปกโปรดฉุดช่วย แม้แต่
พระพุทธะพระโพธิสัตว์ยากที่จะฉุดช่วยแล้วนับประสาอะไรกับตัวข้า?”

     พุทธธรรมยากที่จะได้สดับฟัง กายสังขารยากที่จะได้รับ ในเมื่อได้รับกายสังขารแล้ว จะมีเวลา
สักกี่ปี? พวกเราควรที่จะรักษาโอกาส พยายามบำเพ็ญธรรม การเข้าใจไขความกระจ่างในธรรม
เป็นสิ่งสำคัญ การบำเพ็ญปฏิบัติยิ่งเป็นสิ่งสำคัญ พุทธศาสนานั้นการที่รู้กับการปฏิบัติต้อง
สอดคล้องเป็นหนึ่ง การปฏิบัติและการไขความกระจ่างเป็นสิ่งสำคัญทั้งคู่.