เมืองเทวัลในประเทศอินเดีย มีองค์ราชันย์พระองค์หนึ่งทรงพระนามว่าปรมารถ ทรงมีนิสัย
อ่อนโยน รักใคร่ประชาชน มีการให้บำเหน็จรางวัลและการลงโทษอย่างชัดเจน ด้วยเหตุนี้ จึงได้รับ
ความเคารพจากมหาชนเป็นยิ่งนักพระองค์ทรงมีพระราชโอรสพระองค์หนึ่งทรงพระนามว่า กับ
มาษปาท
      กล่าวกันว่าพระราชโอรสกัลมาษปาทมีลักษณะนิสัยที่ตรงข้ามกับพระราชบิดามีลักษณะ
แข็งแรงห้าวหาญ หยิ่งยโสมาก ดังนั้นจึงมีเหล่าขุนนางมากมายที่ไม่ยินยอมจะใกล้ชิดกับพระองค์
ในวัยหนุ่มของพระองค์นั้น เคยนำทัพไปสยบประเทศเพื่อนบ้านแทนพระราชบิดา จึงมีคุณงาม
ความชอบทางด้านการออกรบ  ยิ่งทำให้พระราชโอรสกัลมาษปาทยิ่งหยิ่งยโสทะนงตนมากขึ้น

ในสายตาของพระองค์ไม่มีใคร แม้กระทั่งพระบิดาก็ไม่อยู่ในสายตา เพื่อที่จะประกาศศักดาความ
ยิ่งใหญ่ของพระองค์ในวันขึ้นครองราชย์นั้น พระกัลมาษปาททรงปิดบังพระราชบิดา ยกทัพไป
เอาชนะประเทศต่าง ๆ เพื่อที่จะฆ่าตัวหัวองค์ราชันย์หนึ่งร้อยประเทศเพื่อสำแดงอำนาจของตน
ให้โลกรับรู้ เมื่อพระองค์ทรงไปยังประเทศต่าง ๆ เพื่อจับตัวองค์ราชันย์ของแต่ละประเทศมา พระองค์
นำไปขังไว้ในถ้ำ หนึ่งคน สองคน สิบคน ยี่สิบคน ค่อย ๆ เพิ่มขึ้นจนถึงเก้าสิบเก้าคน พระองค์ทรงดี
พระทัยมาก พระองค์ทรงคิดจะนำกำลังไปกำราบประเทศเล็ก ๆ อีกหนึ่งประเทศ จับเอาองค์ราชันย์
มาอีกหนึ่งคน ก็รวบรวมได้หนึ่งร้อยคน เพื่อที่จะไปจับองค์ราชันย์องค์สุดท้ายมานั้น พระกัลมาษปาท
ทรงมาถึงประเทศเล็ก ๆ ประเทศหนึ่งห่างจากเมืองเทวัลไม่กี่พันลี้ องค์ราชันย์แห่งประเทศนี้ ทรง
พระนามว่าสมันตประภาส องค์ราชันย์ทรงไม่ถนัดที่จะใช้กองกำลังทหารเข้าโจมตี ดังนั้นในด้าน
การทหาร จึงไม่มีการเตรียมพร้อมเลย ด้วยเหตุนี้พระราชโอรสกัลมาษปาททรงเคลื่อนพลเข้าเมือง 
พวกเขาก็ยังไม่รู้ตัว สุดท้ายองค์ราชันย์สมันตประภาสจึงถูกจับตัวไป
      องค์ราชันย์สมันตประภาสจับตัวมายังเมืองเทวัล พระราชโอรสกัลมาษปาทคิดจะนำตัวพระองค์
ขังไว้ในถ้ำเฉกเช่นราชันย์เก้าสิบเก้าคน แต่ตอนนี้พระสมันตประภาสทรงพิลาปเสียงดัง พระอัสสุชล
ดุจดั่งสายฝน พระราชโอรสกัลมาษปาททรงเห็นเช่นนี้ก็ไม่พอพระทัย จึงทรงตรัสว่าด้วยน้ำเสียง
อันดังว่า
      “เจ้าคนอ่อนแดปานนี้! เหมาะที่จะเป็นองค์ราชันย์หรือ? ไฉนจึงร้องไห้เฉกเช่นเด็กน้อย 
น่าละอายสิ้นดี” 
      คำดุด่าของพระราชโอรสกัลมาษปาทนี้ พระสมันตประภาสทรงสดับฟังอย่างไม่พอพระทัย 
พระองค์ทรงตอบอย่างองอาจว่า
      “ท่านไม่รู้ถึงความในใจของข้า ข้ามิใช่คนกลัวตาย แต่กลัวว่าจะเสียสัจจะไป เพราะหลักการ
ในการปกครองประเทศของเราคือวาจาสัจจริงเป็นอันดับหนึ่ง ข้ามิเคยพูดปดหลอกลวงต่อประชาชน
ของเราแม้แต่น้อย ข้านำพาประชาชนทั้งประเทศด้วยการปฏิบัติตามศีลไม่พูดปด ด้วยเหตุนี้ พวกเรา
มีความเชื่อถือซึ่งกันและกัน ไม่เคยต้องระแวงสงสัยเลย” พระองค์ทรงตรัสถึง ตรงนี้ก็ทรงถอนหายใจ
แล้วตรัสต่อว่า 
      “หลายวันก่อน มีพระภิกษุรูปหนึ่งไปยังตำหนักของข้า เพื่อโปรดให้ข้าออกบวช ข้าก็ได้ตอบ
ตกลงไปแล้ว ทั้งยังนัดหมายว่าอีกหนึ่งสัปดาห์ให้มาที่ ตำหนักเพื่อปลงผมให้ข้า บัดนี้ข้าถูกท่าน
จับมาที่นี่ แล้วจะให้ข้ารักษาสัญญาได้อย่างไรกัน นี่ก็มิใช่ว่าได้ผิดสัจจะไปแล้วหรือ?”

     เมื่อได้ยินคำพูดขององค์ราชันย์สมันตประภาส ราชโอรสกัลมาษปาทแม้ว่าจะโหดร้ายทารุณ 
ก็ยังรู้สึกซาบซึ้งใจคำพูดที่ว่ารักษาสัจจะนั้นมันสูงส่งมีค่ามากกว่าชีวิตเสียอีก สุดท้ายราชโอรส
กัลมาษปาททรงพยักหน้าว่า
      “ได้ ถ้าเช่นนั้นข้าจะปล่อยท่านกลับไป ให้พระองค์ไปกระทำเรื่องนี้ให้เสร็จเสียก่อน ให้พระองค์
พึงพอใจ แต่ทว่าข้าจะให้เวลาท่านเจ็ดวันทำเรื่องนี้ให้เสร็จ จากนั้นก็กลับมาหาข้าที่นี่ พระองค์ทำได้
หรือไม่?”
     พระสมันตประภาสราชาทรงดีพระทัยจนพระอัสสุชลไหลริน ทรงตรัสว่า
      “ขอขอบคุณ เวลาเจ็ดวันก็เพียงพอแล้ว หลังจากที่ข้าอธิบายให้พระภิกษุรูปนั้นเข้าใจ จะกลับมา
ที่นี่แน่นอน”
     พระราชโอรสกัลมาษปาททรงประทานม้าเร็วให้องค์ราชันย์สมันตประภาสรีบกลับไปยังประเทศ
ของตน เมื่อพระองค์เข้าไปถึงพระตำหนัก เรื่องแรกที่ทำคือ แต่งตั้งพระโอรสให้เป็นองค์ราชันย์
มอบหน้าที่ทุกอย่างให้แก่พระราชบุตร ทั้งยังกลับไปหาพระภิกษุรูปนั้น พระองค์ทรงขออภัยต่อ
พระภิกษุรูปนั้นว่า
      “เดิมทีข้าได้ตกลงกับท่านว่าจะออกบวช แต่บัดนี้ทำเช่นนั้นไม่ได้แล้ว นี่มิใช่ว่าข้าพูดจาไม่มี
สัจจะ และข้าก็มิได้เปลี่ยนใจด้วย แต่ว่า……….”
     องค์ราชันย์สมันตประภาสทรงเล่าเรื่องที่ถูกราชโอรสกัลมาษปาทจับตัวไป และให้เวลาเจ็ดวัน
กลับมาจัดการเรื่องราวต่าง ๆ พระองค์ทรงเล่าเรื่องราวต่าง ๆ ให้พระภิกษุฟัง พระภิกษุก็ได้แต่เลิกล้ม
โปรดพระองค์ออกบวช สุดท้ายองค์ราชันย์สมันตประภาสทรงเรียกประชาชนทั้งประเทศมารวมกัน 
ที่บริเวณลานกว้างหน้าพระราชวังเพื่ออำลาทุกคนในเวลานี้ทุกคนต่างพากันร้องไห้ ทุกคนก้มกราบ
อ้อนวอนให้พระองค์อยู่ต่อ แต่องค์ราชันย์สมันตประภาสทรงตรัสด้วยความดีพระทัยว่า
      “วาจาสัจจริงเป็นศีลข้อที่หนึ่ง วาจาสัจจริงเป็นบันไดสู่สวรรค์ วาจาสัจจริงเป็นมหาบุรุษ การ
พูดปดเพ้อเจ้อตกสู่นรก บัดนี้เราได้รักษาวาจาสัจจริง ยินยอมสละชีวิต ในใจไร้ซึ่งความละอาย”
     องค์ราชันย์สมันตประภาสตรัสจบแล้วก็รีบทรงม้าออกเดินทาง ในตอนเที่ยงของวันที่เจ็ด
พระองค์ทรงเข้าไปถึงในเมืองเทวัล และทรงไปรายงานตัวต่อพระราชโอรสกัลมาษปาท พระราช
โอรสกัลมาษปาทกำลังทรงเฮฮาบันเทิงเริงใจอยู่ ทรงได้ยินว่าองค์ราชันย์สมันตประภาสกลับมาถึง
ก็รู้สึกประหลาดใจ บังเกิดความนับถือขึ้นมา พระองค์ทรงรีบเสด็จออกจากพระตำหนัก ทรงจับ
พระหัตถ์ขององค์ราชันย์สมันตประภาสแล้วตรัสว่า
      “พระองค์สมกับเป็นผู้รักษาวาจาสัจจริงเป็นที่หนึ่ง เข้าเลื่อมใสนับถือยิ่งนัก เดิมทีการกลับ
ประเทศของพระองค์รวดเร็วราวกับวิหคที่ถูกปล่อยออกจากรัง ไฉนจึงยินยอมกลับมาก? การกระทำ
ที่รักษาวาจาสัจจริงที่น่านับถือเช่นนี้ข้าควรจะนำมันมาใช้ดำเนินกับประเทศของข้าบ้าง เพื่อทำให้
ทุกคนได้รับความสงบร่มเย็น มีความสมานฉันท์ และมีชีวิตที่มีความสุข”

     ด้วยเหตุนี้จึงทูลเชิญให้องค์ราชันย์สมันตประภาสทรงตรัสศีลห้ามพูดให้แก่เหล่าขุนนางและ
ประชาชนฟัง องค์ราชันย์สมันตประภาสทรงตรัสถึงความงดงามความดีของการกล่าววาจาสัจจริง 
และคำตำหนิดุด่าจากการพูดปดเพ้อเจ้อจนได้รับการปรบมือสรรเสริญจากผู้ฟังนับหมื่น ในขณะนี้ พระราชโอรสกัลมาษปาททรงรู้สึกว่าแม้พระองค์เองจะมีกำลังอำนาจสยบประเทศต่าง ๆ มากมาย 
แต่วีรบุรุษที่ห้าวหาญองอาจเช่นนี้ กลับไม่ได้รับการแซ่ซ้องสรรเสริญจากประชาชนซึ่งจะเห็นได้ว่า
ผู้ที่กล่าววาจาสัจจริงทำให้ปวงชนรักใคร่ อำนาจกำลังมิได้ทำให้ได้มาซึ่งใจคน ตัวเราเป็นราชา
มิควรใช้กำลังอำนาจปกครองอย่างทารุณ ด้วยเหตุนี้ พระองค์จึงทรงปลดปล่อยองค์ราชันย์ทั้ง
เก้าสิบเก้าคนในถ้ำ ให้พวกเขากลับประเทศไป นับแต่นั้นมาในประเทศเทวัลก็ดำเนินอยู่ในศีล
ห้ามพูดปด ดำเนินในการกล่าววาจาสัจจริงเป็นที่หนึ่งประเทศนี้จึงอยู่อย่างร่มเย็นเป็นสุข ทุกคน
มีความสมานฉันท์กลมเกลียว.