ขณะที่พระพุทธองค์ทรงอยู่ระหว่างทางที่จะเสด็จไปยังคชศีรษะ ทรงเดินผ่านป่าทุกขกิริยา
แห่งหนึ่ง พระองค์ทรงประทับนั่งอยู่ใต้ต้นไม้เหมือนกับว่ารอคอยอะไรอยู่ 

      ในตอนนั้นมีหญิงผู้หนึ่งถือห่อผ้าขนาดใหญ่เดินผ่านพระพักตร์พระพุทธองค์ไป พระพุทธองค์ก็
มิได้ทรงสังเกต ต่อมาก็ทรงเห็นบุรุษรูปร่างสูงใหญ่ผ่านมา พวกเขาถามพระพุทธองค์เป็นเสียง
เดียวกันว่า
      “เมื่อสักครู่ท่านเห็นสตรีนางหนึ่งถือสิ่งของมากมายผ่านมาทางนี้บ้างไหม?”
      “เรามิได้สังเกตดู พวกท่านหานางทำไม?” พระพุทธองค์ทรงถามพวกเขา
      “พวกเรามีกันทั้งหมดสามสิบคน อาศัยอยู่ในป่าที่ห่างจากที่นี่ไม่ไกลนัก พวกเรายี่สิบเก้าคนมี

ภรรยาแล้ว เหลือเพียงคนเดียวที่วันนี้ยังอ้างว้างไม่ได้แต่งงาน พวกเราเห็นอกเห็นใจเขามาก 
ด้วยเหตุนี้ เมื่อวานจึงหาสตรีมานางหนึ่ง ใครจะไปรู้ว่าสตรีผู้นี้มิใช่ธรรมดา พูดขึ้นมาแล้วก็ไม่กล้า
กลัวคนหัวเราะเยาะ ที่แท้หญิงผู้นี้เป็นหญิงโสเภณีภายในคืนเดียว นางทำให้พวกเราสามสอบคน
หลงไหลเคลิบเคลิ้ม พอวันนี้ตื่นขึ้นมา ก็พบว่าของของพวกเราถูกนางขโมยไปแล้ว ดังนั้นจึงออก
ตามหานาง จะเอานางกลับมา ท่านไม่เห็นนางจริง ๆ หรือ?”

พระพุทธองค์ทรงมองดูพวกเขาอย่างเงียบ ๆ จากนั้นทรงตรัสขึ้นว่า
      “เรื่องราวก็เป็นมาเช่นนี้หรือ? เราขอถามพวกท่านสักประโยค ที่จริงแล้วร่างกายของพวกท่าน 
สำคัญหรือสตรีและสิ่งของสำคัญกันแน่?”
คนเหล่านี้ถูกพระพุทธองค์ถามด้วยคำถามง่าย ๆ จิตใจร่างกายที่ถูกปล่อยออกไปเหมือนกับว่า
ได้กลับคืนมาเมื่อถูกถามก็ตื้นตันใจ พระพุทธองค์ทรงมีลักษณะน่าเกรงขามอย่างอัศจรรย์ ดุจดั่งองค์
มหาราชในโลกทางจิตใจทุกอากัปกิริยา ทุก ๆ คำพูด สามารถเจาะลึกถึงใจคน
      “ร่างกายของตนเองสำคัญกว่าสิ่งอื่นใด” คนกลุ่มนี้ตอบ เหมือนกับว่ารู้ตื่นขึ้นมา
      “ถ้าเช่นนั้น พวกท่านก็ไม่ต้องไปตามหาหญิงผู้นั้นแล้ว พวกท่านมาค้นหาใจตนเองเถิด นี่จึงจะ
เป็นเรื่องใหญ่ที่สำคัญ”
      “ค้นหาใจ มีวิธีการอย่างไร?”

      พระพุทธองค์ทรงตรัสอริยสัจสี่คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ให้พวกเขาฟัง พวกเขาต่างบังเกิด
ความศรัทธาถวายตัวเป็นศิษย์พระพุทธองค์.