ขณะที่พระพุทธองค์ยังทรงมีพระชนม์ชีพอยู่นั้น มีสาวกองค์หนึ่ง ชุดจีวรที่เขาได้รับบริจาคมา
เอามาสวมใส่สองสามวันก็สกปรกขาดวิ่น เวลาทานอาหาร ข้าวในชามยังไม่ทันฉันหมดก็ลุกจากไป
เขาไม่รักษาทนุถนอนสิ่งของเช่นนี้
     วันหนึ่ง พระพุทธองค์ทรงเรียกให้เขาถอดจีวรออกแล้วไปเดินบิณฑบาตในเมือง แต่เมื่อเขามาถึง
ในเมืองคนที่เมื่อก่อนเคยถวายปัจจัยแก่เขาวันนี้พบเขาเข้า ก็ไม่ถวายของให้สักอย่าง
     “วันนี้ได้รับการถวายอะไรมาบ้าง? “ พระพุทธองค์เห็นเขากลับมาก็ทรงตรัสถามเขาเช่นนี้
     “ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า! วันนี้ไม่ได้อะไรสักอย่าง ขอทรงโปรดคืนจีวรให้แก่ข้าเถิด”
     “จีวรที่ท่านฝากเก็บไว้เราคิดจะคืนให้ท่าน แต่ว่าเราลืมไปแล้วว่าได้วางไว้ที่ใด ตรงนี้มีฝ้ายอยู่ ท่านสามารถนำเอาไปทำจีวรได้”
     พระพุทธองค์ทรงประทานฝ้ายให้เขามัดหนึ่ง เขาก็คิดว่าของแบบนี้จะทำเสื้อผ้าได้อย่างไร? 
เขาล้วงดูอย่างทุกข์ใจและพูดว่า
     “ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ข้าไม่ใช่หมอไสยศาสตร์ จะใช้ฝ้ายมาทำเป็นจีวรได้อย่างไรกัน?”
     “จีวรนั้นทำมาจากฝ้าย มิใช่ต้องใช้ไสยเวทมาทำ ขอเพียงผ่านขั้นตอนต่าง ๆ ใครก็ทำได้ แต่ว่า
จะทำให้เป็นผ้าจะต้องใช้แรงกายแรงใจลำบากยิ่งนัก ต้องคัดเลือกฝ้าย ปั่นด้าย ทอผ้า ตัดเย็บ 
จากนั้นจึงจะกลายเป็นจีวรหนึ่งตัว ท่านต้องการจีวรก็ต้องทำเช่นนี้” 
พระพุทธองค์ทรงตรัสตอบสาวกคนนั้น
     “โอ้! ยุ่งยากขนาดนี้หรือ?” สาวกนั้นแปลกใจมาก
     “ใช่แล้ว จะทำจีวรตัวหนึ่ง จะต้องให้แรงกายทำโดยผ่านขึ้นตอนต่างๆ มากมาย ดังนั้นท่านจะต้อง
รู้จักรักษาทนุถนอม ไม่เพียงแต่สิ่งนี้เท่านั้น ข้าวที่ท่านฉันก็เช่นกัน ท่านจะต้องรู้ว่า ข้าวหนึ่งเม็ด
เป็นความยากลำบากของชาวนา ดังนั้นข้าวสารที่ได้มาเอามาหุงเป็นข้าวสวย ก็จะต้องผ่านขั้นตอน ๆ ต้องปักกล้า กำจัดหญ้า ใส่ปุ๋ยดูแลให้น้ำ เป็นต้น
     บัดนี้พวกเรามีชีวิตอยู่อย่างมั่นคง ก็เพราะได้รับความช่วยเหลือจากผู้คนมากมาย พวกเราอย่าได้
ลืมบุญคุณเหล่านี้ จะต้องมีจิตใจสำนึกขอบคุณ รู้รักษาทนุถนอมสิ่งของ จะต้องมีการบำเพ็ญ
อันยิ่งใหญ่เพื่อตอบแทนทานปกติ”
     พระพุทธองค์มิใช่เจ้าหน้าที่การคลังมืออาชีพ พระองค์มิต้องการทรัพย์สินมีค่าใด ๆ แต่พระองค์
ทรงรักและทนุถนอมทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ไม่ว่าจะเป็นต้นไม้ใบหญ้า ซึ่งเรียกได้ว่าทรงเป็น
นักเศรษฐศาตร์ผู้ยิ่งใหญ่...