ขณะที่พระพุทธองค์ทรงประทับอยู่ในเมืองสาวัตถี มีเศรษฐีคนหนึ่งลุ่มหลงในนอกศาสนา ไม่เชื่อ
กฎแห่งกรรม วันหนึ่งเขาเดินผ่านเชตวันวรวิหาร พระพุทธองค์ทรงรู้ว่าคน ๆ นี้ยังมีรากบุญ จึงบังเกิด
ความสงสารอยากจะโปรดคน ๆ นี้จึงทรงแบ่งภาคกายออกไปด้านนอก ประทับอยู่ใต้ต้นไม้ ปล่อย
แสงรัศมีสว่างไสวไปทั่วเชตวันวรวิหาร ในตอนนั้นต้นไม้ในเชตวันวรวิหารกลายเป็นสีทอง เศรษฐีเห็นเช่นนั้นก็ถามคนข้างทางด้วยความประหลาดใจว่า

      “นี่คือแสงสว่างอะไรกัน? ข้าไม่เคยเห็นมาก่อนเลย พวกท่านรู้หรือไม่?” ทุกคนก็บอกว่าไม่เคย
เห็นมาก่อนไม่รู้จัก เศรษฐีคิดสักพักหนึ่งก็พูดว่า
      “นี่คงเป็นแสงพระอาทิตย์กระมัง?”
      “ไม่ใช่ แสงพระอาทิตย์จะต้องมีความร้อน แต่ว่าแสงนี้อบอุ่นมิใช่แสงพระอาทิตย์แน่” คนผ่าน
ทางมาตอบ เศรษฐีก็ไม่รู้จะพูดว่าอย่างไร สักพักหนึ่ง เขาก็ถามขึ้นมาอีกว่า
      “ที่จริงมันเป็นแสงอะไรกัน?” คนข้าง ๆ ก็คิดกันสักครู่ ในนั้นก็มีคนหนึ่งพูดว่า
      “โอ้! คงจะเป็นแสงแห่งบารมีธรรมของพวกสมณะกระมัง”
      “พวกท่านอย่าพูดจาเหลวไหล ข้าไม่ชอบฟังคำพูดเช่นนี้” เศรษฐีโกรธจนคิดจะกลับบ้านไป 
ในตอนนั้นพระพุทธองค์ก็สำแดงอภิญญาทันใด ทำให้ทางเดินทั้งสามถูกปิดกั้นขึ้นมา เหลือเพียง
ทางเดียวให้เขาเดินมาถึงเชตวันวรวิหาร ถึงตอนนี้เศรษฐีตกใจยิ่งนัก คิดว่าไม่มีทางกลับบ้าน คน
ข้างทางก็บอกว่า 
      “ตรงโน้นมีถนนออกไปได้” เศรษฐีจึงจำใจต้องมายังเบื้องพระพักตร์พระพุทธองค์ ในขณะที่เขา
มองเห็นพระพุทธองค์นั้น ก็รีบเอาพัดปิดหน้า แต่ว่าด้วยแรงอภิญญาของพระพุทธองค์ ทำให้เศรษฐี
มองเห็นอย่างกระจ่างทั้งภายนอกภายใน ไม่สามารถแอบซ่อนได้ก็ให้เขาได้พบหน้าพระพุทธองค์
ช่วงเวลาหนึ่ง

      ในตอนนั้นเศรษฐีเห็นพระพุทธองค์ทรงเปี่ยมด้วยความเมตตาและงามสง่า และก็คิดถึงแรง
อภิญญาของพระพุทธองค์ จึงทำให้เขาลงจากรถมาทำความเคารพโดยไม่รู้ตัว พระพุทธองค์ทรง
เทศนาธรรม ท่านเศรษฐีก็เหมือนกับว่าได้ประทีปอันสว่างไสวในเวลาค่ำคืน จากการได้รับตรงนี้ 
จึงเดินสู่สัมมาหนทาง พระพุทธองค์ทรงเมตตายิ่งใหญ่ คนที่ไม่ค่อยสนิท ก็ไม่ยอมเข้าใกล้พระองค์ 
หากยังไม่ทำบุญกับพระพุทธะไฉนจะมีบุญสัมพันธ์กันเล่า!...