พระรัฐปาลเถระทูลถามพระพุทธองค์ว่า
    “ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ยิ่งใหญ่เปี่ยมเมตตา ด้วยพระปัญญาอันล้ำลึกดุจมหาสมุทรของ
พระองค์ ทรงโปรดบอกศิษย์ด้วยว่า ควรจะบำเพ็ญศึกษาอย่างไรจึงจะดำเนินอยู่ในพระโพธิสัตว์
มรรค” พระพุทธองค์ทรงตอบว่า
    “ในอดีต มีองค์ราชันย์พระองค์หนึ่งทรงมีพระนามว่าประภาส นำพาเขตต่าง ๆ ในชมพูทวีป พระองค์ทรงใช้อริยมรรคแปดแห่งพระพุทธศาสนาปกครองประเทศ ดังนั้นประเทศจึงร่มเย็นเป็นสุข
ทุกคนล้วนมีบุญวาสนาอันยิ่งใหญ่ ทุกคนมีอายุขัยยืนยาวถึงสิบล้านปี พระองค์ทรงมีพระราชโอรส
พระองค์หนึ่งทรงมีพระนามว่าสุขประภาส มีลักษณะงามสง่ายิ่งนัก ขณะที่ถือกำเนิดออกมานั้น
ร่างกายสูงใหญ่เหมือนเด็กอายุเจ็ดขวบ พระราชโอรสทรงมีความเฉลียวฉลาด มีปัญญายิ่งนัก มีความเชี่ยวชาญในวิทยาการความรู้ในทางโลก และมีการรู้แจ้งจิตในหลักธรรมเหนือมนุษย์

    วันหนึ่งในตอนกลางคืน พระราชโอรสกำลังบรรทมอยู่ในพระตำหนัก เทวโอรสวิมลประภาส
บนสวรรค์ ยืนอยู่บนก้อนเมฆพูดกับพระราชโอรสว่า
    “ท่านจะต้องหยุดยั้งความคิดฟุ้งซ่านในใจเสียก่อน แล้วค่อย ๆ คุมจิตใจไว้ให้ดี ไม่ให้มันวุ่นวาย
วอกแวกพึงระวัง ออกห่างจากรูป เสียง วัตถุ ประโยชน์ในโลกีย์ พึงระวังหวั่นกลัวในสังขตธรรม
อันเป็นอนิจจัง…..”

    นับแต่นั้นมา พระราชโอรสสุขประภาสก็แตกต่างจากคนทั่วไป องค์ราชันย์ทรงจัดหาสาวงาม
มากมายไปปรนนิบัติรับใช้พระราชโอรส มีขุนนางมากมายสรรหานางระบำมาให้คัดเลือก แต่
พระองค์ไม่สนใจแม้แต่น้อย พระองค์ทรงไม่หวั่นไหวกับสรรพสิ่งต่าง ๆ ในโลก

    วันนี้ พระราชโอรสเสด็จออกจากพระตำหนักของพระองค์เอง มายังตำหนักตะวันออก พระองค์ 
ทรงเอือมระอากับหมู่มวลพฤกษาในพระตำหนักแล้ว พระองค์ทรงคุกเข่าลงพนมกร อธิษฐานไปทาง
บูรพาว่า
    “ข้าแต่พระพุทธะ! ได้โปรดเมตตาข้า โปรดมาช่วยข้าด้วยเถิด”

       พระพุทธเจ้าใช้แรงอภิญญามือขวาเปล่งรัศมีสาดส่องทั่วพระวรกายของพระราชโอรส ทั้งยังใช้
กลีบดอกบัววางรองไว้ที่พระบาทพระราชโอรส พระราชโอรสเหยียบบนดอกบัว ชั่วพริบตาเดียว 
ดอกบัวจากชมพูทวีปก็ลอยมาถึงเบื้องหน้าพระพุทธะ พระพุทธะทรงแสดงธรรมอันแยบยล 
แก่พระราชโอรส พระราชโอรสจึงทรงบรรลุวิชาปัญญา

      การดำเนินโพธิสัตว์มรรคก็คือการอยู่ในโลกียะโดยไม่แปดเปื้อน และมีอิสระเสรี ละจากกิเลส
ทั้งปวง จากนั้นก็ใช้ธรรมในการฉุดช่วยเวไนย์” พระรัฐปาลเถระได้ยินพระพุทธะกล่าวเช่นนั้น ก็ยินยอมที่จะฝึกฝนในโพธิสัตว์มรรค...