นอกเมืองสาวัตถีมีหมู่บ้านแห่งหนึ่ง มีครอบครัวประมาณ ๕๐ - ๖๐ หลังคาเรือน ในหมู่บ้านมีคน
ยากจนอยู่ครอบครัวหนึ่ง มีเพียงสามีภรรยาคู่หนึ่งเท่านั้น สามีทำงานรับจ้างเพื่อเลี้ยงชีพ

     ต่อมา ภรรยาของเขาให้กำเนิดบุตรชายฝาแฝดคู่หนึ่ง มีลักษณะงดงามสุภาพเรียบร้อย สามี
ภรรยารักเอ็นดูบุตรทั้งสองมาก จึงตั้งชื่อให้บุตรทั้งสอง คนหนึ่งชื่อว่า บุญ อีกคนหนึ่งชื่อวาสนา

     วันหนึ่ง สามีไปเลี้ยงวัวยังไม่กลับภรรยาเข้าป่าไปเก็บไม้แห้งทำฟืน ทิ้งบุตรทั้งสองไว้บนเตียง เด็กทั้งสองนี้ก็คุยกันเสียงดังว่า
     “หากเริ่มแรกบำเพ็ญนั้น ไม่คิดฟุ้งซ่านเหลวไหลว่าคนเราสามารถต่อชีวิตได้ ตอนนี้ก็คงไม่ต้อง
ตกสู่กระแสแห่งการเกิดตายหรอก เจ้าดูสิ เกิดมาในครอบครัวที่ยากจนอย่างนี้ นอนบนกองฟาง กินข้าวหยาบ ก็เพื่อประทังชีวิตไปวัน ๆ วันข้างหน้าไม่รู้ว่าจะมีชีวิตอยู่อย่างไร?”

      อีกคนหนึ่งพูดว่า “เมื่อก่อนมีเพียงอุปสรรคเล็กน้อย ก็ไม่วิริยะบำเพ็ญต่อ มาวันนี้ต้องรับทุกข์ทน 
ตนเองนั่นแหละที่พาตนเองให้ลำบากบัดนี้มีเพียงยิ้มรับอุปสรรค ยังจะมีอะไรพูดอีกเล่า?”

      ในขณะที่เด็กทั้งสองกำลังสนทนาถึงความทุกข์ใจนั้น บิดามารดาก็กลับมา ได้ยินเด็กอายุเพิ่งจะ
สองเดือนคุยกันก็ประหลาดใจมาก ก็สงสัยว่าเป็นภูตผีปิศาจมาเกิด จึงปรึกษากันคิดจะกำจัดเด็ก
ทั้งสองคนนี้ ด้วยเหตุนี้ สามีจึงรีบไปเก็บฟืนด้านนอก ภรรยาจึงถามว่าจะอามาทำอะไร? สามีจึง
ตอบว่า
      “คิดจะเผาพวกเรา เพื่อตัดปัญหาที่ตามมาภายหลัง”
      ภรรยาได้ยินเช่นนี้ ก็ตกใจมาก พยายามเตือนยับยั้งสามี วันที่สอง ทั้งสองคนก็ออกไป บุญกับ
วาสนาก็คุยกันด้วยคำพูดเดิม ๆ ดังนั้นสามีภรรยาจึงตัดสินใจจะกำจัดทิ้ง จึงช่วยกันกองฟืนให้สูงขึ้น 
เตรียมจะโยนเข้ากองไฟ เพื่อให้สิ้นเรื่องสิ้นราว

      ทิพย์จักษุของพระพุทธองค์ทรงเห็นเรื่องราวนี้ จึงมาปรากฏกายในหมู่บ้าน แสงรัศมีส่องไปทั่ว
พันลี้ภูเขา แม่น้ำต้นไม้ ต่างสะท้อนสีทอง พระพุทธองค์ทรงเสด็จมาถึงบ้านของเด็กฝาแฝด เด็ก
ทั้งสองเห็นแสงรัศมีสีทองแห่งพระพุทธองค์ก็ขยับมือขยับเท้าด้วยความดีใจ บิดามารดาเห็นเช่นนั้น
ก็ตกใจ ต่างคนต่างอุ้มเด็กคนละคนมายังเบื้องพระพักตร์ของพระพุทธองค์ ทูลถามพระพุทธองค์ว่า
      “ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า เด็กน้อยสองคนนี้เกิดมายังไม่ทันครบสองเดือน ก็พูดได้แล้ว ทำให้
สงสัยเหลือเกินพระพุทธองค์ผู้ทรงเมตตา พวกเรามิรู้ว่าจะจัดการกับพวกเขาอย่างไรดี? ได้โปรด
ชี้แนะด้วย”

      เด็กทั้งสองเห็นพระพักตร์ของพระพุทธองค์แล้วยินดีมาก บนพระพักตร์ปรากฏซึ่งรอยยิ้ม มี
แสงสว่างออกมาจากพระโอษฐ์ พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า
      “เด็กน้อยทั้งสองคนนี้มิใช่ภูตผีปิศาจมาเกิด แต่เป็นเด็กที่มีบุญมีวาสนา”       พระพุทธองค์จึงทรงเล่าถึงเหตุปัจจัยในอดีตชาติช่วงหนึ่งว่า
      “ในอดีตในสมัยพระกัสสปะพุทธเจ้า เด็กทั้งสองนี้เคยเป็นสรณะแล้ว พวกเขาสองคน ในวัยเด็ก
เป็นเด็กดีมาก เพราะมีปณิธานธรรมเช่นเดียวกัน ดังนั้นจึงออกบวชศึกษาธรรมพร้อมกัน คนทั้งสอง
มีความวิริยะหมั่นเพียรในการบำเพ็ญธรรมมาก ในชั่วขณะจิตที่จะบรรลุมรรคผลนั้น ก็บังเกิดมิจฉา
ดำริขึ้นมาฉับพลัน จึงต้องตกต่ำลงมา ไม่สามารถได้รับการหลุดพ้น ตกอยู่ในทะเลทุกข์อย่าง
ยาวนาน ทุกภพทุกชาติจะเกิดเป็นฝาแฝดกัน ผลที่ได้รับในชาตินี้ เนื่องจากในอดีตเคยถวายปัจจัย
แด่พระพุทธะ บาปกรรมได้สิ้นสุดลง สมควรจะได้รับการบริโปรด วันนี้เราจึงมายังที่นี่ เพื่อปกโปรด
พวกเขาทั้งสอง”

      สองสามีภรรยาได้ฟังดังนั้น ก็ยินดีกับการมาของเด็กทั้งสองในครั้งนี้ ก็คิดจะพยายามเลี้ยง
พวกเขาให้เติบโตการที่พระพุทธองค์ทรงเสด็จมาช่วยเด็กทั้งสองในครั้งนี้ ก็เพราะพวกเขามีบุญ
มีวาสนานั่นเอง

       ดังนั้น ผู้บำเพ็ญธรรม ในเมื่อชาติหนึ่งไม่สามารถบรรลุมรรคผลได้ แต่บุญวาสนายังคงอยู่ เคราะห์ภัยก็ย่อมแปรเปลี่ยนเป็นศิริมงคลได้...