ในอดีตประเทศอินเดียมีกษัตริย์พระองค์หนึ่ง ทรงมีพระนามว่า สรวถะ เป็นองค์ราชันย์ที่ดำรงอยู่
ในโพธิสัตว์มรรค ไม่ว่าจะเป็นผู้ใดที่มาวอนขอจากพระองค์ พระองค์ล้วนสนองตามความปรารถนา
ของเขาผู้นั้นแม้นดินแดนที่อยู่ห่างไกล ล้วนรู้จักองค์ราชันย์สรวถะพระองค์นี้ ในประเทศเพื่อนบ้าน
ขององค์สรวถะ มีครอบครัวพราหมณ์ครอบครัวหนึ่ง เด็กเล็กคนหนึ่ง กำพร้าบิดาอาศัยอยู่กับมารดา
ที่แก่ชรา และพี่สาว เนื่องจากกำพร้าบิดาและไม่มีสมบัติสถานใดๆ จึงมีความเป็นอยู่ยากลำบากมาก 
       วันหนึ่งมารดากล่าวแก่บุตรว่า “ได้ยินว่าองค์ราชันย์แห่งประเทศเพื่อนบ้าน มีความเมตตามาก 
มีคนไปวอนขอพระองค์ ต่างได้รับความช่วยเหลือจากพระองค์ทั้งสิ้น ผู้คนเชิดชูท่านว่า สรวถะราชา 
เจ้าสามารถไปที่นั่น วอนขอค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันสำหรับเรา ๓ แม่ลูก มิรู้ว่าเจ้าจะยินยอม
หรือไม่”
“ลูกยินดีเต็มใจที่จะไปมาก แต่ทว่าตอนนี้ความรู้ของลูกสักน้อยนิดก็ไม่มี เกรงว่าจะไปยังถิ่นแดนไกล
ไม่ได้ ลูกคิดว่าจะเสาะหาความรู้จากที่นี่เสียก่อน เพิ่มพูนความรู้ใส่ตน รอให้เข้าใจชีวิตอีกสักหน่อย 
จึงค่อยไป”
      มารดาได้ยินเช่นนั้น นิ่งเงียบใคร่ครวญพักใหญ่ จนลูกชายรบเร้าขอร้อง จึงตอบตกลงว่า จะไปยืม
เงินทองคนอื่นมา เพื่อเตรียมเป็นค่าใช้จ่าย ให้เขาไปเรียนหนังสือ
       เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วดุจสายน้ำ พริบตาเดียวหนึ่งปีก็ผ่านพ้น บุตรชายก็ยังมิได้เพิ่มพูนความรู้
ใดๆ เมื่อกลับมาถึงก็อ้อนวอนให้มารดาคิดหาวิธีอีก มารดายังคงเร่งให้เขารีบไปเข้าเฝ้าสรวถะราชา 
วันที่จะออกเดินทาง เนื่องจากครอบครัวไม่มีทรัพย์สินใดๆ ก็ไปยืมเงินเจ้าหนี้คนเก่าอีก แต่คราวนี้
เจ้าหนี้ไม่ยินยอม เขายื่นข้อเสนอให้เอาแม่และพี่สาวมาเป็นตัวประกัน ทำงานที่บ้านเขาก่อนจึงจะ
ยอมให้ยืมเงิน 
      สรวถะราชาในตอนนี้ บังเอิญพบกับเรื่องยุ่งยากลำบาก องค์ราชันย์ของประเทศเพื่อนบ้านที่
โหดเหี้ยมอำมหิตไร้ความปราณี ทั้งกดขี่ข่มเหง นำกองทัพทหารม้าใหญ่บุกโจมดี เข้ามาถึงเขตแดน
ประเทศของสรวถะราชา คิดจะยึดดินแดนเมื่อสรวถะราชาทรงทราบข่าว มิทรงตื่นตระหนกพระทัย 
พระองค์ทรงทำเหมือนมิได้มีอะไรเกิดขึ้น ไม่มีการเตรียมตัวรู้สึก สรวถะราชาทรงคิดว่าชีวิตมนุษย์
นั้นสั้นนัก ลาภยศศฤงคารไม่จีรัง จึงเตรียมตัวรอให้ถึงวันนั้น พระองค์จะมอบดินแดนบริจาคให้กับ
ผู้ที่ต้องการโดยมิทรงตรัสอะไรเลย
      เหล่าขุนนางในราชสำนัก ทุกวันก็กลัดกลุ่ม ครุ่นคิด กังวลกับเรื่องนี้ พวกเขามองดูองค์ราชันย์
เหมือนกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทำตัวเหมือนปกติเช่นทุกวัน ยังคงทรงงานอย่างมีความสุขจิตใจ
ของทุกคนร้อนรุ่มจวนจะระเบิดอยู่แล้ว จึงพากันเข้าเฝ้าทูลถามสาเหตุที่ไม่เตรียมการสู้รบ        
       สรวถะราชาทรงนิ่งเงียบไม่ตอบ จนเหล่าขุนนางพากันทูลถามซ้ำ พระองค์จึงทรงบอกเล่า
ความในใจพระองค์ทรงตรัสว่า “ด้วยอำนาจ ตำแหน่ง ชื่อเสียงของเราแต่เพียงผู้เดียว เราคิดว่าไม่
จำเป็นต้องไปสนใจความขัดแย้งนั้น เรามิยินยอมให้ลูกหลานประชาราษฎร์ของเราต้องมาเสียสละ
เพื่อตัวเรา ลองคิดดู อาหารของคนๆ หนึ่ง วันหนึ่งกินไม่กี่ลิตร เสื้อผ้าอาภรณ์ก็ใช้เพียงผ้าไม่กี่ฟุต 
ที่อยู่อาศัยก็ใช้เพียงแค่ ๖-๗ ฟุตก็พอแล้ว คนฉลาดจะมัวแต่ไปเสียเวลาครุ่นคิดกับวัตถุนอกกาย
ไปทำไม?
      ดังนั้นเราจึงมิยินยอมที่จะต่อต้านศัตรู ทั้งหมดนี้ก็เพื่อชีวิตทั้งหลายในประเทศ หากว่าองค์ราชันย์
แห่งประเทศเพื่อนบ้านมาจริง เราก็จะใช้สองมือนี้มอบดินแดนแก่เขา ขอเพียงไม่ทำร้ายประชาราษฏร์ บัดนี้ พวกท่านเห็นด้วยกับความคิดของเราหรือยัง?”
      โดยปกติเหล่าขุนนางได้รับพระเมตตาจากองค์ราชันย์ บัดนี้เมื่อได้ยินเช่นนี้แล้วจึงไม่คัดค้าน 
พอถึงกลางดึก สรวถะราชาทรงวางสายตราประทับไว้ ทรงเปลี่ยนเป็นชุดสบาย ๆ ไม่พาองค์รักษ์
ไปแม้แต่คนเดียว ขี่ม้าที่แข็งแรง ออกจาพระราชวัง ออกจากเมืองไปอย่างเงียบ ๆ
      วันที่ ๒ เมื่อฟ้าสาง ทรงราชย์แห่งประเทศเพื่อนบ้านนำกองทหารเข้าเมืองมา พระองค์มิได้ทำร้าย
ทหารแม้แต่ผู้เดียว มุ่งตรงเข้าสู่เมือง ทุกแห่งหนไม่มีบรรยากาศของสงคราม และการหนีภัยเลย 
ประชาราษฏร์รวมตัวเป็นกลุ่ม บ้างเดินสวนไปมา พวกเขาหารู้ไม่ว่าบัดนี้ได้ตกเป็นอาณานิคมแล้ว 
ผู้มีจิตใจโลภ ก็ไม่อาจเติมเต็มทะเลตัณหาได้ ทรราชย์มิต้องออกแรงเลยก็ได้แผ่นดินยิ่งใหญ่นี้มา 
ควรจะนั่งเสวยสุขด้วยความพอใจ แต่พระองค์ไม่ พระองค์ยังทรงคิดตัดรากถอนโคน เพื่อขจัด
ความยุ่งยากที่จะมาถึงภายหลัง พระองค์เสนอรางวัลนำจับจำนวนมหาศาล แก่ผู้ที่จับสรวถะราชาได้
      หลังจากที่สรวถะราชาเสด็จออกจากพระราชวัง เดินทางไปยังดินแดนรกร้างว่างเปล่า พระองค์
เดินทางไปห้าร้อยลี้ในสถานที่แห่งหนึ่งได้พบกับเด็กที่ยากจนที่ได้รับคำสั่งจากมารดาไปอ้อนวอน
ขอความช่วยเหลือต่อพระองค์ สรวถะราชามิทรงทราบ พระองค์ทรงตรัสถามว่า
       “น้องชาย! เจ้าจะไปแห่งหนใดเพียงลำพัง ไฉนมิมีผู้ใหญ่นำพาเจ้า?”
       “ข้าจะไปเข้าเฝ้าราชันย์ทรงธรรม ข้าจะไปขอร้องพระองค์ให้ช่วยข้า”
เด็กน้อยจึงเล่าเรื่องราวต่าง ๆ ให้กับราชันย์ทรงธรรม เขาพูดว่า
       “เมื่อข้ายังเล็ก บิดาจากโลกนี้ไปแล้ว ทิ้งมารดา, พี่สาวและข้าไว้ มารดาเป็นสตรีเพศ บิดาก็มิได้
หลงเหลือทรัพย์สินใด ๆ ไว้ให้ ด้วยเหตุนี้จึงมีความเป็นอยู่ลำบากแร้นแค้น ระยะนี้ ตัวข้าร่ำเรียนวิชา
จึงไปหยิบยืมเงินทองผู้อื่นมาสองพันเหรียญ และเพราะยืมเงินให้ตัวข้าเรียนหนังสือ มารดาและ 
พี่สาวจึงต้องไปอยู่เป็นตัวประกันแก่เขา บัดนี้ข้าคิดจะไปวอนขอให้องค์ราชันย์ทรงธรรมช่วยเหลือ
เงินทองข้า เพื่อนำไปไถ่ตัวมารดากับพี่สาว”
สรวถะราชาทรงตรัสตอบว่า “น้องชาย เจ้าต้องการพบ สรวถะราชา นั่นคือตัวเราเอง”
       เมื่อได้ยินว่าชายผู้เรียบง่ายธรรมดาผู้นี้คือ สรวถะราชา เด็กคนนั้นก็ตกใจ รู้สึกว่าเป็นไปไม่ได้ 
ราชันย์ทรงธรรมจึงเล่าเรื่องราวต่าง ๆ ให้เขาฟัง เด็กน้อยฟังแล้วซาบซึ้งใจมาก ร้องไห้คร่ำครวญ
เสียใจ ราชันย์ทรงธรรมทรงเตือนเขามิให้เสียใจ เรื่องที่เขาวอนขอย่อมจะสมปรารถนา เด็กน้อย
สงสัยมากจึงทูลถามว่า
       “องค์ราชันย์ บัดนี้พระองค์ได้ซึ่งประเทศเสียแล้ว มิมีทรัพย์สมบัติใด ๆ ติดตัว พระองค์จะทรง
ช่วยเหลือข้าเยี่ยงไร? สรวถะราชาทรงตอบอย่างเรียบง่ายว่า
       “แม้ว่าองค์ราชันย์แห่งประเทศเพื่อนบ้านจะได้แผ่นดินของเราไป แต่ว่าจิตใจของเขามิได้
บังเกิดความพอใจ เนื่องจากเราหลบลี้หนีออกมา บัดนี้พวกเขาตั้งรางวัลนำจับไปสูงมาก เพื่อเอาตัว
เรากลับไป เจ้าสามารถฆ่าเรานำศรีษะของเราไปแลกเงินรางวัล สิ่งที่เจ้าวอนขอก็จะสมหวังแล้ว
มิใช่หรือ”
เด็กน้อยไม่สามรถกระทำการเช่นนั้นได้ ราชันย์ทรงธรรมทรงสอนเขาตัดเอาโสตะหรือนาสิก
ของพระองค์ไปก็ได้ เด็กน้อยก็บอกว่า ทำไม่ลง สุดท้ายองค์ราชันย์ทงธรรมตรัสว่า
       “ในเมื่อเจ้าไม่ยอมฆ่าเรา และไม่ปรารถนาทำร้ายเรา ถ้าเช่นนั้นยังมีอีกวิธีหนึ่งคือ เจ้าจงจับเรา
มัดไว้แล้วส่งตัวเราไป เจ้าคงทำได้นะ”
เด็กน้อยผู้ไร้เดียงสา รู้สึกว่าวิธีนี้ดีมาก จึงทำตามพระดำรัสของพระองค์ ดังนั้นสรวถะราชาและ
เด็กน้อยจึงพากันเดินทางกลับเข้าเมือง ระยะทางอีกสองลี้ก็จะเข้าสู่ประตูเมือง ราชันย์ทรงธรรมเรียก
ให้เด็กน้อยมัดพระองค์ไว้ เมื่อเข้าไปถึงเมือง เหล่าราษฎร ทั้งหญิงชายเด็กเล็กคนชรา เมื่อเห็นราชันย์
ทรงธรรมถูกมักนำส่งกลับมา ต่างพากันเสียใจร่ำไห้ บางคนโศกเศร้ามากรำไห้จนสิ้นสติเสมือนบิดา
มารดาของตนดับสิ้นไปจากโลกนี้ พอไปถึงประตูพระราชวัง ก็มีคนไปกราบทูลทรราชย์ ทรราชย์
ได้ยินว่าศัตรูถูกจับกลับมา ทรงปิติยินดีและรีบรับสั่งให้นำตัวเข้ามา เหล่าขุนนางเมื่อเห็นราชันย์
ทรงธรรมกลับมา ก็พากันร้องไห้เสียใจ เสียงนั้นฟังดูช่างหดหู่ยิ่งนัก ภาพเหตุการณ์นั้นช่าง
สะเทือนใจยิ่งนัก ทรงราชย์ก็อดที่จะหวั่นไหวไปไม่ได้ พระองค์ทรงถามเหล่าขุนนางว่า
       “ไฉนพวกท่านจึงโศกาปานฉะนั้น?”
       “องค์มหาบพิตร! ขอพระองค์ทรงโปรดเกล้าอภัยให้พวกเราที่เสียมารยาทเช่นนั้น! พวกเราเห็น
ราชันย์ทรงธรรมพระองค์นี้ พระองค์ไม่เพียงแต่สละประเทศและราชบัลลังก์ บัดนี้ยังทรงบริจาค
พระวรกายแก่ผู้อื่น โดยมิรู้สึกเสียใจหรือเสียดายเลย การกระทำของพระองค์ช่างยิ่งใหญ่ ด้วยเหตุนี้ 
พวกเรารู้สึกตื้นตันจนน้ำตาไหล”
       องค์ทรราชย์เมื่อได้ยินเหล่าขุนนางกล่าวเช่นนั้น จิตใจที่โหดเหี้ยมทารุนก็ค่อย ๆ มอดดับลง พระองค์ทรงถามเด็กน้อยว่า ทำไมจึงจับตัวราชันย์ทรงธรรมมา เด็กน้อยจึงเล่าเรื่องครอบครัวและ
เหตุการณ์ที่ได้พบกับราชันย์ทรงธรรมให้ฟังอย่างละเอียด 
       องค์ทรราชเมื่อได้ยินเรื่องราวที่เด็กน้อยเล่าให้ฟังก็รู้สึกซาบซึ้งใจ พระหัยอ่อนลง พระอัสสุ
ชลไหลริน พระองค์ทรงบัญชาให้เหล่าขุนนางแก้มัดให้ราชันย์ทรงธรรม ทูลเชิญให้พระองค์
สรงสนาน และมอบสายตราประทับคืนให้ จากนั้นก็คุกเข่าลงต่อหน้าพระพักตร์ราชันย์ทรงธรรม
และตรัสว่า   “ตัวเราขณะที่อยู่ในประเทศของตน ก็ได้ยินข่าวลือขององค์มหาบพิตรผู้เปี่ยมบารมีธรรมมา
นานแล้ว เนื่องจากเรามิยินยอมเชื่อเช่นนั้น จึงกรีธาทัพโจมตีประเทศของพระองค์ หารู้ไม่ว่า
เมื่อถึงเมืองของพระองค์ พระองค์มิทรงเตรียมการใด ๆ เลย ในตอนนั้นเราคลางแคลงว่าพระองค์
มีเพียงชื่อเสียงจอมปลอมเท่านั้น แท้ที่จริงคงมิมีพระปรีชาสามารถใดๆ จนมาถึงวันนี้ เราได้ประจักษ์
ในบารมีธรรมของพระองค์อย่างแท้จริงโปรดอภัยแก่เราผู้โง่เขลาเบาปัญญาด้วยเถิด และทรงมาเป็น
ผู้นำพาเรามิให้เดินทางผิดด้วย”
การใช้อำนาจและกำลังคนปะทะข้าศึกนั้นไม่สามารถสยบจิตใจของเขาได้ มีเพียงคุณธรรมเท่านั้น
ที่สามารถสยบผู้คนได้พระพุทธองค์ทรงตรัสแต่เหล่าสาวกว่า
       “สรวถะราชาคือตัวเราในอดีต ทรราชย์ก็คือพระสารีบุตร เด็กน้อยก็คือพระเทวทัต เพื่อมา 
ส่งเสริมให้บารมี ๖ มหาบุรุษลักษณะ ๓๒ พุทธานุภาพ ๑๐ ประการและบุญกุศลต่าง ๆ ให้สมบูรณ์ 
ทั้งหมดนี้เป็นพระกรุณาจากเทพเทวา เทพเทวาเป็นกัลยาณมิตรและเพื่อนที่ดีของเรา”
       พระองค์ทรงนำเอาพระเทวทัตผู้ทรยศมาเป็นกัลยาณมิตร เป็นพระสหาย ทรงมีจิตใจ
กว้างขวางยิ่งใหญ่นัก!