第三冊  186頁

每一個人都有不同的人生觀,有的人樂觀,
有的人悲觀。樂觀的人凡事都往好處想,
都持樂觀的看法;悲觀的人凡事都往壞處
想,都持悲觀的看法。

其實,世界上沒有絕對的樂觀,也沒有絕對
的悲觀;﹁心生則種種法生,心滅則種種法
滅。﹂樂觀、悲觀,當然有外在的因緣,
但多數都是自己創造出來的。

有一個國王,出外打獵的時候不幸弄斷了一
節手指,問身邊的大臣該怎麼辦?大臣帶著
樂觀、輕鬆的口氣說:﹁這是好事!﹂國王
聞言大怒,怪他幸災樂禍,因此將他關入大
牢。一年後,國王再次出外打獵,被土著民
族活捉,將他綁上祭壇,準備祭神。巫師突
然發現國王少了一截手指,認為這是不完整
的祭品,就將國王釋放,改以國王隨行的大
臣獻祭。國王慶幸之餘,想起了牢中樂觀的
大臣,他曾經陳說自己斷指是好事,就立刻
將他釋放,並對他無故受了一年的牢獄之災
致歉。這位大臣仍然樂觀的說:﹁一年的牢
獄之災也是好事,如果我不是坐牢,試想陪
陛下出獵而被送上祭祀台的大臣會是誰
呢?﹂

所以,好事不一定全好,壞事也不一定全
壞;佛教講﹁無常﹂,凡事可以變好,凡事
也可以變壞。悲觀的人永遠都是想到自己只
剩下百萬元而擔憂,樂觀的人卻永遠為自己
還有一萬元而慶幸。

蘇東坡在被貶謫到海南島的時候,島上的孤
寂落寞,與當初的飛黃騰達相比,簡直判若
兩個世界。但蘇東坡隨後一想,宇宙之間,
在孤島上生活的,也不只是他一人,大地也
是海洋中的孤島,就像一盆水中的小螞蟻,
當牠爬上一片樹葉,這也是牠的孤島。
所以,蘇東坡覺得,只要能隨遇而安,就會
快樂。

蘇東坡在島上,每吃到當地的海產,他就慶
幸自己能到海南島。甚至他想,如果朝中有
大臣早他而來,他怎麼能獨自享受如此的美
食呢?所以,凡事往好處想,就會覺得人生
快樂無比。

佛教裡的出家僧侶,一襲袈裟,一雙草履,
到處行腳雲遊。他們可以與乞丐同行,但也
可以與君王同坐,看起來孑然一身,但是他
擁有法界,與全宇宙的眾生同體,這又何來
孤獨之有呢?

所以,人生沒有絕對的苦樂,只要有積極、
奮鬥的精神,只要凡事肯向好處想,自然能
夠轉苦為樂、轉難為易、轉危為安。海倫凱
勒說:﹁面對陽光,你就會看不到陰影。
﹂積極的人生觀,就是心裡的陽光,此言誠
不虛也!


《人間福報》二○○○年十一月二十五日


แต่ละคนต่างมีโลกทัศน์ที่แตกต่างกัน  บางคน
สุนิยมมองโลกในแง่ดี บางคนทุนิยมมองโลก
ในแง่ร้าย คนมองโลกในแง่ดี คิดแต่ในทางที่ดี
ไม่ว่ามองอะไรก็ดีไปหมด   คนมองโลกใน
แง่ร้าย  คิดแต่ในทางร้าย ไม่ว่ามองอะไรก็
เลวร้ายไปหมด        
ความจริง   ในโลกนี้ไม่มีอะไรที่ดีไปหมด  และ
ไม่มีอะไรที่เลวร้ายไปหมด "เมื่อใจเกิด  วิธีต่างๆ
ย่อมเกิด   ใจดับ  วิธีต่างๆย่อมดับสิ้น" สุนิยม 
ทุนิยม  ย่อมมีเหตุจากภายนอก แต่ส่วนใหญ่
มักเกิดจากตัวเองเป็นเหตุ        
มีพระราชาองค์หนึ่ง ตอนออกไปล่าสัตว์โชค
ร้าย เกิดอุบัติเหตุข้อพระหัตถ์หักไปข้อหนึ่ง 
ถามข้าราชบริพารว่าควรจะทำอย่างไร ข้าราช
บริพารตอบด้วยสุนิยมว่า "นี่เป็นเรื่องดี"  
พระราชาได้ยินดังนั้น ทรงกริ้วมาก หาว่า
ขุนนางผู้นั้นสุขบนกองทุกข์ของผู้อื่น  
จึงจับขุนนางผู้นั้นเข้าคุก

หนึ่งปีผ่านไป  พระราชาเสด็จไปล่าสัตว์อีก ถูก
คนป่าจับตัวไป จับมัดไว้บนแท่น  เตรียมทำพิธี
บูชายัน พ่อมดเกิดเห็นว่าพระองค์มีข้อพระหัตถ์
หายไปข้อหนึ่งถือว่าเป็นเครื่องเซ่นที่ไม่สมบูรณ์ จึงปล่อยตัวพระราชาไป เปลี่ยนเอาตัวขุนนาง
ไปเซ่นแทน พระราชา โชคดีรอดชีวิตมาได้ จึงคิดถึงขุนนางผู้มองโลกในแง่ดีที่จำคุกอยู่ว่า
เคยกราบทูลว่าที่พระองค์นิ้วหักเป็นเรื่องดี 
จึงสั่งปล่อยตัวขุนนางผู้นั้น  และขอโทษที่
เขาต้องจำคุกโดยไม่มีความผิด  ขุนนางผู้นี้
ยังคงกล่าวอย่างมองโลกในแง่ดีว่า "การถูก
จำคุกเป็นเวลาหนึ่งปีก็เป็นเรื่องดี ถ้าข้าพระองค์
ไม่ติดคุก แล้วต้องติดตาม พระองค์ไปล่าสัตว์ ลองคิดดูสิว่าคนที่ ต้องถูกจับไปบูชายันแทน
ฝ่าบาทคือใคร?"
       
ดังนั้นเรื่องดีไม่แน่ว่าจะดีหมด เรื่องร้ายก็ไม่แน่
ว่าจะร้ายหมด พระพุทธศาสนาสอนว่า "อนิจจัง
ไม่เที่ยง"  ทุกเรื่องสามารถเปลี่ยนเป็นดีได้  
และก็เปลี่ยนเป็นร้ายได้เช่นกัน  คนที่มองโลก
ในแง่ร้าย มักจะเป็นทุกข์เพราะคิดอยู่เสมอว่า
ตนเองเหลือเงินอยู่ล้านเดียวส่วนคนที่มองโลก
ในแง่ดี กลับคิดอยู่เสมอว่าตนเองโชคดีที่ยังมี
เงินอยู่หนึ่งหมื่น        
กวีเอกซูตงโป  ถูกเนรเทศไปอยู่เกาะไหหลำ เมื่อคิดถึงชีวิตที่เงียบเหงา บนเกาะเทียบกับ
ชีวิตที่รุ่งโรจน์ในราชสำนัก ช่างแตกต่างกัน
ราวฟ้ากับดิน  แต่แล้วซูตงโปก็คิดกลับอีกทีว่า  
ในโลกนี้ผู้ที่มีชีวิตโดดเดี่ยวบนเกาะ ไม่ได้มี
ตนเพียงคนเดียว แผ่นดินบน โลกใบนี้ก็คือ
เกาะในมหาสมุทร  เหมือนมดในอ่างน้ำ 
เมื่อมันคลานขึ้นไปบนใบไม้   ตรงนั้นก็คือ
เกาะของมัน   ดังนั้นซูตงโปจึงรู้สึกว่า   ถ้า
พอใจกับสภาพที่เป็นได้   ก็มีความสุข
ขณะที่ใช้ชีวิตบนเกาะ ทุกครั้งที่ได้กินอาหาร
ทะเลท้องถิ่น เขาจึงคิดเสมอว่า  ตนเองโชคดี
ที่ได้มาที่เกาะไหหลำ  แถมยังคิดต่อไปว่า
นี่ถ้ามีขุนนางผู้ใหญ่ได้มาที่นี่ก่อนตน ตนเอง
จะมีโอกาสได้ชิมลิ้มลองอาหารเลิศรสเช่นนี้
หรือ?  ดังนั้นไม่ว่าเรื่องอะไร  ถ้ามองในแง่ดี
ก็จะรู้สึกว่าชีวิตช่างน่าสุขารมณ์ไม่มีใดปาน
       
พระภิกษุที่ออกบวชในพระพุทธศาสนา ครอง
จีวรผืนเดียว รองเท้าฟางอีกหนึ่งคู่  เที่ยวทาง
จาริกไปทุกหนแห่งพวกเขาสามารถเดินร่วมทาง
ไปกับขอทาน  และก็นั่งร่วมโต๊ะกับพระราชาได้
ดูไปเหมือนตัวคนเดียวเดี่ยวโดด แต่ท่านมี
ธรรมธาตุเป็นหนึ่งเดียวกับสรรพสัตว์ในโลก 
เอาอะไรมาโดดเดี่ยว        
ดังนั้น  ชีวิตไม่มีแต่ทุกข์หรือสุขอย่างเดียว
ขอเพียงแต่มีจิตใจที่ต่อสู้  บากบั่นสร้างสรรค์ 
ขอให้คิดแต่ในแง่ดี ย่อมเปลี่ยนความทุกข์
เป็นสุขได้ เปลี่ยนยากเป็นง่ายได้ เปลี่ยน
อันตรายเป็นปลอดภัยได้        
มีกวีท่านหนึ่งกล่าวว่า หันหน้าไปทางแสง
อาทิตย์ คุณก็จะมองไม่เห็นเงามืด โลกทัศน์ที่
สร้างสรรค์ คือแสงอาทิตย์ในจิตใจ   คำพูด
ประโยคนี้จริงแท้แน่นอน