第十冊  85頁

人有人力,物有物力,大自然有大自然的力
量。力量就是一種能源,你內心裡有什麼能
源,就能產生什麼力量。但也有的人內心沒
有能源,只好借助外物來發揮力量,所以不
同的人,也有不同的使力之道。

在佛經裡舉出,小孩以啼哭為力量,婦女以
嬌媚為力量,武士以刀劍為力量,國王以權
勢為力量,羅漢以忍耐為力量,菩薩以慈悲
為力量。

現代的人,有人以道德力服人,有人以忍耐
力處人,有人以權力壓人,有人以財力使人
。人不能沒有力量,就像建築物不能沒有承
載力;沒有力量,就無法支撐重物,所以現
在的﹁力學﹂已經成為學校裡的專門學科。

大自然之間,水有水的力量,火有火的力量
,風有風的力量,太陽也有它炎熱的力量。
大自然以外,就以人的力量最大。人有權力
,人有財力,人有武力,人有暴力,甚至還
有潛力、想像力、生命力。但是什麼力量都
沒有心力來得大、來得廣、來得無限無量。

所謂心力,心力一發,就可以發揮慈悲的力
量、慚愧的力量、發願的力量、禪定的力量
、智慧的力量。所以各種經論都說明﹁五根
﹂、﹁五力﹂,意即從我們的心為根本,所
發出的信仰力、精進力、意念力、禪定力、
智慧力等五種力量。

但是,也有的人不懂事,只追求心外的力量
,不知道心力之龐大,像﹁愚公移山﹂、﹁
鸚鵡救火﹂,可以說都是菩薩的願力。

力量,先求其自食其力,而後能利人助人。
有的人天資素質不如人,但他力爭上游;有
的人讀書苦學,力求上進;有的人遇到艱難
困苦時,力挽狂瀾。科學家做研究時,也要
力求精確,可以說,凡是要想出人頭地,就
必需要能不遺餘力的勇猛精進,勇往向前,
所以世間無難事,只要有﹁力﹂人。

在自然科學裡,有﹁借物傳力﹂、﹁隔空使
力﹂,力量是用不完的。只是力量就像流水
一樣,需要涓涓細流,保持實力。正如拳頭
不要打出去,就有實力;眼淚不要流出來,
就能化悲憤為力量。

人生不要靠學歷,要靠學力;人生不要靠武
力,要靠智力;人生不要靠勢力,要靠能力
。所以,我們要尋找力量嗎?豈不在我自己
乎!

《人間福報》二○○二年八月二十三日
มนุษย์มีพลังมนุษย์   วัตถุมีพลังของวัตถุ   ธรรมชาติมีพลังของธรรมชาติ
พลังคือพลังงานธรรมชาติประเภทหนึ่ง ในใจคุณ
มีพลังงานอะไร ก็จะบังเกิดพลังชนิดนั้น   แต่คน
บางคนไม่มีพลังงานภายในจิตใจ จึงต้องอาศัย
วัตถุภายนอกเป็นแรงผลักดัน   

ฉะนั้น  คนต่างกันย่อมมีวิธีการผลักดันพลัง
ต่างกัน ในคัมภีร์พุทธศาสนาชี้ว่า  เด็กทารก
ใช้การเปล่งเสียงร้องไห้เป็นพลัง สตรีใช้จริต
มารยาเป็นพลัง นักรบใช้ดาบใช้กระบี่เป็นพลัง
พระราชาใช้อำนาจเป็นพลัง   พระอรหันต์ใช้
ความอดกลั้นเป็นพลัง พระโพธิสัตว์ใช้ความ
เมตตากรุณาเป็นพลัง

คนสมัยนี้  บางคนใช้พลังคุณธรรมสยบคน 
บางคนใช้พลังอดกลั้นต่อกรกับคน บางคนใช้
พลังอำนาจกดขี่คน บางคนใช้พลังทรัพย์สั่งคน
คนเราไม่มีพลังไม่ได้ เฉกเช่นสิ่งปลูกสร้างที่
ไม่อาจขาดพลังรองรับ ถ้าไม่มีแรงก็ไม่อาจ
แบกรับวัตถุหนักไว้ได้  ดังนั้นวิชากลศาสตร์
ได้กลายเป็นสาขาหนึ่งในสถานศึกษา
ในธรรมชาติ  น้ำมีพลังงานของน้ำ ไฟมีพลัง
ของไฟ ลมมีพลังของลม แสงอาทิตย์ก็มีพลัง
ความร้อนของมัน  นอกเหนือจากธรรมชาติ
แล้ว พลังของมนุษย์ยิ่งใหญ่ที่สุด  มนุษย์มีพลัง
ทรัพย์ พลังอำนาจ พลังอาวุธ พลังความรุนแรง 
ไปจนกระทั่งพลังแฝง พลังจินตนาการ พลังชีวิต 
แต่ไม่ว่าพลังอะไรก็ไม่ยิ่งใหญ่ ไพศาล 
สุดประมาณเท่ากับพลังจิตใจ
พลังจิตใจ  เมื่อบังเกิดขึ้น มันสามารถแผ่พลัง
แห่งความเมตตากรุณา พลังแห่งความละอาย  
พลังปณิธาน  พลังสมาธิ  พลังสติปัญญา
ออกมา

ดังนั้นในคัมภีร์ต่างๆ จึงอธิบายถึง "อินทรีย์ ๕" 
"พละ ๕" ความหมายคืออาศัยจิตใจเราเป็น
เบื้องต้น แสดงออกมาเป็นพลัง ๕ ประเภทคือ
พลังศรัทธา  พลังวิริยะ  พลังสติ  พลังสมาธิ 
พลังปัญญา

แต่ว่า  มีบางคนที่ไม่เข้าใจ เฝ้าแสวงหาแต่พลัง
จากภายนอกจิตใจ ไม่รู้ถึงความยิ่งใหญ่ของ
พลังจิตใจ เหมือนนิทานลุงโง่ย้ายภูเขา นกแก้ว
ดับไฟ กล่าวได้ว่าทั้งหมดนี้คือพลังปณิธานของ
พระโพธิสัตว์เราควรสร้างพลังให้เกิดขึ้นแก่
ตัวเองก่อน แล้วจึงค่อยไปช่วยเหลือผู้อื่น
คนบางคนมีพรสวรรค์ต่างกับผู้อื่น  แต่เขามี
ความพยายามไต่เต้าขึ้นไป บางคนขยันเล่าเรียน ใฝ่ก้าวหน้า คนบางคนเกิดพลังบ้าคลั่ง 

เมื่อประสบกับอุปสรรคขวากหนาม  เวลานัก
วิทยาศาสตร์ทำการทดลองก็พยายามแสวงหา
ความถูกต้องที่สุด กล่าวคือถ้าคิดอยาก จะมี
ผลงานโดดเด่นก็ต้องมีวิริยะความเพียรที่เหนือ
คน  กล้าที่จะต่อสู่ฝ่าฟันไปข้างหน้าในโลกนี้ไม่มี
เรื่องยาก ถ้าเรามี "พลังในวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ มีหลักการ "ยืมแรงส่ง" "ใช้แรงจากช่องว่าง" พลังใช้ไม่มีวันหมด   เพียงแต่ว่าพลังนั้นเหมือน
สายน้ำที่ต้องไหลเอื่อยไปเรื่อยๆ  รักษากำลังไว้ 
เฉกเช่นกำปั้น ถ้าไม่ต่อยออกไปก็ยังมีกำลังอยู่  
น้ำตาต้องไม่ไหลออกมา จึงจะเปลี่ยนความคับ
แค้นใจให้เป็นพลังได้ชีวิตคนอย่าไปพึ่งปริญญา  
ต้องพึ่งพลังเรียนรู้ ชีวิตอย่าพึ่งกำลังอาวุธ ต้อง
พึ่งกำลังปัญญา  ชีวิตอย่าพึ่งกำลังอำนาจ ต้อง
พึ่งพลังความสามารถ   

ฉะนั้น  เราต้องแสวงหาพลังอีกหรือ?
มันมิใช่อยู่ในตัวเองเรานั่นเองหรือ?.....