เราทุกคนมีชีวิตอยู่ในโลกแห่งความไม่เที่ยงแท้แน่นอน จุกจิกร้อนรนอยู่กับน้ำใจคน 
ความสุขความทุกข์กี่มากน้อย พบกันแล้วแยกจากอีกเท่าใด ขมขื่นสารพัด เหน็ดเหนื่อยสารพัน
ใครบ้างไม่อยากอยู่อย่างสงบสุขสงบใจซักชั่วครู่ชั่วยาม แต่ชีวิตในความเป็นจริง จะหาความ
ปลอดโปร่งโล่งสบายสักนิดช่างยากเย็น แม้แต่จักรพรรดิ์ซุ่นจื้อ ยังสะท้อนใจดังๆ ว่า "ข้าเป็นถึง
เจ้าแห่งแผ่นดิน มิสู้นักบวชผู้ปล่อยวางเพียงครึ่งวัน"


                จะเห็นได้ว่าชีวิตที่ยุ่งเหยิงในแต่ละวัน ความปลอดโปร่งโล่งสบายนั้นมีค่ามาก วันหยุด
สุดสัปดาห์ ได้พักผ่อนปรับจิตปรับใจ ปรับอารมณ์ ชาร์ทแบตเตอรี่ให้เต็มเปี่ยม เตรียมพร้อมที่จะ
เดินทางไกลต่อไปได้ เสียดายแต่ชื่อเสียงเงินทองเหมือนโซ่ตรวนที่ตีตราจองจำคน วันๆ หัวฟูอยู่
กับงาน ยุ่งจนลืมตัวเอง ไม่รู้ถึง สาระ คุณค่า โพธิแห่งชีวิต

               เรื่องของตัวเอง ไม่ได้หมายถึงเงินทอง ธนบัตรใบแดงๆ ชื่อเสียง ความรักหรืออื่นใด
แต่หมายถึงความศรัทธาว่า ตัวมีอยู่ไหม? ตั้งปรารถนาอะไรไว้หรือเปล่า? มีเมตตากรุณาไหม?
จะผูกมิตรผูกสัมพันธ์กับผู้คนได้ไหม? จะทำกายใจให้สงบนิ่งไม่ว้าวุ่นใจได้หรือเปล่า? ถ้าท่านฝ่า
ข้ามเรื่องเหล่านี้ของตัวเองได้ หันหลังกลับตัวนับแต่นี้ยังไม่สายเกินไป

               เป็นคน นอกจากต้องมีความมุมานะ ฟันฝ่าไปข้างหน้าแล้ว ยังต้องหันหลังกลับไปหา
ความสงบด้วย 

               หันหลังกลับต้องปรับจิตเปลี่ยนใจ เปลี่ยนใจแห่งโลภะ โทสะ โมหะ เป็นใจที่มีศีล สมาธิ
ปัญญา เปลี่ยนใจที่สกปรกโสมม เป็นใจที่สะอาดปลอดกิเลสตัณหา 

               คนที่เอาแต่มุ่งไปข้างหน้าเต็มอัตราศึก มันยึดพื้นที่เต็มไปหมดไม่เหลือช่องว่างให้ได้
หมุนตัวกลับ

               การหันกลับ นอกจากหมุนกายเปลี่ยนใจแล้ว ยังต้องเปลี่ยนนิสัย เปลี่ยนนิสัยไม่ดี นิสัย
โลภ โกรธ หลง ให้เป็นนิสัยมีเมตตา คนที่มีอารมณ์ดีเป็นทุนเดิม จิตใจจะกว้างขวาง มีน้ำใจ
เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ให้อภัยคน ทำได้แบบนี้ จึงจะมีชีวิตที่ปลอดโปร่งโล่งสบายจริงๆ ....