เนื้อหาของโศลกบทนี้ ต้องการจะบอกว่า ผู้คนส่วนใหญ่มักจะแสวงหาธรรมะจากภายนอก
ใช้สายตาสอดส่องความสวยสดใส หูรับฟังเสนาะสำเนียงที่ไพเราะ จมูกสูดดมกลิ่นหอม ลิ้นสัมผัส
รสหวาน ร่างกายชื่นชอบที่จะสัมผัสความอ่อนนุ่ม ใจรักสิ่งแปลกใหม่ไม่ซ้ำซากจำเจ

          ใจคน ทุกวันเฝ้าติดตามแต่รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส (อายตนภายนอก ๖) จิตใจไม่อยู่กับ
เนื้อกับตัว แต่พระอาจารย์เซน ท่านเพียงแต่หลับตา ไม่ดู ไม่ฟัง ไม่พูด จักรวาลก็ปรากฏอยู่ในใจ
ท่านแล้ว

          เช้าค่ำเฝ้าหาใบไม้ผลิ มิพบพาน
          เราอยากเห็นสีสันของฤดูใบไม้ผลิ ว่ามันมีบรรยากาศเป็นอย่างไร อยู่ที่ไหน ใบไม้ผลิคือ
จิตเดิมแท้ของเรานั่นเอง.
          
          รองเท้าฟางย่างเหยียบทั่วขุนเขา
          ถ้าเราเอาแต่เที่ยวติดตาม ค้นหาโพธิจิต จนแล้วจนรอดก็หาไม่พบ

          ดอกเหมยโชยกลิ่น ตามทางกลับ สีเขียวแต่งแต้มกิ่งก้านเนิ่นนาน
          พอถอดใจหันหลังเดินทางกลับบ้าน บังเอิญเหลือบไปนอกหน้าต่าง เห็นดอกเหมยในสวน
บานสะพรั่ง นั่นไง!!! ที่แท้มันอยู่บนกิ่งไม้มาตั้งนมนานแล้ว.

          ภาพที่โศลกบทนี้พรรณา มีลักษณะคล้ายโศลกบทหนึ่งของอาจารย์เซนจ้าวโจว ที่กล่าวว่า
"จ้าวโจววัยแปดสิบออกค้นหา เพียงเพราะจิตไม่ถึงซึ่งซาโตริ เที่ยวเสาะหาไร้วี่และไร้แวว จึงรู้ว่า
สูญเปล่ารองเท้าฟาง" 
          ท่านจ้าวโจวออกธุดงค์เที่ยวค้นหาธรรมะด้วยวัย ๘๐ ปี เพียงเพราะรู้สึกว่า จิตตนยังเข้าไม่ถึง
ที่สุดแห่งธรรม แต่แล้วท่านกลับไม่ได้พบกับสิ่งที่ท่านตามหา จึงได้รู้ว่าเสียเงินไปกับค่ารองเท้า
ฟาง เปล่าๆ คือเสียเงิน เสียเวลาเปล่า เพราะจิตที่ตามค้นหาความจริงอยู่ในใจนั่นเอง.

          คนที่ขึ้นเหนือล่องใต้เที่ยวค้นหาแต่วัตถุภายนอกไม่มีทางหาตัวตนพบ เพราะตัวตนอยู่ภายใน
จิตใจเรานี่เอง ถ้าคุณกล้าพูดอย่างมั่นใจว่า "ฉันหาตัวตนพบแล้ว" นั่นเป็นสิ่งวิเศษสุด
          การค้นพบตัวเอง รู้จักตัวเอง เป็นเรื่องที่ไม่ง่ายเลย มนุษย์ในโลกนี้ส่วนใหญ่ไม่รู้จักตัวเอง
มีจิตมืดมน หลงผิด ทุกข์ใจ ช่างน่าเวทนานัก...ถ้าคุณรู้จักตนเอง ก็ไม่ต้องวุ่นวายค้นหาธรรมะจาก
ภายนอกจิตใจ เพราะข้างนอกจิตใจไม่มีตัวเรา ไม่มีธรรมะ ไม่มีโลก
          โศลกของภิกษุณีอู๋จิ้นจั้ง บทนี้ ต้องการจะบอกชาวโลกว่า "ข้าพเจ้าค้นพบตัวเองแล้ว" 
นับเป็นโศลกที่แฝงความหมายลึกซึ้งกินใจ...