โศลกบทนี้บอกชัดเจนว่า มนุษย์ไม่มีปัจจุบันหรือโบราณ หนึ่งกับหลาย ไม่มีความแปลกแยก
แตกต่าง 
          
        ในชั่วขณะหนึ่งเป็นอสงไขยกัลปนับไม่ถ้วน นิกายเทียนไถจึงกล่าวว่า "เอกจิตเป็นตรีสหัสส"
ชั่วขณะจิตหนึ่ง มีธรรมธาตุ ๑๐ ร้อยเหมือนพันสภาวะ ไม่ว่าใหญ่เล็กหลอมรวมกลมกลืนไม่ขัดเขิน
บางครั้งในใจเรายังมีการแบ่งแยกความสั้นยาวของเวลา มีอดีต ปัจจุบัน อนาคต ในที่ว่างยังมีการ
แบ่งทิศตะวันตก ตะวันออก ที่นั่นที่นี่ ในสังคมยังมีการแบ่งฝ่ายเขาฝ่ายเรา
          สำหรับในใจของผู้ปฏิบัติธรรม กาลเวลาบางครั้งชั่วขณะหนึ่งมีถึงสามพัน บางครั้งชั่วขณะ
หนึ่งคือชั่วพริบตาเดียวก็เป็นได้ ถ้าเป็นจิตของผู้ที่รู้แจ้งเห็นจริงแล้ว จำนวนอสงไขยแสนกัลป
เท่ากับชั่วพริบตาเดียวเช่นกัน

          จิตหนึ่งมีความหลงตนมาชั่วกัลป์ สรรพสิ่งสุดประมาณคือปัจจุบัน
          กัลป์อันสุดประมาณ คุณอาจคิดว่ามันคือโลกธาตุทั้ง ๑๐ ตรีสหัสมหาสหัสโลกธาตุ คือ
โลกธาตุที่ไร้ขอบเขตสุดประมาณก็ได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับชั่วขณะจิตเวลานั้นของคุณ เหมือนก้อนกรวด
เม็ดทรายฝุ่นผงสักชิ้นหนึ่ง ก็สามารถรองรับโลกธาตุทั้งสามพันไว้ได้ โลกธาตุทั้งสามพันก็เป็น
เพียงผงธุลีหนึ่งเช่นกัน

           มีบัณฑิตคนหนึ่งไปเที่ยววัด เห็นกลอนคู่บนกำแพงวัดเขียนว่า 
           "เขาพระสุเมรุเก็บเมล็ดพันธุ์ผัก เมล็ดพันธุ์ผักบรรจุเขาพระสุเมรุ" ให้รู้สึกขัดข้องสงสัย
จึงถามพระที่ให้การต้อนรับ พระท่านกลับย้อนถามว่า 
           "บัณฑิตท่านคงเคยได้ยินคำว่า อ่านธุลีปรุโปร่งคัมภีร์หมื่นเล่ม ปลายปากกาลื่นไหลดุจ
มือเซียน" 
          "ใช่"
          " ก็ขอให้ท่านเก็บคัมภีร์เล่มนี้ใส่ในท้องของท่าน"
          " หนังสือหมื่นเล่มยังอ่านเข้าไปได้ ทำไมหนังสือเล่มเดียวใส่ไม่ได้"

          เมื่อได้ฟังเช่นนั้น บัณฑิตท่านจึงถึงบางอ้อ แจ่มแจ้งในทันที!!! 

          ดังนั้นการวางตัวของเราในสังคม ควรจะรู้จักผสมกลมกลืน แม้ในชีวิตจริงจะมีอัตตาตัวตน
ตัวเขาตัวเราอยู่ แต่จริงๆ แล้ว ก็เป็นส่วนเดียวกัน ไม่ได้แตกต่างอะไรเลย ถ้าคุณใช้สายตามที่เป็น
ปัญญา ที่เป็นธรรม ไปสำรวจพินิจพิเคราะห์ เราจะตระหนักรู้ว่าผู้คนที่เวียนว่ายตายเกิด นับจำนวน
กัลป์ไม่ถ้วนนั้น ครั้งหนึ่งคนเหล่านั้นอาจเป็นพ่อแม่พี่น้องของเรา แล้วเราจะไปคิดแบ่งแยกเราเขา
ทำไม?

          บัดนี้เห็นแจ้งเจ้าความคิดเอกจิต แทงตลอดคนคิดคนเห็นในวันนี้
          ผู้ที่ปฏิบัติธรรม สิ่งที่น่ากลัวคือความคิดฟุ้งซ่าน ยึดมั่นถือมั่น จึงต้องความคิดฟุ้งซ่านนี้
ออกไป ดังคำกล่าวว่า "ตีความคิดให้ตาย กายกรรมจึงจะเกิด"

          ทำไมเราต้องสวดมนต์ไหว้พระระลึกถึงพระพุทธองค์ ก็เพื่อใช้สัมมาสติไปกำกับความคิด
ฟุ้งซ๋าน เมื่อความฟุ้งซ่านสงบลง ความเข้าใจจะแปลงเป็นปัญญา ความหลงจะเปลี่ยนเป็นรู้แจ้ง
่ส่องสว่างมองเห็นจิตที่แท้จริงในใจตน โพธิปัญญาบังเกิด...