คนอยากรู้แจ้งสัจธรรม ความจริงของแผ่นดินผืนน้ำ จักรวาลว่าเป็นอะไ? คำตอบคือ 
"ความว่าง"


          ความว่าง คือความจริงแท้ของจักรวาล เพราะมีความว่างจึงรองรับสรรพธรรม สรรพชีวิตได้
ความว่างมีอยู่เพื่อการสร้างสรรค์ ถ้าถ้วยชาไม่ว่าง น้ำชาจะไปอยู่ที่ไหน ถุงย่ามถ้าไม่ว่าง กระเป๋า
หนังถ้าไม่ว่าง ทรัพย์สินเงินทองข้าวของจะใส่ไว้ที่ไหน บ้านถ้าไม่มีพื้นที่ว่าง เก้าอี้โซฟา โต๊ะเตียง
จะวางไว้ที่ไหน

          หูไม่ว่าง จมูกไม่ว่าง ปากไม่ว่าง กระเพราะลำไส้ไม่ว่าง ชีวิตเราไม่อาจดำรงอยู่ได้ เราจึง
อย่าไปมอง "ความว่าง" ว่าเป็นความว่างเปล่า เพราะมีความโล่งว่าง จึงสามารถรองรับสรรพสิ่ง 
ทั้งผืนดินแผ่นน้ำ ตลอดจนจักรวาล นี่คือหลักธรรมของคำว่า "ว่าง"

          "ว่างคือรูป รูปคือว่าง"
          
          อยากรู้แจ้งภูเขาว่างคือทางธรรม ปลูกพฤกษาอบอวลกุฏิสงฆ์
          สัจธรรมของความว่างเปล่าอยู่ที่ไหน มันก็เหมือนปลูกไม้ดอกที่ส่งกลิ่นหอมกรุ่นอยู่หน้า
ประตูวัด หน้ากุฏิสงฆ์

          พูดอีกทีคือ สัจธรรมอยู่ในพุทธธรรม อยู่ในวัด อยู่ที่พระสงฆ์ คนที่ไม่เข้าใจว่า ความว่าง
จึงรองรับสรรพสิ่งได้ เขามักจะมองว่าหนึ่งกับมากเป็นสองสิ่ง

          ตามอรรถกถาของคัมภีร์อวตังกสูตร ท่านว่า หนึ่งกลับหลาย (เอกกับพหุ) ไม่ใช่สองสิ่ง
แต่เป็นหนึ่งเดียว หลายคือหนึ่ง หนึ่งคือหลาย เช่นคนๆ หนึ่ง เกาะไต้หวันเกาะหนึ่ง โลกโลกหนึ่ง
ความว่างแห่งหนึ่ง คือ "หนึ่งเดียว" ซึ่งในที่นี้ครอบคลุมถึงเครื่องเคราอวัยวะ เซลล์และอื่นๆ อีก
เท่าใด คนจำนวนเท่าไร ประเทศกี่ประเทศ ดวงดารากี่ดวง หนึ่งกับหลายไม่ต่างกัน ใหญ่กับเล็ก
ไม่ใช่สอง

          ในชีวิตเรามีความสะอาดบริสุทธิ์ แต่ก็มีสิ่งสกปรก มีโพธิจิตรู้แจ้ง และก็มีกิเลสความทุกข์
มีสัตบุรุษ ก็มีปุถุชน เหมือนลูกพลับที่เปลี่ยนจากรสฝาดเฝื่อนเป็นรสหวานหอม สัปรดที่เปรี้ยวจี๊ด
กลับกลายเป็นหวานกลมกล่อม ฉันใดก็ฉันนั้น..

          ในความใหญ่เล็ก เม็ดทรายเม็ดเดียวสามารถเห็นเป็นตรีสหัสโลกธาตุ ชั่วพริบตาเดียว
กลายเป็นจำนวนมากมายอสงไขยแสนกัลป์ ไร้ขอบเขตสุดประมาณ 

          ด้วยเหตุปัจจัยนี้ ใหญ่เล็กจึงไม่ใช่สอง บริสุทธิ์กับสกปรกเป็นหนึ่งเดียว สัตบุรุษปุถุชนเป็น
เช่นนี้แล คือไร้ขอบเขต ไม่มีสอง ไม่มีต่าง....