คันธนูเป็นอาวุธร้ายทำลายคน แต่ถ้าขึ้นสายธนูตึงเกินไป มันมักจะขาดเสียก่อนที่จะได้ยิง
         มีดเหล็กกล้าที่คมกริบ สามารถตัดทองตัดหยกได้ แต่ส่วนที่หักบิ่นได้ง่ายที่สุดคือ ตรงส่วนที่
เป็นคมมีด 

         โศลกบทนี้ต้องการบอกเราเป็นนัยว่า คนที่ยิ่งแข็ง ยิ่งล้มเหลวได้ง่าย ยิ่งก้าวร้าวยิ่งมีภัยมา
เยือน เหมือนลิ้นกับฟันในปากเรา ลิ้นอ่อนนุ่ม ฟันแข็งแกร่ง แต่ส่วนที่ผุกร่อนหลุดร่วงก่อนคือฟัน
ลิ้นที่อ่อนนุ่มกับทนทายาทกว่าฟัน

         ด้วยเหตุนี้ การใช้ชีวิตจึงไม่จำเป็นต้องคมเหมือนมีด และไม่จำเป็นต้องตึงเหมือนสายธนู 
การทำอะไรควรเผื่อทางลงให้คนอื่นบ้าง ให้อภัยได้ก็ควรให้อภัย เอาใจเขามาใส่ใจเราให้มากหน่อย
ให้ความสะดวกกับคนอื่นบ้าง ให้บริการเขาบ้าง

         ภัยอันตรายในสังคม ส่วนใหญ่มันมักเกิดจากการทะเลาะวิวาทเป็นเหตุ ปัญหาข่าวลือไร้ข้อมูล
ล้วนเกิดจากปากคนพูดไม่ได้เจตนา แต่คนฟังตั้งใจ คลื่นร้ายจึงก่อตัวเป็นความขัดแย้งโดยไม่รู้ตัว
มันทำร้ายคนอื่นได้ง่ายๆ ทำให้ญาติสนิทมิตรสหาย กลับกลายเป็นศัตรูกัน

         ส่วนพวกที่เจตนาพูดให้ร้ายผู้อื่น ปั้นน้ำเป็นตัว หรือประเภทยุแยงตะแคงรั่ว เป็นเหตุให้เกิด
มหันตภัยได้ง่ายยิ่งขึ้น

         เราควรใส่ใจการตรวจตราจิตตัวเอง ว่ามีเมตตากรุณาหรือเปล่า มีความเอื้ออารีหรือเปล่า
อ่อนโยนหรือเปล่า คนที่จิตใจโหดเหี้ยม มักจะมีอกุศลมูลแวดล้อม พาให้กระทำกรรมชั่วนานา
หากรรมชั่วใส่ตัว

         ในพระคัมภีร์ชี้ว่า อกุศลกรรมเกิดจากกาย วาจา ใจ 
         กายคือร่างกาย การฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ลักขโมย มัวเมาในกามคุณ เป็นต้น กรรมทั้งหมด กาย
เป็นผู้ก่อ 
          วาจาอันเกิดจากปาก อาทิกล่าวเท็จ เป็นบ่างช่างยุ วาจาหยาบคาย
         ส่วนใจ ถ้าใจไม่ซื่อตรง สารพัดอกุศลกรรมก่อกำเนิด เช่น ความโลภ โกรธ หลง เป็นต้น

         เราไม่เพียงต้องบำเพ็ญกาย วาจา เท่านั้น ที่สำคัญยิ่งกว่าคือ บำเพ็ญใจ ดังที่พุทธศาสนา
มักสอนว่า ทำกรรม ๓ ให้บริสุทธิ์คือ กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม

         ท่านว่า อกุศลกรรมทั้งปวงที่ก่อในอดีตนั้น ล้วนเกิดแต่ความโลภ โกรธ หลง ผ่านทาง กาย
วาจา ใจ วันนี้จึงขอขมากรรมให้หมดสิ้น ดังนั้นเราจึงต้องมีจิตใจที่มีหิริโอตัปปะ รู้จักละอายชั่ว
กลับบาป มีเมตตากรุณาเป็นเครื่องขจัดอกุศลกาย ถือกาย วาจา ใจ ที่บริสุทธิ์ จึงจะได้สุขสมกับ
กับชีวิตที่สดใสดังใจหมาย...