พระท่านกล่าวว่า มนุษย์เรามีชีวิตอยู่ในโลกอันแสนลำบากยากเข็ญนี้ เหมือนลอยคออยู่ใน
โลกแห่งโลกีย์โลก มองเห็นข้างหน้าลางเลือนเต็มที อยู่ในสภาวะที่ไม่รู้วันนี้พรุ่งนี้จะเป็นเช่นไร
จะปรับตัวรับมือกับสังคมที่สับสนยุ่งเหยิงอย่างไรดี ความอดทนอดกลั้นโอนอ่อนผ่อนตามเท่านั้น
คือยาวิเศษ

         อาตมาเคยกล่าวว่า ถ้าจะทำอะไรสักอย่างให้ประสบความสำเร็จ อยากสร้างมนุษย์สัมพันธ์
ที่ดี ความหมั่นชื่นชมคน ให้กำลังใจคน นอกจากนี้ยังต้องวิธีพิเศษ คืออดกลั้นและอ่อนโยน

         ไม่ว่าเรื่องอะไรก็ให้อ่อนข้อไว้ อย่าไปถือสา คิดเล็กคิดน้อย แม้จะถูกลบหลู่ ถูกข่มเหง ไม่ได้
ดังใจหมายก็ควรยอมรับสภาพ

         "อดกลั้นสักอึดใจคลื่นลมสงบ ถอยสักก้าวคิดตรึกตรองฟ้าใสโลกกว้าง"
         การสมานฉันท์กลมกลืนไม่ยื้อแย่ง คือยาป้องกันตัวตำรับพิเศษ

         มีบทเพลงอดทนเนื้อร้องมีว่า
         "อดทนดี อดทนดี อดทนสองคำนี้คือ มณีวิเศษชั่ววูบเดียวที่ทนไม่ได้ แก่งแย่งชิงดีภัย
คุกคาม เป็นเหตุครอบครัวพัง รักษาชีวิตได้ยาก หยุดอวดเบ่งอำนาจบารมี สร้างศัตรูผูกใจเจ็บ
ผลกรรมตามมามากมายสุดประมาณ ยอมอ่อนข้อให้คนสักนิดเป็นไรมี ใจกว้างสร้างบารมี ไร้ทุกข์
โศก ไร้กังวล"


         "คล้อยตามเหตุปัจจัยชีวิตยืนยาว ชั่วชีวินอยู่อย่างเสงี่ยมเจียมตัว"
         ประเด็นรองลงมาคือ อ่อนโยน ความอ่อนโยนสยบความแข็งได้ ไม่ว่าจะเจออุปสรรคขวาก
หนามลำบากยากเข็ญสักเพียงใด ขอเพียงใช้ท่าทีที่อ่อนโยน สงบเยือกเย็นเข้าหา สถานการณ์
มักพลิกผัน นอกจากอดทนอ่อนโยนแล้ว คุณต้องมีชีวทัศน์ โลกทัศน์ แบบผูกสัมพันธ์รอบทิศ
ชีวิตจะยืนยาวเพราะสุขกายสบายใจ

         พระท่านว่าการวางตัวในวิถีพุทธ คือดีก็ว่าตามสภาพเรื่องดีเห็นดีตาม คนดีก็คล้อยตาม 
คิดดีก็ตามใจ ทุกอย่างดำเนินไปตามเหตุปัจจัย อย่าได้เพ้อฝันอยากได้ใคร่มี ส่วนที่ว่าจะให้วัน
เวลาผ่านไปอย่างสงบเสงี่ยมพอดีตัว พึงพอใจในสิ่งที่มีอยู่ได้อย่างไร ความสงบเสงี่ยมเจียมตัว
หมายถึง การทำความดีอย่างสร้างสรรค์

         วิธีของความขยัน ๔ ประการคือ
         ความชั่วยังไม่ได้ทำ อย่าไปทำ
         ความชั่วได้กระทำไปแล้ว ต้องตัดขาดละเลิกให้สิ้น
         กุศลกรรมยังไม่เกิด ทำให้เกิด
         กุศลกรรมเกิดแล้ว เร่งทำเพิ่ม

         เมื่อเป็นเช่นนี้ เวลาเจอสิ่งดีๆ จึงยิ่งกระตือรือร้น ยิ่งขยันหมั่นเพียร...