ภูเขาลูกหนึ่งซึ่งสูงเสียดฟ้า ตั้งโดดเดี่ยวอยู่กลางแม่น้ำ เหมือนภูเขาเจียวซันในนครเจียงซู
ก็มีภูมิทัศน์เป็นเช่นนี้ คลื่นในแม่น้ำโหมซัดสาดอย่างบ้าคลั่งไม่หยุดยั้ง จนเกรงว่าน้ำจะกัดเซาะ
ภูเขาสูงชันให้ค่อยๆ พังทลายลง น่าเป็นห่วงจริงๆ

         โชคยังดีที่ว่าภูเขาลูกนี้มีฐานที่หยั่งรากลงลึก มั่นคงแข็งแรง วันแล้ววันเล่า มันผ่านกาลเวลา
มาแรมเดือนแรมปี นับแต่สมัยโบราณมาจนถึงปัจจุบัน มันก็ยังคงตั้งตระหง่าน มั่นคงไม่
คลอนแคลนอยู่ที่เดิม

         โศลกบทนี้ต้องการบอกเราว่า พุทธิภาวะหรือจิตเดิมแท้ของคนๆ หนึ่ง ต้องเวียนว่ายตายเกิด
อยู่ในภพ ๕ ภูมิ ๖ ช่างเป็นที่น่าเศร้าใจจริงๆ ดีแต่ว่าฐานรากแห่งจิตเดิมแท้ของเราได้หยั่งรากลง
ลึก แม้จะมีการตายเกิดวนเวียนไปๆ มาๆ ก็ไม่ได้สึกกร่อนตามไปด้วย แม้จะเกิดในภพภูมิของ
เดรัจฉาน หรือเทวดาสวรรค์ จะเปลี่ยนไปกี่ภพกี่ชาติ ชีวิตยังคงเป็นอมตะนิรันดร์กาล ชีวิตไม่มี
วันตาย

         ในคัมภีร์สัทธรรมปุณฑริกสูตร กล่าวไว้ว่า
         ไข่มุกในอาภรณ์      สมบัติในเสาเรือน

         เรื่องมีอยู่ว่า เศรษฐีคนหนึ่ง กลัวว่าวันหนึ่งครอบครัวตนอาจตกยาก จึงซ่อนไข่มุกล้ำค่าไว้ใน
เสื้อของบุตรชาย ประมาณว่าในวันหนึ่งข้างหน้า ถ้าจะต้องอับจนหนทางยังไงก็สามารถเอาไข่มุก
ล้ำค่าไปขายเพื่อเลี้ยงตัวเองได้ ต่อมาภายหลังลูกชายเขาต้องตกอับไปเป็นขอทานโดยไม่คาดคิด
แล้วก็ไม่รู้ด้วยว่าบิดาได้ซ่อนไข่มุกเรือนล้านอยู่ในเสื้อนี้ จึงขายเสื้อตัวนั้นให้โรงจำนำในราคาถูก
เขาจึงต้องมีชีวิตเร่ร่อนอยู่กลางถนนต่อไป

         ส่วนนิทานเรื่องสมบัติอยู่ในเสาเรือนมีว่า เจ้าของบ้านได้ซ่อนสมบัติไว้ในเสาเรือน เตรียมไว้
วันข้างหน้าเกิดตกอับยากจนลง สมบัติที่ซ่อนไว้ยังสามารถนำมาขายประทังชีวิตได้ แต่ปะเหมาะ
เคราะหร้ายเกิดไฟไหม้ เผาผลาญบ้านเสาเรือนพังทลาย โดยลูกหลานไม่รู้เลยว่าในกองขี้เถ้านั้นมี
สมบัติซ่อนอยู่

         โพธิจิตของเรานั้นก็คือ สมบัติในเสาเรือน ไข่มุกในอาภรณ์ แต่เราหารู้ตัวไม่ น่าเสียดาย

         เราต้องรีบทำความเข้าใจตนเอง ตระหนักรู้ถึงสมบัติที่ซ๋อนอยู่ภายใน อย่ารอให้หมด
ลมหายใจ ร่างกายเน่าเปื่อยตายไปคงนอนตาไม่หลับเป็นแน่...