มีคนถามว่า "ทำไมเราต้องบริกรรมท่องบ่นอมิตตาภะ แล้วทำไมต้องสวดอยู่ตลอดเวลา สวด
คำเดียวก็น่าจะพอแล้ว ทำไมต้องสวดติดต่อกันไม่หยุด"

         มีเด็กน้อยคนหนึ่งร้องเรียกมารดา
         "แม่ๆ"
         "อืม ว่าไงลูก"
         "แม่ๆ"
         "ทำไมหรือ"
         "แม่ๆ"
         "เรื่องอะไรล่ะ ว่ามาสิ"
         "แม่ๆ"
         แม่รู้สึกรำคาญขึ้นมา ดุไปด้วยอารมณ์เสียว่า
         "เรียกอะไรบ่อยๆ น่ารำคาญจริง" ลูกย้อนถามว่า "หนูเรียกแค่ไม่กี่คำ แม่ก็บ่นว่ารำคาญแล้ว
ทีแม่ท่องบ่นอมิตตาภะทุกวันไม่ได้ว่างเว้น พระอมิตตาภะท่านจะไม่เบื่อบ้างหรือ?"

         พระอมิตตาภะท่านต่างจากมนุษย์ มารดาแม้จะมีความรัก เอ็นดูลูกแต่ถ้ามากเกินไป ย่อมรู้สึก
หงุดหงิดรำคาญบ้าง แต่พระพุทธะไม่มีอารมณ์โกรธ เกลียด พระพุทธะท่านอาศัยศรัทธาในการ
บริกรรม จิตของเราจึงจะประสานเข้ากับจิตของท่าน

         การพูดว่า ภาวนาพุทโธ ที่จริงควรจะพูดว่าภาวนาจิตใจของเราเองจะถูกต้องกว่า
         การภาวนาพุทโธ คือน้อมนำจิตใจสู่พุทธะ พุทธะคือจิตของเรา พุทธะท่านอยู่ไกลถึงเขา
คิชกูฏ เราไม่ต้องไปไกล เขาคิชกูฏอยู่ในใจเรานี่เอง จึงเรียกว่า "สุขาวดีจิต" อมิตตาภะสภาวะจิต
เพราะในสภาะจิตของเรา พร้อมถึงซึ่งจิตแห่งพุทธะอยู่แล้ว

         ในดินแดนสุขาวดีเบื้องประจิมทิศ มีรัตนพฤกษชาติ หอสูงเจ็ดชั้น มีสระโบกขรณี ๘ สระ 
เป็นต้น อีกทั้งสิ่งวิจิตรอลังการทั้งหลายทั้งปวง สุขาวดีในสภาวะจิตของเรา ก็มีสิ่งอันเป็นมงคล
เหล่านี้ดำรงอยู่เช่นกัน 
         ขอเราครองใจให้มั่น ระลึกนึกภาวนาแต่อมิตตาภะทุกค่ำเช้า คอยให้กำลังใจตนเองอยู่เสมอ
เตือนตนเองอย่าลืมบริกรรมภาวนาถึงพระพุทธ พระธรรม พระอริยสงฆ์ การสวดบริกรรมไม่จำเป็น
ต้องใช้สร้อยประคำ มองเสาไฟฟ้าก็สวดอมิตตาภะไปตามลำดับทีละต้น เสาไฟฟ้าก็คือลูกประคำ
นั่นแล เห็นทุ่งนาก็สวดอมิตตาภะไป ท้องนาแต่ละแปลงก็คือลูกประคำนั่นแล เห็นคนก็สวดนับเป็น
คนๆ ไป คนก็คือลูกประคำนั่นแล

         เห็นไหม ไม่ว่าผืนดินแผ่นน้ำ ภูเขาลำธาร สรรพสัตว์ทั้งหมดคือลูกประคำของเรา เป็นสะพาน
เชื่อมโยงจิตของเรา ประสานเข้ากับพุทธะ ดังนั้น ทุกสิ่งคือพุทธะ พุทธะคือทุกสิ่ง ตัวเราและพุทธะ
เป็นหนึ่งไม่มีสอง ไม่มีต่าง 
         สวดเอาโพธิจิตออกมา เรียกจิตเดิมแท้ของเราให้ตื่นจากภวังค์ นี่คือหัวใจของการปฏิบัติธรรม
บำเพ็ญจิต...