วัตถุมีที่มา น้ำมีต้นน้ำ มนุษย์มีหน้าตาตัวตนที่แท้จริง ทำอย่างไรเราจึงจะกลับคืนสู่ต้นธาร
แห่งที่มาได้ ทำอย่างไรเราจึงจะค้นพบจิตเดิมแท้ของตัวเองได้

        หวนคืนแหล่งที่มาคือกลับบ้าน หามีสิ่งมหัศจรรย์น่าโอ้อวด
        จากโศลกบทนี้เราจะเห็นได้ว่า การจะค้นหาตัวตนที่บุพการีให้กำเนิดเรามานั้น ไม่มีอะไรล้ำลึก
แปลกแหวกแนวอะไร

        ตัวตนหน้าตาธาตุแท้ของแต่ละคน สว่างโล่งแจ้งเหมือนฟ้าใส ไร้สิ่งสกปรกแปดเปื้อนเหมือน
กระจกเงาใส แต่เพราะถูกฝุ่นละอองแห่งความทุกข์ใจ ความไม่รู้ปิดบังอำพรางไว้ จึงมองไม่เห็น
หน้าตาตัวตน ต้องตกอยู่ในวังวนแห่งการเวียนว่ายตายเกิด ความจริงสวรรค์นรก อยู่ในจิตเรานี่เอง
ไม่มีอะไรที่ดีที่สุดหรือเลวที่สุด

        ถ้ามีคนถามว่าสวรรค์นรกต่างกันอย่างไร ความต่างของมันอาจเหมือนความต่างของตะเกียบ
คู่หนึ่ง คนที่ตกนรก ตะเกียบที่ใช้กินข้าวยาวกว่า ๓ เมตร เพราะมันยาวมาก เวลาคีบข้าวปลาอาหาร
ส่งเข้าปากจึงไม่สะดวก เลยถูกคนข้างๆ คว้าเอาไปกิน ตัวเองไม่ได้กินก็ทะเลาะเบาะแว้งแก่งแย่ง
กัน หาความสงบสุขไม่ได้
        บนสวรรค์ ตะเกียบยาวกว่า ๓ เมตรเช่นกัน แต่ว่าแต่ละคนไม่ได้คีบอาหารส่งเข้าปากตัวเอง
กลับส่งให้คนอื่น คนฝั่งตรงข้ามก็คีบอาหารเข้าปากคนอีกฝั่ง เธอช่วยฉัน ฉันช่วยเธอ ช่วยเหลือ
เกื้อกูล เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กัน เคารพซึ่งกันและกัน ผลัดกันชื่นชม มีชีวิตอยู่ด้วยความปิติยินดีอยู่เสมอ

        การจะแบ่งแยกสวรรค์นรกว่าแตกต่างกันอย่างไรนั้น ขึ้นอยู่กับถ้าคุณเป็นคนใจดีเป็นนิสัย เปิด
ใจยอมรับคนอื่นได้ ช่วยเหลือคนอื่นเป็น นั่นแหละคือเทวดาบนสวรรค์
        ตรงกันข้ามถ้าเห็นแก่ตัว ยึดมั่นถือมั่น ทิฐิมานะ หงุดหงิดขี้โมโหเป็นประจำ นั่นแหละเปตรนรก

        ความผิดถูกดีชั่วจึงเกิดขึ้น เพียงชั่วนึกคิดตรงนี้
        จักรพรรดิซุ่นจื้อแห่งราชวงศ์ชิงเคยตรัสว่า
        "เอาชุดจักรพรรดิแลกจีวร เกิดขึ้นชั่วนึกคิดในยามนั้น เดิมข้าคือสมณะเบื้องตะวันตก ใยจึง
มาเกิดในราชาวงศ์"

        แม้ว่าจะถือกำเนิดในราชนิกูล แต่ไม่สามารถหาจิตเดิมแท้ของตัวเองพบ ก็หลงทางได้ ตกอยู่
ในความทุกข์ตกนรกในแดนมนุษย์ได้เช่นกัน เมื่อหาชีิวิตของตัวเองเจอย่อมปรับตัวอยู่ได้ในทุกที่
เพราะทุกแห่งทุกที่คือสวรรค์ คือความสุข...