กล่าวกันว่าโศลกบทนี้แต่งโดยพระเจ้าหมิงไท่จู่จูหยวนจัง ปฐมกษัตริย์ราชวงศ์หมิง สมัยที่
พระองค์ยังทรงพระเยาว์เคยเป็นสามเณรที่วัดฮวางเจวี๋ย มีอยู่วันหนึ่ง พระองค์กลับถึงวัดเป็นเวลา
ดึก ประตูวัดปิดเพราะมืดค่ำแล้ว จึงจำต้องนอนค้างที่หน้าประตูวัด ทรงนอนลงบนพื้น มองดู
ดวงดาวบนท้องฟ้า แล้วท่องกลอนบทนี้ออกมา

        ท้องฟ้าคือผ้าม่านของข้า ผืนดินคือพรมของข้า ดวงดาราและจันทราหลับเป็นเพื่อนข้า
ในความฝัน ข้าไม่กล้ายื่นเหยียดขาออกไป เกรงว่าเมื่อยื่นออกไป อาจเหยียบย่ำทะลุ
ท้องทะเลได้


        จากโศลกบทนี้มองเห็นได้ว่า ในสมัยเด็กจูหยวนจัง ก็มีคารมคมคายไม่ธรรมดา มีปณิธาน
กว้างไกลไม่เบา 

        เยาวชนในยุคปัจจุบัน ควรหมั่นตั้งจิตปณิธานเฉกเช่นจูหยวนจัง อย่าได้คิดแต่ประโยชน์อัน
น้อยนิดส่วนตัว หลงใหลได้ปลื้มกับเงินทองที่ม่ีที่ได้ ซี้ดซาดเจ็บปวดเมื่อเสียมันไป แต่ควรมองไกล
ไปในอนาคต ใส่ใจกับประโยชน์สาธารณะบ้าง ทำการใหญ่ให้กับประเทศชาติสังคมบ้าง อย่ามอง
เห็นแต่ตัวกูของกู ซึ่งเป็นภาพมายา ต้องมองไกลไปถึงอนาคตที่สวยงามจริงแท้

        ถ้าเอาแต่แก่งแย่งชิงดีกันเพื่อประโยชน์ส่วนตัว คนๆ นั้นจะมีจิตใจคับแคบ สายตาสั้น ไม่รู้จัก
ให้อภัย

        คนเราถ้าคิดถึงแต่ตัวเอง ไม่สนใจปวงชน ไม่คิดการณ์ใหญ่ ไม่มองอนาคต ขาดวิสัยทัศน์
แม้ประสบความสำเร็จก็ไม่ได้มากมายอะไร

        ปราชญ์เมธีที่ยิ่งใหญ่ได้ เป็นเพราะเปิดใจกว้าง ตั้งปณิธานอันกว้างไกล อาศัยพลังแฝงแห่ง
ชีวิต ก้าวไปทีละก้าวถือภาระกิจสังคมเป็นหน้าที่ ถือประโยชน์สาธารณะชนเป็นเบื้องต้น เยาวชน
แห่งยุคควรจะต้องตั้งต้นอยู่บนจุดยืนของประเทศชาติ สังคม ต้องมีวิสัยทัศน์ มีจิตใจของปวงชน
ต้องมีโลกทัศน์ มีความเป็นสากล ถ้าสามารถฝึกฝนบ่มเพาะจิตใจที่กว้างไกลได้เช่นนี้ จึงจะสร้าง
ผลงานทำการใหญ่ได้สำเร็จ จิตใจกว้างขวางดุจโพธิสัตว์จึงจะปรากฏเป็นจริง....