อยู่ร่วมชายคานานปีมิรู้นาม
            เราอยู่ใต้ชายคาเดียวกับคนใกล้ชิดสนิทสนมที่สุดเป็นเวลาแรมปี โดยที่ไม่รู้ชื่อเสียง
เรียงนามของเขา ใครหรือคือเขาคนนั้น?
             เขาคือ..โพธิจิตในตัวเรานี่เอง

            มนุษย์น่าเวทนาที่สุดคือ ไม่รู้จักตัวเอง ไม่รู้จักหน้าตาตัวตนที่แท้จริงของตัวเอง เรียกชื่อ
คนอื่นได้หมด จดจำผู้อื่นได้แม่นยำ แต่กลังไม่รู้ว่าตนเองเป็นใคร 

            สุดแต่ชะตากรรมชักนำไป
            มนุษย์ นอกจากควรรู้จักตัวเองแล้ว ยังควรทำชีวิตสบายๆ ไม่เคร่งเครียด ดำเนินไปตาม
เหตุปัจจัย ทำอย่างไรจึงจะรู้จักใช้ชีวิตอย่างสบายๆ ไปตามกรรมจัดสรร
             หลักปฏิบัติคือ
             ๑. ต้องดำเนินชีวิตไปตามสภาวะ อะไรจะเกิดก็ให้มันเกิด
             ๒. ต้องอยู่อย่างสุขภาวะ ปรับตัวให้เป็นสุข เข้าได้กับทุกๆ สภาพแวดล้อม
             ๓. ต้องโปรดสรรพสัตว์ด้วยใจพร้อม
             ๔. ต้องมีจิตอิสระ ยินดีพอใจ

            ในสังคมปัจจุบัน ผู้คนส่วนใหญ่มักจะใช้ชีวิตทวนกระแส เมื่อไม่สามารถคล้อยตามเหตุ
ปัจจัยได้ ย่อมปรับตัวให้สุขอยู่กับสภาพแวดล้อมไม่ได้ ถ้าไม่สามารถอยู่อย่างอิสระเสรี ตามสภาวะ
ที่เป็นย่อมสุขได้ยาก เมื่อใจไม่เป็นสุขแล้วก็ไม่ต้องพูดถึงเรื่องความยินยอมพร้อมใจอยากจะผูก
บุญสัมพันธ์ หรือโปรดสรรพสัตว์อะไรอีกเลย.

            ปราชญ์บัณฑิตโบราณไม่รู้แจ้ง นับประสาปุถุชนแจ้งอะไร
            ผู้คนในโลกนี้มีความทุกข์มากมาย มีปัญหาร้อยแปดล้วนเริ่มจากการไม่รู้จักตนเอง นับแต่
โบราณมา นักปราชญ์มีคุณธรรมทั้งหลาย ยังไม่รู้จักตนเอง นับประสาอะไรกับปุถุชนธรรมดาอย่าง
เราๆ ท่านๆ จะเข้าใจอะไรได้
            ถ้าเราไม่รุ้จักศึกษาค้นคว้าปฏิบัติธรรม ก็ยากที่จะเข้าใจสัจธรรม เมื่อไม่เข้าใจ ไม่ทำ
ความเพียร ย่อมปฏิบัติธรรมไม่เป็น เมื่อปฏิบัติธรรมไม่เป็นก็ไม่รู้จักตัวเอง ไม่เข้าใจตัวเอง
            กลอนโศลกนี้สอนให้เรารู้จักตนเอง รู้จักดำเนินชีวิตไปตามกรรมจัดสรร ไปตามบุญทำ
กรรมแต่ง ดำเนินไปตามเหตุปัจจัย ไม่จมปลักอยู่ในกระแสวังวนแห่งความมืดบอดไปตลอดชีวิต...