คาถาบทนี้เป็นการบรรยายถึงวงจรชีวิตของหินปูน ขั้นแรกมันต้องถูกขุดเจาะกระเทาะออกมา
จากแหล่งแร่ในป่าเขา จากนัั้นลำเียงไปยังเตาหลอม เผาด้วยความร้อนสูง เมื่อผ่านการเผาผลาญ
อย่างสาหัสสากรรจ์ มันจึงกลายเป็นหินปูน สามารถนำไปใช้สร้างบ้านโบกกำแพงได้ หินปูนต้อง
ยอมร่างแตกสลายย่อยยับอับจนโดยไม่โอดครวญ เพียงเพื่อความบริสุทธิ์โปร่งใสประดับไว้ใน
โลกา มันสร้างความสำเร็จแก่ตนเองแถมเผื่อแผ่ความสำเร็จไปยังคนทั้งโลกอีกด้วย

         มนุษย์ควรเอาอย่างหินปูน ต้องทนต่อการหล่อหลวม ครั้งแล้วครั้งเล่า การมีชีวิตอยู่ในสังคม
ต่อเรื่องน้ำใจไม่ตีหรือความเย็นชา เงินทองได้มาเสียไป ความร่ำรวย ความยากจน ตลอดจนเสียง
กร่นด่าหรือคำสรรเสริญเยินยอควรมีท่าทีวางเฉยด้วยใจปกติ โลกเหมือนบ้านที่ร้อนเป็นไฟเหมือน
เมืองที่มีแต่ความคับแค้นใจ การวางตัวที่ยากลำบากในโลกใบนี้ เปรียบเหมือนถูกเผาผลาญอยู่ใน
เตาหลอม ลองฝึกแบกรับด้วยความเย็นใจดูบ้างเป็นไร

         เพื่อความสำเร็จในหน้าที่การงาน บรรลุอุดมการณ์ชีวิต ลองยอมเสียเปรียบบ้างเพื่อให้ได้มา
ซึ่งความสมบูรณ์ มีจิตใจที่กล้าแบกรับการลบหลู่ดูหมิ่น ทำในสิ่งที่เป็นคุณูปการต่อสังคมด้วย
ปณิธานของการยอมพลีกาย โดยไม่โอดครวญ ต้องกัดติดทำให้มันถึงที่สุด ต้องกล้าเผชิญ ก้าวไป
ก้าวมาชั่วชีวิต ขอไว้ลายให้โลกรับรุ้ถึงความซื่อสัตย์สุจริต ใจซื่อ มือสะอาด

         การสร้างความสำเร็จให้กับพระพุทธศาสนา ให้กับพระธรรม ให้กับสรรพสัตว์ มิใช่ที่สุดแห่ง
การหลุดพ้นหรือ?

         การมีชีวิตในสังคม การทำธุรกิจการงานย่อมีความยากลำบากอยู่บ้าง ทุกข์ใจอยู่บ้าง ปัญหา
นานาประสบได้ไม่เว้นแต่ละวัน

         เราต้องพยายามถอนตัวให้ขึ้น ฉุดรั้งตัวเองให้หลุดพ้นจากทะเลแห่งความทุกข์ ก้าวเข้าสู่
พุทธิภาวะ อย่าเผลอคิดผิดเพียงชั่ววูบเป็นอันขาด อย่าปล่อยให้พลั้งเผลอขาดสติ จะทำให้เสีย
การใหญ่ ความสะอาดโปร่งใส ที่อุตส่าห์สร้างสมมาอาจต้องหมดสิ้นไป ครั้นหันหลังกลับไป
เสาค้ำเอนเอียงเสียหลัก เรียกกลับคืนไม่ได้ สุดท้ายต้องน้ำตาเช็ดหัวเขา.....