กวีซูตงโพแต่งโศลกบทนี้พรรณนาถึงชีวิตมนุษย์ได้ลึกซึ้งถึงแก่นยิ่งนัก
         ชีวิตดุจวัชพืช ลอยล่องไปตามสายน้ำ ไม่รู้จุดหมายปลายทาง

         ชีวิตยังเหมือนเมฆยามเคลื่อนคล้อยลอยไปในอากาศไม่รู้จะหยุดพักพิงที่ใด ภายใต้สภาพอัน
คลอนแคลน ผู้คนจำนวนมากที่ประเทศแต่เข้าไม่ได้ มีบ้านแต่กลับบ้านไม่ได้ เพื่อชื่อเสียงลาภยศ
จึงแสวงหาที่พักปลอดภัย แสวงหาความก้าวหน้า แม้ว่าไกลเพียงใดก็ดั้นด้นไป แม้ว่าจะต้องอพยพ
โยกย้ายถิ่นฐานไปต่างแดน

         ชีวิตคนเดินดินคล้ายสิ่งใด ดั่งหงส์เหิรย่างเหยียบปุยหิมะ
         หงส์จีนย่างเหยียบลงบนปุยหิมะ ทิ้งรอยเท้าไว้แล้วก็บินจากไป แต่เป็นร่องรอยชั่วประเดี๋ยว
มันหารู้เป้าหมาย ไม่ว่าจะบินไปยังแห่งหนตำบลใด

         ในชีวิตประจำวัน ความสัมพันธ์ระหว่างสามี ภรรยา พ่อแม่ บุตรธิดา เพื่อนฝูง การพบปะกับ
ผู้คนเหล่านี้ ก็เหมือนกับเราได้พบกับนักท่องเที่ยว ที่บังเอิญพบกันระหว่างเดินทาง ต่างพยักหน้า
ทักทาย ถามไถ่สารทุกข์บ้าง แล้วต่างคนต่างก็แยกย้ายไปคนละทิศละทาง แล้วเราจะมาติดใจ
เอาความอะไรกันนักหนา

         ชีวิตคนเรา ถ้าไม่รู้จักปล่อยวาง มักติดขัดข้องใจกับผู้คนร่ำไป ทำอไรไม่รู้จักประมาณ มักจะ
ขาดความพอดี พูดจาไร้เหตุผล ย่อมขาดหลักการ ผู้คนไม่เชื่อถือยอมรับ ไม่สุขกับสิ่งที่มี ทุกๆ วัน 
ล่องลอยไปในอากาศ คอยค่อนขอดโน่นผิดนี่ไม่ดี ต่อว่าคนนั้นคนนี้ ชีวิตคงอยู่ได้ยาก ความทุกข์
ใจเต็มประดามี

         ดังนั้น ชีวิตแบบพุทธธรรม คือให้เราอย่าไปยึดมั่นถือมั่น อย่าขัดข้องใจไปทุกเรื่อง ให้
ดำเนินชีวิตอย่างพอดีๆ ทำอะไรก็ให้ทำอย่างพอดี พูดจามีเหตุผล สุขกับสิ่งที่ได้ วิสาสะกับคน
ที่ได้พบ พอใจกับที่มีอยู่

         กลอนบทนี้ควรค่าแก่การตรึกตรองให้รุ้แจ้ง...