กลอนบทนี้ของกวีซูตงโพ ชี้ให้เห็นว่าคนทั่วไปเลี้ยงลูก ความหวังอันสูงสุดคือ อยากเห็นบุตร
ธิดาฉลาดหลักแหลม แต่ตัวท่านเองกลับไม่ปรารถนาให้บุตรธิดาเป็นคนฉลาด เพราะว่าความฉลาด
สติปัญญาไหวพริบดีของท่าน ทำให้ในชีวิตท่านพบเห็นความโง่ ความหลงมากมาย พบกับความ
เรียกร้องต้องการวัตถุไม่มีที่สิ้นสุดในชีวิต ชวนให้ทุกข์ใจ

          บางครั้งฉลาดเกินไป จะถูกคนอิจฉาปองร้ายได้ง่าย แม้ว่าคนอื่นจะไม่ปองร้าย ไม่อิจฉา
ริษยา แต่ความฉลาดก็ไม่เหมาะที่จะใช้ในที่ดีๆ ทำสิ่งดีๆ เพราะมันเป็นการสร้างโอกาสให้เคราะห์
กรรมเข้าแทรก

          เช่นปัจจุบันนี้ พวกนักโทษที่ปัญญาดี ไม่ใช่เพราะความฉลาดดอกหรือจึงทำพลาดในชีวิต
          กวีซูตงโพปรารถนาให้ลูกหลานตัวเองมีความซื่ออยู่บ้างตรงจิตใจ ความซื่อความจริงใจของ
ลูก จะไม่ทำให้ลูกผิดพลาดเหลวไหล รู้ที่จะยอมเสียเปรียบบ้างคือ โชคลาภ ตั้งตนอยู่บนความเป็น
จริง ก้าวไปเป็นขั้นเป็นตอน ขยันหมั่นเพียร สามารถเข้าสู่ตำแหน่งเสนาบดีขุนนางชั้นสูงได้ โดยไร้
อุปสรรคขวากหนาม ดีกว่ามีลูกฉลาดแต่ทุจริตคดโกง ละโมบโลภมากเป็นไหนๆ

          ในโลกนี้ คนฉลาดต้องประสบกับเคราะห์กรรม ความทุกข์ ความยุ่งยากใจมากกว่าคนทั่วไป
คนที่เรียนหนังสือมาก ความทุกข์ใจมากตามไปด้วย มีคนสงสัยว่า จริงๆ แล้วความรู้ความสามารถ
ช่วยให้ชีวิตคนมีความสุขมากน้อยเพียงใด ถ้าใช้ให้เป็น มันคือกัลยาณมิตร เป็นกุศล ใช้ในทางที่
ผิดมันกลับไม่ใช่มิตร แต่เป็นอกุศลกรรม

          พุทธธรรมไม่เป็นเช่นนั้น ความรู้ในพุทธธรรมไม่ใช่อยู่ที่การแยกแยะเปรียบเทียบความ
แตกต่าง แต่เป็นการสืบเสาะแสวงหาโดยไม่มีการแบ่งแยก
          ไม่ว่าจะซื่อก็ดี โง่เขลาก็ดี ความจริงใจคือธรรมสถาน ความซื่อสัตย์คือหลักการ
          
          โศลกบทนี้เป็นการเตือนสติเราว่า นอกจากความฉลาดแล้ว ยังต้องมีคุณธรรมจริยธรรม
มีความเมตตากรุณา มีพุทธธรรม อย่าอวดเก่ง อวดดี ไปทุกสถานการณ์ อย่าทำตัวเป็นคนโง่อวด
ฉลาด ไม่ต้องหาเหาใส่หัวหาทุกข์ใส่ตัว เป็นที่อิจฉาริษยาของผู้อื่น..