หลี่เสียงเป็นขุนนางสมัยราชวงศ์ถัง ได้สดับฟังถึงความยิ่งใหญ่ของพระไภษัชคุรุโพธิสัตว์
เกิดศรัทธาแรงกล้า อยากได้เห็นหน้าค่าตาของท่าน จึงเดินทางข้ามน้ำข้ามเขาเที่ยวเสาะสืบแสวง
หา ที่สุดได้พบพระไภษัชคุรุนั่งสมาธิอยู่ใต้ต้นสน ในเขตเขาลูกหนึ่ง หลี่เสียงจึงเข้าไปกราบคารวะ
อย่างนอบน้อม และขอให้ท่านแสดงธรรม แต่พระไภษัชคุรุกลับไม่สนใจใยดี หลี่เสียงผู้มีนิสัย
เย่อหยิ่งทะนงตน ไม่เคยถูกปฏิบัติเหมือนคนต่ำต้อยเช่นนี้มาก่อน จึงอดรนทนไม่ได้ พูดจาประชด
แดกดันว่า "รู้ชื่อไม่รู้จักตัวยังดีเสียกว่า" ความหมายก็คือ ข้าพเจ้าได้ยินชื่อเสียงเรียงนามท่านมา
นาน แต่เมื่อมาพบตัวจริง จึงได้รู้ว่าท่านนี้เป็นคนที่ไร้เหตุผล แล้งน้ำใจ ไม่รู้จักมารยาทในสังคม
เสียเลย ว่าแล้วก็ลุกจากไปด้วยความโกรธ 
             ทันใดนั้น พระไภษัชคุรุเอ่ยขึ้นประโยคหนึ่งว่า "เหตุใดท่านจึงมีพหูสูตร แต่ดวงตาหามี
แววไม่"
 หมายความว่า เรื่องราวที่หูท่านได้รับฟังว่า จึงเชื่อว่าเป็นสิ่งสูงค่า ส่วนสิ่งที่ดวงตาเห็น 
ท่านกลับเชื่อว่าเป็นสิ่งที่ต่ำต้องไร้ค่า ทำไมท่านจึงเชื่อแต่หูไม่เชื่อดวงตา
            เมื่อหลี่เสียงได้ฟังเช่นนั้น รู้สึกว่ามีเหตุผลดี จึงถามอีกว่า "อะไรคือ ศีล สมาธิ ปัญญา?"
            พระไภษัชคุรุตอบว่า "ที่ข้านี้ไม่มีสิ่งไร้สาระเหล่านี้"
            หลี่เสียงถามว่า "จะปฏิบัติธรรมอย่างไร?"
            พระไภษัชคุรุตอบว่า "เขาสูงสูงตระหง่าน ทะเลลึก ลึกถึงก้นบึ้ง"
            เมื่อหลี่เสียงถามต่ออีก พระไภษัชยกมือขึ้นชี้ฟ้า อีกมือชี้ไปยังน้ำในแจกันข้างกาย ปิดตา
ไม่เอื้อนเอ่ยวาจาใดๆ อีก
            หลี่เสียงบรรลุถึงธรรมในบัดดล ธรรมะแห่งเซนเป็นเช่นนี้แล แยกไม่ได้ คาดเดาไม่ถูก
หลังจากกลับไปหลี่เสียงก็มุ่งมั่นตั้งใจศึกษาธรรม ได้แต่งหนังสือการฝึกปฏิบัติธรรมแบบเซนไว้
มากมาย ต่อมาได้กลายเป็นผู้รู้ที่มีชื่อเสียงท่านหนึ่ง

            นับแต่โบราณมา มีนักปราชญ์บัณฑิตจำนวนไม่น้อยที่มีปฏิสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพระเถราจารย์
เซน จากการสนทนาธรรมเพียงไม่กี่ประโยค สามารถส่งอิทธิพลต่ออนาคตชีวิตของท่านเหล่านี้
ได้อย่างมากมาย

            ดังเช่นหลี่เสียง หลังจากได้พบพระไภษัชคุรุ จึงแต่งโศลกบทนี้ขึ้น และกลายเป็นหนึ่งใน
ตำนานโกอานปริศนาเซน ทิ้งไว้ให้คนรุ่นหลังได้ขบคิดต่อไป...