ถ้าอยากจะมีชีวิตเป็นเสรีชน เหมือนเมฆหมอกกระเรียนป่า ควรมีทัศนะที่ว่า "ถือการถอย
เป็นความก้าวหน้า"
 ไม่ยื้อยุดยึดถือมั่น จึงจะอยู่ร่วมกับธรรมชาติอันกว้างไกล ภายใต้ท้องฟ้า
สดใสและสายลมเย็นฉ่ำ กับพระจันทร์แจ่มได้

          คำว่า "ยอมก้าวถอยให้" ของโศลกบทนี้ไม่ใช่เป็นการถอดใจยอมแพ้ไม่ใฝ่ก้าวหน้า แต่
เป็นท่าทีสร้างสรรค์ของการยอมถอยหลัง เพื่อก้าวไปข้างหน้า ฃเครื่องบินไอพ่นที่สามารถบิน
ไปอย่างรวดเร็วได้ เพราะก่อนบินมันต้องถอยหลังเสียก่อน โดยใช้แรงของการถอยหลังพุ่งตรงไป
ข้างหน้า จึงจะทะยานขึ้นท้องฟ้าได้อย่างรวดเร็ว

          สมัยที่อาตมาก่อตั้งโฝวกวงซันใหม่ๆ ได้ใช้จิตที่ถือ "การถอยคือความก้าวหน้า ถือความ
ไม่มีคือการมี ถือสาธารณะชนคือเรา ถือความว่างคือความสุข"
 เป็นที่ตั้ง ใช้การก้าวถอยหลัง
คือการกระตุ้นตัวเองให้รุดหน้าไป

          กายมนุษย์ถูกการเกิด แก่ เจ็บ ตาย รุมเร้า ไปๆ มาๆ พัลวันพัลเก แม้ว่ากายจะไม่เป็นอิสระ 
แต่เรายังคงต้องแสวงหาอิสระทางจิตวิญญาณ เมื่อลอกคราบกายเนื้อออก จะได้รับความปิติสุข
อย่างแท้จริง 

          ในอดีตมีเศรษฐีคนหนึ่ง ในแต่ละปีมีเงินทองให้รับนับหมื่น แต่หาความสุขไม่ได้ ไม่เคย
พึงพอใจ ทุกครั้งที่ทุกข์ใจ จะมีสามีภรรยายากจนคู่หนึ่ง ซึ่งอาศัยในกระท่อมเบื้องล่างใต้ตึกสูง
ของเขา กำลังขับร้องเล่นพิณอย่างมีความสุข เศรษฐีให้รู้สึกกังขาว่าในชีวิตที่ยากไร้นั้น ทำไม
พวกเขายังมีความสุขอยู่ได้

          มีคนแนะให้เศรษฐีมอบเงินสองแสนให้กับสามีภรรยายากจนคู่นั้น ดูสิว่าพวกเขายังจะมี
ความสุขเช่นเดิมหรือไม่ สมบัติตกสวรรค์ สองสามีภรรยาได้เงินส้มหล่นก้อนโต เริ่มวางแผนว่า
จะเก็บเงินทองเหล่านี้ไว้ที่ใดดี วางใต้เตียงหรือก็ไม่ไว้วางใจ ใส่ลิ้นชักก็ล่อตาล่อใจเกินไป ใต้
หมอนก็ไม่น่าอุ่นใจ วุ่นวายทั้งคืนไม่ได้หลับไม่ได้นอน พวกเขาจึงตื่นจากภวังค์ว่าได้ตกหลุมพราง
ของความรวยเข้าเสียแล้ว เช้าตรู่วันรุ่งขึ้นรีบนำเงินสองแสนหยวน อันเป็นตัวทำลายความสุขคืน
ให้กับเศรษฐี กลับไปใช้ชีวิตที่เรียบง่ายแสนสุขของพวกเขาดังเดิม

          ฉะนั้น เงินทองไม่ใช่สิ่งที่ดีที่สุดเลยทีเดียว มันไม่จีรังยั่งยืน มันซื้อความสุขแท้จริงอย่าง
ถาวรไม่ได้

          คนเรา สิ่งสำคัญที่สุดคือการแสวงหาที่พึ่งทางจิตใจไม่ใช่สุขสบายจากวัตถุ...