ชีวิตคนแม้ว่าจะเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในสังสารวัฎฎะของโลกใบนี้ไม่รู้กี่ครั้งกี่หนแล้วก็ตาม แต่
จิตเดิมแท้ของเรา โพธิจิตของเรามิได้เสื่อมเสียสูญหายไปสักน้อยนิด หวังอานสือได้ใช้ภูเขา
เป็นเครื่องอุปมาอุปไมยว่า
        
        เฝ้ามองภูผาทั้งวันมิทันหน่าย
        วิวทิวทัศน์ธรรมชาติแปรเปลี่ยนตลอดเวลา เช่นภูเขาหลูซันที่มองตามแนวราบเป็นเทือกเขา
กว้างใหญ่ มองด้านข้างเป็นภูเขาสูงชัน ลักษณะของมันสูงๆ ต่ำๆ มองจากระยะใกล้ไกลต่างกัน
ก็จะเห็นภาพที่แตกต่างกันไป จึงไม่อาจหยั่งรู้รูปลักษณ์อันแท้จริงของหลูซันได้ เพราะมัวขังตัว
อยู่ท่ามกลางขุนเขา ดังนั้นนักปราชญ์ผู้รู้มากมาย จึงนิยมท่องเที่ยวป่าเขาลำเนาไพร ผู้ที่มีคุณธรรม
ชื่นชอบภูเขา ปราชญ์เมธีชื่นชมลำน้ำ ดังบทกวีที่ว่า มองกันไมีรู้เบื่อ ต้องมองเขาจิ้งถิง

        เรายืนมองเขาลูกนี้ เรามองเขา เขามองเรา ต่างเฝ้ามองกันและกันไม่รู้จักเบื่อหน่าย
        ยังมีคนกล่าวว่า ข้าชมป่าเขางามชดช้อย ป่าเขายลข้าเฉกเช่นกัน
        ข้ารักภูเขา ภูเขาก็รักข้า ข้าเห็นทิวทัศน์เทือกเขาแปรเปลี่ยนสวยงาม ในมุมมองป่าเขาก็เห็น
ชีวิตคนงดงามหมุนเวียนผลัดเปลี่ยนไม่ต่างกัน มนุษย์เราอยู่ร่วมกันก็ควรใช้ท่าทีเช่นนี้ต่อกัน

        ซื้อภูเขาไว้พักกายยามชรา
        ต้นน้ำลำธารในป่าเขา ส่งเสียงจ๊อกแจ๊กไหลล่องไปไม่หยุดนิ่ง แต่ขุนเขายังคงตั้งตระหง่าน
ไม่ไหวติงอยู่เช่นเดิม เป็นนัย ชี้ให้เห็นว่าสรรพสิ่งในโลกใบนี้ บ้างก็มีการแปรเปลี่ยน บ้างก็คงที่ไม่
เปลี่ยนแปลง ความจนความรวยขึ้นลงไม่แน่นอน แต่ว่าภูผาไม่เคยเปลี่ยน ปีนี้เป็นเช่นนี้ สิบปี
ยี่สิบปี พันปีผ่านไป ท่านกลับไปดู ภูเขายังคงเหมือนเดิม

        โศลกบทนี้ ชี้ให้รู้ว่าเราควรจะแสวงหาอุดมคติที่เป็นนิรันดร์ ภูเขาเป็นตัวแทนของความคงอยู่
นิรันดร์ เราต้องนำพาตัวเองให้ตั้งมั่นอยู่ในสัจธรรมชั่วกาลนาน ไม่เบื่อหน่าย ไม่ละทิ้ง ไม่ลุ่มหลง.