เนื้อหาสำคัญของโศลกบทนี้คือ อยากให้เรารู้จักยึดกุมโอกาส จับจังหวะเวลาให้ถูก 
อย่ารอให้เรื่องผ่านเลยไปแล้ว จึงค่อยวิ่งตามหา
 ดังคำที่ว่า ยามดอกไม้เบ่งบานจงรีบเด็ด 
อย่ารอเด็ดกิ่งเปล่ายามไร้ดอก

         การจะปฏิบัติธรรม ต้องตั้งใจปฏิบัติตอนที่อายุน้อย ร่างกายยังแข็งแรง อย่ารอจนความหนุ่ม
สาวผ่านเลยไป ความชราเข้าแทนที่ แล้วจะเอาแรงที่ไหนไปปฏิบัติธรรมเล่า

         กระตายน้อยนอนขวางกลางทางเก่า พญาอินทรีย์เล็งเห็นโฉบเฉี่ยวพลัน
         มีกระต่ายตัวหนึ่ง นอนอยู่กลางทางเดินเก่าๆ เจ้าพญาอินทรีย์เห็นเข้า รีบโฉบเฉี่ยวลงมา
ตะครุบตัวไปในบัดดล
         
         สุนัขล่าเนื้อตามติดขาดจิตปฏิภาณ ดอมดมมะฮอกกะนีเฉาไร้วี่แวว
         นกอินทรีย์ลงมือทันทีเมื่อมีโอกาส แต่เจ้าสุนัขล่าเนื้อผู้ขาดปฏิภาณไหวพริบ มัวแต่ชักช้า
ดอมดมตามกลิ่นกระต่ายอยู่แถวต้นมะฮอกกานีที่เดิมไม่ไปไหน มันจึงคว้าน้ำเหลว ช่างซื่อบื้อจริงๆ
         ผู้ปฏิบัติธรรมต้องรู้จักฉกฉวยโอกาส ลงมือปฏิบัติทันที อย่ารอให้โอกาสหลุดลอยไป จึงมา
นึกเสียใจภายหลัง

         ในคัมภีร์พระพุทธศาสนามีนิทานอุปมาอุปไมยว่า "พระราชาองค์หนี่ง มีเสนาบดีสองคน 
พระองค์โปรดเสนาบดี ก. มากกว่า ไม่ค่อยให้ความสำคัญกับเสนาบดี ข. เท่าใดนัก เสนาบดี ข.
มักคิดเสมอว่า ทำไมพระราชาไม่ชอบเรา เขาจึงแอบสำรวจตรวจค้น คอยจับสังเกตุจนในที่สุดก็รู้
ว่า ทุกครั้งที่พระราชาบ้วนพระเสมหะ พอเสมหะตกลงพื้น เสนาบดี ก. จะรีบเช็ดทันที พระราชาจึง
โปรดเขาด้วยเหตุประการฉะนี้ เสนาบดี ข. คิดในใจว่า ข้าก็ทำได้เช่นกัน ครั้นต่อมาเวลาที่เสนาบดี
ข. เห็นพระราชากำลังไอ เขาเพียงแค่คิดที่จะเช็ด แต่เสนาบดี ก. กลับลงมือเช็ดทันทีที่เสมหะตก
ลงพื้น 
         เสนาบดี ข. รู้สึกหงุดหงิดมาก เตือนตัวเองว่าจะต้องชิงทำก่อนให้ได้ ครั้งต่อมาเมื่อพระราชา
กำลังไอ เสนาบดี ข. รีบยื่นเท้าข้างหนึ่งออกไปอย่างรวดเร็ว คิดว่าจะเช็ดเสมหะของพระราชาให้
ทันกาล แต่พลาดเป้า เท้าข้างนั้นกลับฟาดถูกพระโอษฐ์ของพระราชา ทำให้พระทนต์ของพระราชา
หัก อย่างนี้เขาว่า ไม่รู้จักเล็งให้ชัด จับให้มั่น จึงไม่สบโอกาส พลาดเป้าหลุดมือไป

         โอกาสยังไม่สุกงอม รีบชิงลงมือ ย่อมไม่เหมาะ ไม่ว่าเรื่องอะไรก็ตาม ต้องกุมจังหวะโอกาส
ให้ดี ยามที่ควรทำ ต้องรีบลงมือทำ อย่าได้รีรอ นี่เป็นข้อสำคัญ...