เมามายหลับตื่นไม่คืนถิ่น
         ไม่ว่าจะกำลังหลับ กำลังฝัน หรือตื่นอยู่ ไม่ว่าเวลายืน เดิน นั่ง นอน ข้าก็ไม่กลับบ้าน ที่กล่าว
เช่นนี้เป็นการเปรียบเทียบความรู้สึกอิสระเสรีของนักบวช ที่ไม่ผูกมัดตัวเองอยู่กับบ้าน

         พเนจรหมอนหมิ่นในโลกกว้าง
         นักปฏิบัติเซนจะปล่อยตัวสบายๆ ไม่อนาทรร้อนใจ เดินทางข้ามน้ำข้ามภูเขา ท่องเที่ยว
เรื่อยไป

         ณ เบื้องหน้าองค์พระรั้งไม่อยู่
         เรียกให้เขาหยุดยั้งเพื่อการบรรลุเป็นพุทธะ เขาไม่ต้องการ นักปฏิบัติเซนต้องการเพียง
ตระหนักรู้ ต้องการอิสระเสรี ต้องการหลุดพ้น ไม่ต้องการสิ่งผูกมัดเกาะเกี่ยว จึงไม่ทิ้งร่องรอยไว้
ทุกแห่งที่ผ่านไป

         ค่ำมาค้างแรมดงหญ้าที่เคยคุ้น
         เมื่อราตรีมาเยือน นักปฏิบัติเซนจะนอนพักค้างแรมตามทุ่งหญ้าป่าไม้ พึงพอใจกับการขบฉัน
ที่เรียบง่าย จะเอาอะไรมาแลกก็ไม่ยอม นักปฏิบัติเซนบางคนสุขอยู่กับป่าเขา ลำธาร บริเวณสุสาน
คับแคบ

         มีศิษย์สาวกถามอาจารย์เซนเจ้าโจวว่า
         "ผู้มีคุณธรรมสูงส่งเช่นท่าน อีกร้อยปีให้หลัง ท่านจะได้ไปอยู่ที่ใด?"
         อาจารย์เจ้าโจว ตอบว่า "ข้าไปนรก" สานุศิษย์ฟังแล้วตกตะลึงถามว่า "คนที่ปฏิบัติธรรม มี
คุณธรรมสูงส่งเช่นท่าน ทำไมจึงลงนรกได้"
         อาจารย์เจ้าโจว ตอบยิ้มๆ ว่า "ถ้าข้าไม่ลงนรกแล้ว อนาคตใครจะเป็นผู้มาโปรดพวกเจ้า"
         แม้ว่าอาจารย์เซนจะไปลงนรก ก็เป็นไปแบบยินยอมพร้อมใจ ยินดีให้บริการแก่ปวงชน โดยไม่
รู้สึกอึดอัดขัดใจ

         เราจะเห็นทัศนะต่อชีวิตของนักปฏิบัติเซน อันสุดแสนสง่างามได้จากโศลกบทนี้ว่า
         "ไม่กลับบ้าน ไปสุดหล้าฟ้าเขียว รั้งไม่อยู่ ค้างแรมดงหญ้า"

         เป็นชีวิตที่ไม่เคร่งครัด ไม่มีพิธีรีตรอง อิสระเสรี ไม่ผูกมัดยึดโยง คือปฏิปทาการประพฤติ
พรหมจรรย์ของพระเซน

         บางครั้งเรามองบรรดาพระเซนทั้งหลายเหมือนไม่มีปณิธานอะไร ไม่มีจีวรดีๆ สวมใส่ ไม่มี
อาหารดีๆ ขบฉัน แต่อย่าได้วิตกแทนพวกท่านเลย จิตใจที่อิสระเสรี กว้างขวางสุดรอบขอบจักรวาล
ของพวกท่าน แม้แต่พุทธะท่านยังไม่พึงประสงค์จะเป็น แล้วยังจะมีอะไรคาใจท่านอีกเล่า...