ความเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติตลอดปี ๔ ฤดูกาล การหมุนเวียนเปลี่ยนแปลงของ
พระอาทิตย์ พระจันทร์ เป็นเรื่องปกติธรรมดาทั้งสิ้น เราต้องเรียนรู้เข้าใจชีวิตผ่านธรรมชาติ อย่า
แปลกแยกจากธรรมชาติ ต้องใช้จิตใจที่ตรงไปตรงมา เป็นปกติธรรมดา ไร้รูปนาม ไม่มีตัวเรา
ในการเปิดใจยอมรับสภาพที่เป็นอยู่

         ฤดูใบไม้ผลิไปปีใหม่เวียนมา ดอกไม้ป่าเบ่งบานกี่ครั้งครา
         ฤดูใบไม้ผลิหมดไปแล้ว ก็จะเวียนมาอีก เมื่อฤดูใบไม้ผลิเวียนมาถึง ดอกไม้ใบหญ้าเบิกบาน
เหมือนนักอักษรศาสตร์จีน จูจื้อชิง เขียนพรรณนาไว้ว่า
         "พวกนกห่านป่าบินไปแล้ว ยังมีวันบินกลับมาอีก ต้นหลิวเหี่ยวเฉาแล้ว ยังมีวันเขียวสดใสอีก
มนุษย์ผู้ชาญฉลาดเอ๋ย ทำไมกาลเวลาของเจ้าจึงไปแล้วไปลับไม่หวนกลับคืน"

         ใช่แล้ว ฤดูใบไม้ผลิผ่านไป ยังเวียนกลับมาอีก ดอกไม้ร่วงโรยแล้ว ต้นหญ้าเหี่ยวเฉาแล้ว 
พวกมันยังมีโอกาสได้กลับมาเบ่งบานสดใสอีก แต่ว่า ชีิวิตมนุษย์ไปแล้วไปลับไม่กลับคืนมา ทำไม
จึงเป็นเช่นนั้น

          ฟ้าสางมิใช่เพราะระฆังก้อง
          รุ่งอรุณฟ้าสว่าง มิใช่เพราะว่าเสียงดังกึกก้องของระฆังปลุกให้ท้องฟ้าสว่าง ถึงไม่เคาะระฆัง
ท้องฟ้ายังคงสว่างอยู่นั่นเอง ธรรมชาติเป็นเช่นนี้ ไม่ต้องร้องขอ หรือทำเพื่อใคร หรือเกิดจาก
ผลกระทบของใคร ไม่สนว่าคนประเภทไหน ไม่ว่าจะเป็น นาย ก. นาย ข. ไม่ว่าเป็นสัตว์ประเภทใด
จะเป็นช้างม้าวัวควาย ล้วนต้องเวียนว่ายอยู่ในคติ ๖ อันประกอบด้วย นรกคติ เปรตคติ เดียรัจฉาน
คติ อสุรกายคติ มนุษยคติ สวรรคคติ

         สิ่งสำคัญที่สุดคือ โพธิจิตไม่เปลี่ยน เหมือนฤดูใบไม้ผลิหมดไปแล้วหมุนเวียนกลับมาอีก 
ดอกไม้ร่วงโรยแล้วเบ่งบานอีก หากวันใดที่คุณสามารถฝ่าด่านธาตุ ๓ อันมี รูปธาตุ อรูปธาตุ และ
นิโรธธาตุ คือความดับทุกข์ได้ ค้นพบบ้านเดิมของตัวเอง ก็ไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในคติ ๖
นี้อีก
         ดังนั้น รุ่งอรุณฟ้าสาง ไม่ใช่เพราะเสียงระฆังเป็นเครื่องเตือน

         จันทร์กระจ่างหาใช่เพื่อนักเดินทาง
         ถึงแม้ไม่มีนักเดินทางยามราตรีกาล พระจันทร์ยังคงกระจ่างแจ้งอยู่เช่นกัน โพธิจิตของเราก็
เหมือนจันทร์เพ็ญ แม้ว่าไม่มีนักเดินทาง พระจันทร์ยังคงลอยเด่นเหนือท้องฟ้า ส่องสว่างอยู่เช่นนั้น
เราต้องเชื่อมั่นความไม่ตายของชีวิต...