อาจารย์เซนเหวยเจิ้ง ได้รับการเชื้อเชิญอย่างแข็งขัน จากขุนนางราชสำนักให้ไปพักที่จวน
เพื่อรับการอุปัฎฐากในสภาพที่ไม่อาจปฏิเสธได้ ท่านจึงจำต้องตอบรับ วันต่อมาท่านรู้สึกเสียใจ
จึงเขียนโศลกบทนี้ขึ้น ให้ศิษย์นำไปส่งให้ขุนนาง ความหมายในโศลกมีว่า
          แม้จะได้นัดหมายกันมั่นเหมาะแล้วว่าวันนี้จะไปบ้านท่าน แต่ว่าตอนออกจากที่พัก ยืนกุม
ไม้เท้าคิดทบทวนดูแล้วรู้สึกว่า ภิกษุควรอยู่ป่าลำธารพฤกษ์ ผู้ออกบวชสมควรจำพรรษาอยู่ในป่า
เขาริมธาร ยิ่งงานเลี้ยงบ้านราชครูดูไม่สม การปรากฏตัวในงานเลี้ยงขุนนางผู้ใหญ่ จึงเป็นที่
อโคจรไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง

          ผู้ออกบวชย่อมมีนิสัยของผู้ออกบวช อาทิ มีภิกษุปลีกวิเวกและภิกษุทางโลก แน่นอนว่า
ภิกษุทางโลกก็ต้องเข้าสู่สังคม เพื่อเผยแผ่อบรมยังประโยชน์สรรพสัตว์ ทำกิจกรรมต่างๆ ที่เป็น
การโปรดสัตว์ ไม่อาจแยกออกจากปวงชนได้

         แต่ก็มีภิกษุที่มีนิสัยชื่นชอบความสันโดษ นักบวชที่เคยชินกับการปฏิบัติธรรมในป่าลึก 
เรียกว่า ภิกษุปลีกวิเวก หรือชาวไทยเราเรียกว่า "พระป่า"

         พุทธศาสนามีคำกล่าวสองประโยคที่ว่า
         "คนที่มืดบอดไม่อาจดับสิ้นซึ่งความทุกข์ จิตไม่สงบไม่อาจปิดกุฏิเข้าฌานสมาบัติได้"

         ผู้ที่ไม่บรรลุธรรม ไม่ถึงที่สุดแห่งทุกข์แล้ว ไม่อาจอยู่คนเดียวเดี่ยวโดดในป่าเขาได้ ภิกษุผู้
ปลีกวิเวก ต้องปฏิบัติธรรมคนเดียวในป่าลึก เป็นเรื่องไม่ง่าย

         ส่วนภิกษุทางโลก เพื่อการเผยแผ่ยังประโยชน์สรรพสัตว์ ต้องถึงพร้อมด้วยความรู้ คุณธรรม
ความสามารถในการเผยแพร่ เป็นภาระหนักอึ้งที่แบกไว้บนบ่า ก็ไม่ง่ายอีกเช่นกัน

         อาจารย์เซนเหวยเจิ้งอยู่ในประเภทภิกษุปลีกวิเวก เหมือนไต้ซือฮุ่ยหยวนแห่งยุคจิ้น
ตะวันออก ท่า่นไม่เหยียบย่างออกจากเขาเป็นเวลา ๓๐ ปี ท่านราชครูฮุ่ยจง ๔๐ ปีไม่ออกจากวัด
ปฏิปทาการปลีกวิเวกของบูรพาจารย์ผู้ทรงคุณธรรมสมัยโบราณ เป็นที่หาได้ยากยิ่ง

         แต่ว่า พุทธศาสนาต้องโปรดสรรพสัตว์ให้ก้าวพ้นความทุกข์ จึงต้องแบกรับภาระหน้าที่การ
เผยแผ่ทางสังคม การเสียสละของภิกษุทางโลกยิ่งใหญ่นัก

         ดังนั้นการปฏิบัติต่อนักบวช ผู้ปฏิบัติธรรม ไม่ว่าจะเป็นภิกษุปลีกวิเวก หรือภิกษุทางโลกที่
เผยแผ่ยังประโยชน์สรรพสัตว์ สมควรที่จะให้ความเคารพโดยเสมอกัน เพียงแต่อุปนิสัยแต่ละท่าน
แตกต่างกันเท่านั้นเอง

         โศลกบทนี้เป็นการบรรยายปฏิปทาอันสูงส่งของผู้ออกบวชได้อย่างดียิ่ง...