ท่านกล่าวว่า ในโลกนี้มีสิ่งผูกมัดสารพัน อุปสรรคสารพัดเหมือนเดินไปบนถนนแต่ผ่านไป
ไม่ได้ ทำอะไรก็ไม่ได้ดีแล้วเราจะผ่าทางตันบนโลกนี้อย่างไรดี  ทำอย่างไรผู้ปฏิบัติธรรม
จึงฝ่าด่านแห่งความทุกข์ไปได้ 

          หมื่นฟุตผาสูงอิงฟ้าคราม โลกมนุษย์มีทาง ผ่านไม่ได้
ชีวิตคนเหมือนเดินอยู่ริมรอบขอบหน้าผาสูงหมื่นฟุต เอี้ยวมองเบื้องล่างสุดลึกไม่เห็นก้นเหว เหลียวมองเบื้องบน ท้องฟ้าสีครามไร้ขอบเขต เบื้องล่างเบื้องบนไร้ที่ยึดเหนี่ยว ชีวิตไม่มีทางออก เงินทองร้อยรัดพันธนาการดิ้นไม่หลุด ในภาวะความผิดถูกแยกแยะไม่ออก แม้แต่ทางกฎหมาย ความจริง ความยุติธรรม ก็ยังผกผันลางเลือน 

          เราต้องต่อสู้ทำศึกกับชีวิตตลอดเวลา หาความสงบสันติไม่ได้ คิดไม่ออกจริงๆ 
          ทำไมผู้คนต้องแก่งแย่งชิงดีกัน เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัว 
          อดไม่ได้ที่จะถามว่า จริงๆ แล้ว เสรีภาพดี หรืออัตตาธิปไตยดี จริงๆ แล้วประชาธิปไตยดี หรืออำนาจเผด็จการดี ที่สุดแล้วความสุขดี หรือความทุกข์ดี อันที่จริงแล้วฤดูใบไม้ผลิดีหรือว่า
ฤดูหนาวดี การให้ความเคารพให้เกียรติดี หรือความเคียดแค้นชิงชังดี มีคำถามมากมายอยากถามสวรรค์ 

         ทำไมต้องผูกมัดตัวเอง สู้กับตัวเอง ขัดขวางตัวเอง จริงๆ แล้วทุกหนทางมีทางออก แต่คน
ไปจำกัดมันเอง ไม่ยอมมุ่งไปข้างหน้า ไม่ยอมกลับหลังหัน ไม่ยอมเดินอ้อม มันจึงไปไม่ได้ จึงมี
คำกล่าวว่า จนใจแต้มเมฆใช่ขวางกั้น เมฆเพียงจุดเดียวเท่านั้น ไม่ได้ใหญ่โตจนสามารถปิดบัง
ขวางกั้นอะไรเลย 

          บางครั้ง สังคมประเทศชาติถูกเมฆดำ อันเกิดจากการกระทำของผู้คน ปกคลุมท้องฟ้า จึงไม่รู้แสงสว่างอยู่หนใด บางครั้ง การทำงาน การวางตัวในสังคม การปล่อยให้ความรักความสัมพันธ์ส่วนตัวผูกมัด จึงไม่รู้ว่าหนทางหลุดพ้นอยู่ที่ไหน 

          เราอดไม่ได้ที่จะถามว่า ชีวิตที่สมบูรณ์พูนสุขอยู่ที่ไหน ความสงบสุขสมานฉันท์ยัง
ประโยชน์กันและกันในสังคมอยู่ที่ไหน 

          เธอประสบความสำเร็จเพียงน้อยนิดก็ถูกคนอิจฉา ริษยา ขัดขวาง นำมาซึ่งความยุ่งยาก
นานา ถ้าพลิกผันเหิรร่อนสู่สายลม ปล่อยให้เป็นอิสรเสรีโลดแล่นไปตามเหตุปัจจัย นั่นจึงเป็นชีวิต
ที่มีคุณค่าอย่างแท้จริง....