เด็กชายคนหนึ่งชี้ไปที่หน้าภูเขา ถามปู่ว่า "ที่นาผืนนี้เป็นของใคร ทำไมไม่มีใครมาทำไร่ไถ
หว่านกันเลย"

         ปู่ตอบหลานว่า "ที่นาผืนนี้มีคนชอบมาก อยากได้ไว้เพาะปลูกทำนา มีการซื้อขายผ่านมา
หลายมือแล้ว ซื้อมาขายไปผลัดเปลี่ยนเจ้าของมิได้หยุดหย่อน ก็เลยไม่ได้ไถนาเพาะปลูกให้เกิด
ประโยชน์สักที"

         ในโลกแห่งมายานี้มีอะไรบ้างที่เป็นของเรา

         กี่หนผลัดมือซื้อมาและขายไป
         ถูกต้อง บ้านช่องท้องนาเป็นสมบัติของเรา แต่คุณขายให้ฉัน ฉันขายต่อให้เขา เขาก็ขายให้
คนอื่นอีก ขายไปขายมาที่สุดทรัพย์สินที่ดินเป็นของใครกันแน่ มันซื้อมาแล้วขายไปถูกผลัดมือ
เปลี่ยนเจ้าของเรื่อยไป

         ร่างกายเราก็เช่นกัน ปกติจะหวงแหนมันหนักหนาคอยใส่ใจบำรุงรักษา แต่ร้อยปีให้หลัง เนื้อ
หนังเน่าเปื่อย กระดูกผุพัง กายนั้นก็ไม่ใช่ของเราแล้ว แม้แต่ทะเลกว้างใหญ่ ผืนนาสุดลูกหูลูกตา
ทีสุดก็ไม่ใช่ของเรา
         ฉะนั้น การที่ท่านโลภมาก คิดเล็กคิดน้อย สุดท้ายคือความว่างเปล่า ไม่มีอะไรติดตัว

         คงแต่สนใผ่ยืนยงโต้สายลม 
         สิ่งสำคัญคือ ต้องคืนใจให้กลับสู่ธรรมชาติ สอดรับกับความว่าง ให้จิตใจของเราเป็นเหมือน
ต้นสน ที่ยืนต้นนับหมื่นปี ให้เหมือนต้นไผ่ที่ยืนยงอยู่คู่จันทร์กระจ่างกลางสายลม
         ถ้าทำเช่นนี้ได้ เราก็สามารถหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมะ และสัจธรรมได้ วันแห่งความ
สุขก็จะอยู่คู่กับเราตลอดไป

         โดยทั่วไป คนเรามักจะแสวงหาวัตถุมาเสพสุข ความจริงเราควรจะรู้ว่าภูเขายังมีมุมมีฉาก
น้ำยังมีขอบเขต คนหนึ่งคนต่อให้รวยสักเพียงใด ก็ไม่สามารถยืนยงคงอยู่เป็นร้อยปี "คฤหาสหลัง
ใหญ่ ยามนอนก็ไม่เกิน ๘ ฟุต นาดีหมื่นไร่ มื้อหนึ่งจะกินได้สักเท่าไร"

         ชีวิตที่อู้ฟู้ ความรุ่งโรจน์ในวันนี้ คือสายหมอกในวันพรุ่ง ความรัก ความใคร่ตรงหน้า จะผัน
เปลี่ยนโรยราไปตามกาล

         มีแสงสว่างอะไรบ้างที่ไม่เคยดับมอด มีความรักอะไรที่พันปีไม่มีหน่าย
         มนุษย์ตัวกระจิดริดกระจ้อยร่อย ควรคิดตรึกตรองให้ล้ำลึก...