เมื่อดอกไม้บานยามเช้า ดูสดใสสวยงามสีแดงบานสะพรั่งเต็มต้น ตกตอนเย็นร่วงโรยอับเฉา
ความงามไม่ปรากฏให้เห็นอีก เหลือทิ้งไว้แต่กิ่งก้านแห้งเหี่ยว
          เห็นดอกไม้เบ่งบานแล้วร่วงโรย ชวนให้เราตระหนักคิดถึงชีวิตที่ไม่เที่ยง แต่ความไม่เที่ยง
ของชีวิตใช่ว่าจะน่ากลัว เพราะมีความไม่เที่ยงจึงมีความก้าวหน้า

          ถ้าชีวิตเป็นสิ่งเที่ยง ปุถุชนอย่างเราก็จะต้องเป็นปุถุชนตลอดไป แต่เพราะมีความไม่เที่ยงอยู่
เราจึงมีโอกาสในการบรรลุธรรม จะว่าไปแล้วสำหรับมนุษย์ ความเป็นอนิจจังนี้เต็มไปด้วยความหวัง
หาใช่ความสิ้นหวังไม่

          ในอดีตเคยมีบัณฑิตผู้หนึ่ง เดินทางกลับบ้านเกิดในวันเชงเม้ง เพื่อไปสุสานเซ่นไหว้บรรพชน
บังเอิญพบกับสาวงามราวนางฟ้าในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง รู้สึกพึงพอใจมากแต่ไม่กล้าแสดงออกมา
ตรงๆ เชงเม้งปีถัดมา เขากลับบ้านเซ่นไหว้บรรพชนอีก หวังว่าจะได้พบสตรีสาวน้อยนางนั้นอีก
แต่ว่า หาอย่างไรก็ไม่พบ เพราะว่าความงามของเธอได้เสื่อมถอยไปเสียแล้ว บัณฑิตให้ถึงกลับ
สะท้อนใจถึงกับแต่งบทกลอนขึ้นว่า
          "หน้าธรณีวันนี้เมื่อปีกลาย           แก้มแดงเปล่งปลั่งล้อดอกท้อ
           โฉมงามวันนี้อันตรธานหาย          ดอกท้อคงแย้มพรายรับสายลม"


          เพราะฉะนั้น อย่ารอให้เฒ่าชราแล้วจึงมาสนใจศึกษา ธรรมะ หลุมศพไม่ได้มีไว้ฝังคนแก่
ยามอายุน้อยอย่านึกว่า ตัวเองยังเป็นเยาวชนสดใสแข็งแรง ทั้งหมดนี้ไม่เป็นสิ่งจีรังยั่งยืน พึ่งพิง
ไม่ได้

          ดั่งจะเปรียบมาลีเฉกเมืองแมน อันบุปผาแลมนุษย์เฉกเช่นกัน
          ถ้าเรานำดอกไม้นี้มาเปรียบกับชีวิต ดอกไม้กับทางโลกไม่ต่างกัน ดอกไม้ที่บานตอนเช้า
เย็นร่วงโรย เป็นปรากฏการณ์ของความไม่เที่ยง ชีวิตมีเกิดมีตายเป็นเรื่องปกติธรรมดา มนุษย์
และดอกไม้ก็เหมือนวัฏฏะ ไม่มีอะไรที่เป็นข้อยกเว้น ทุกสิ่งขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัย ดังคำที่ว่า
          "เหตุปัจจัยครบองค์ก็สำเร็จผล      เหตุปัจจัยสลายก็แตกดับ"
          เราจึงควรถนอมรักษาบุญวาสนาที่เรามีอยู่ในปัจจุบันนี่คือสิ่งสำคัญยิ่ง...