มนุษย์ทุกคนมีจิตวิญญาณเป็นของตัว มนุษย์มักจะให้ความสำคัญกับร่างกายของตนเอง ให้
การบำรุงหล่อเลี้ยงรักษาสุขภาพ เสริมแต่งความงาม ต้องอาบน้ำชำระร่างกาย ยังต้องดูแลเรื่อง
เสื้อผ้าที่พักอาศัยต่างๆ จิปาถะ ตลอดรวมไปถึงเรื่องความรัก ความรู้ แต่กลับละเลยมโนจิตที่อยู่
ในก้นบึ้งของหัวใจตนเอง ไม่มีการบำรุงหล่อเลี้ยงจิต ปล่อยให้จิตไปสร้างกรรมสร้างเวรตามอำเภอ
ใจ ท่านจึงเปรียบจิตเหมือนโจรเหมือนลิงค่าง จิตเป็นลิง ใจเป็นม้า

          จิตยังเหมือนพระราชาสามารถบัญชาสั่งการได้เหมือนกรุสมบัติ ที่สามารถบรรจุทรัพย์อันมี
ค่าได้ ความจริงจิตก็คือจิตเดิมแท้ จิตเดิมแท้เหมือนความว่าง คือกายเดิมของเรา ปรากฏการณ์
ทุกอย่างออกมาจากจิต เกิดจากใจ ไตรภูมิอยู่ที่จิต สรรพธรรมอยู่ที่จิต

          พระพุทธองค์ตรัสว่า จิตทั้งหมดทั้งปวง ก่อเกิดสรรพธรรมได้ ถ้าไม่มีจิตแล้วไซร้ จะมี
สรรพธรรมเพื่ออันใด

          จิตของเรา สูงสุดถึงบรรลุพุทธะได้ ต่ำสุดลงไปถึงนรกภูมิ เปรต เดรัจฉานได้ ต้องให้มัน
กลับสู่บ้านเกิดของตัวเอง ต้องรู้แจ้งจิตเดิมแท้ของตัวเอง

          จิตมโนวิญญาณคือพุทธะ ประเสริฐสุดทศทิศจักรวาล
          ไม่มีสิ่งใดทั้งสิบทิศในจักรวาลจะพิเศษเกินกว่าจิต ทุกคนมีจิต เป็นสิ่งล้ำค่าประเสริฐสุด
ในจักรวาล ถ้าไม่รู้จักดูแลใช้สอยให้ดี จะเป็นที่น่าเสียดาย

          ก่อเกิดทุกสภาวะน่าอัศจรรย์ สรรพสิ่งไม่ยิ่งเท่าจิตเดิมแท้
          ในโลกนี้ไม่ว่าจะเป็นภรรยา บุตรธิดา ไร่นา บ้านเรือน ทรัพย์สมบัติทั้งปวง ตลอดถึงชื่อเสียง
เกียรติยศ ทั้งหมดไม่ใช่ของตนเอง ที่เป็นของตัวเองคือ จิตดวงนี้เท่านั้น

          ชีวิตเมื่อเดินถึงวาระสุดท้าย อะไรก็เอาไปไม่ได้ นอกจากกรรมที่ติดตัวไป ผู้สร้างกุศลก็รับ
ผลบุญไป ใครที่ไม่ได้สร้างกุศลก็รับทุกข์ไป จิตจะเป็นผู้ตัดสินแทนเรา จิตซื่อสัตย์จริงแท้ที่สุด
          
          มีนิทานโกอานเรื่องหนึ่งเล่าว่า แม่ทัพเว่ยเข้ากราบนมัสการพระเถระเสวียนซาแล้วถามว่า 
"มีภาษิตกล่าวว่า ใช้อยู่ทุกเมื่อเชื่อวันกลับไม่รู้ หมายถึงอะไร" พระเถระเสวียนซาหยิบถั่วกำมือหนึ่ง
ส่งให้แม่ทัพเว่ยแล้วกล่าวว่า "ท่านแม่ทัพเชิญตามสบาย" แม่ทัพหยิบถั่วเข้าปากถามต่ออีกว่า 
"แล้วที่ว่าใช้อยู่ทุกวันยังไม่รู้ จริงๆ แล้วคืออะไร" พระท่านจึงตอบว่า "ก็เหมือนท่านที่กำลังตั้งใจกิน
ถั่วอยู่ตอนนี้ไง ใช้อยู่ทุกเมื่อเชื่อวันยังไม่รู้ตัว" จิตมนุษย์เราใช้มันอยู่ทุกวัน ท่านรู้บ้างหรือเปล่า