หยิบต้นกล้าปักดำเต็มท้องนา ก้มหน้าแลเห็นฟ้าใสใจกลางน้ำ
         เปรียบเหมือนชาวนากำลังปลูกข้าวดำนา ขณะที่ก้มหน้าปักต้นกล้าเขียวขจีลงเต็มท้องนาอยู่
นั้น มองเห็นท้องฟ้าลอยเด่นอยู่ในน้ำ ขณะเดียวกันก็เห็นตัวเองด้วย

         คนทั่วไปติดนิสัยชอบมองเห็นแต่ข้อด้อยของคนอื่น แต่มองไม่เห็นข้อบกพร่องของตัวเอง
ท้องฟ้าในน้ำเหมือนกระจกเงา สะท้อนบอกว่า คนเราควรรู้จักสำเหนียกตน หมั่นชำระล้างตนเอง
ให้จิตเดิมแท้ที่ใสสะอาดปรากฏออกมา

         อินทรีย์หกใสสะอาดคือทางธรรม
         ต้องไม่ปล่อยให้อินทรีย์ ๖ อันมี ตา จมูก หู ลิ้น กาย และใจของเราแปดเปื้อนกับอายตน
ภายนอก ๖ อันมีรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ธรรมารมณ์ รักษาจิตใจให้ใสสะอาดอยู่เสมอ นี่คือ
ธรรมะ คือการปฏิบัติธรรม เมื่ออินทรีย์ ๖ บริสุทธิ์สะอาด จึงจะบรรลุธรรม

         คำว่า "ถอยหลังแท้จริงคือการรุดหน้า" เป็นปรัชญาน่าขบคิด
         ลองคิดดูว่า ขณะที่ชาวนาปักดำต้นกล้าลงไป ขาก็ก้าวถอยหลังไป ถอยจนสุดปลายนา นา
แปลงนั้นจึงจะดำแล้วเสร็จ ซึ่งมองดูเผินๆ เหมือนถอยหลัง แต่จริงๆ แล้วรุกคืบไปข้างหน้า บางครั้ง
การยอมถอยไม่ได้แปลว่า ท้อแท้หมดหวังเสียทีเดียว ตรงกันข้ามกับเป็นการพลิกผันวิกฤตให้เป็น
โอกาส

         การคบคน ถ้าคอยคิดเล็กคิดน้อย คอยกีดกัน บ่อนทำลาย แล้วจะทำอะไรได้สำเร็จ สู้ต่าง
ถอยกันคนละก้าว เพื่อความสำเร็จที่ใหญ่กว่าไม่ดีหรือ

         ในอดีตเคยมีคนๆ หนึ่ง เกิดทะเลาะเบาะแว้งกับข้างบ้าน ด้วยเรื่องกำแพงบ้าน เขารู้สึกไม่
พอใจ จึงเขียนจดหมายถึงบิดาที่เป็นขุนนางในเมืองหลวง หวังว่าบิดาจะใช้อำนาจหน้าที่ราชการ
ยึดกำแพงกลับคืนมา บิดาเขาเป็นคนยุติธรรมมีเหตุผล ได้ส่งบทกลอนให้บุตรชายว่า 
         "หนังสือมาไกลหมื่นลี้ชี้กำแพง          ยอมถอยสามฟุตเป็นไรมี
          กำแพงหมื่นลี้วันนี้ยังยืนยง                ฉินซีฮ่องเต้วันวานหาคงไม่"


         ความขัดแย้งเพียงเพื่อกำแพงผืนเดียว น่าเศร้าใจ ยอมลดลาวาศอกลงหน่อยทุกอย่างก็จบ
เธอดูกำแพงเมืองจีนสิ ทุกวันนี้ยังคงตั้งตระหง่าน แต่จักรพรรดิจิ๋นซีผู้ยิ่งใหญ่ในยุคนั้นอยู่ที่ไหน 
         เธอมัวขัดแย้งแย่งชิงกับชาวบ้าน ร้อยปีผ่านไปมีอะไรเป็นของเธออีก ทุกสิ่งดับสลายมิกลาย
เป็นเถ้าธุลีไปแล้วหรือ 
         
         โศลกบทนี้ช่วยเตือนสติให้เราตระหนักรู้ว่า ทุกสิ่งในโลกนี้ล้วนว่างเปล่า จงทำจิตให้ปล่อย
วาง มองเรื่องราวปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคม ว่าเป็นเรื่องปกติธรรมดา มองตัวเราเป็นธรรมชาติ มอง
วัตถุเป็นธรรมชาติ มองใจเป็นธรรมชาติ มองคนเป็นธรรมชาติ ผู้คนในสังคมถ้าทำได้เช่นนี้ ก็ไม่
ต้องมีความขัดแย้ง ค่อนขอดอะไรกันอีก ทุกคนเพียงแต่คอยตรวจตราดูใจตนเองว่าใสสะอาดอยู่
หรือไม่ ไม่ต้องไปใส่ใจว่าใครเขาจะนินทาว่าร้าย เขาจะลอบแทงข้างหลังอย่างไรก็ปล่อยเขาไป..