อาจารย์เซนต้าเหมยฝ่าฉาง ออกบรรพชาเป็นสามเณรที่วัดอวี้ฉวน ตั้งแต่วัยเด็กท่านเริ่มสนใจ
ธรรมะฝ่ายเซนเป็นพิเศษ จึงไปศึกษาเซนกับอาจารย์หมาจู่เต้าอี ท่านถามอาจารย์ว่า "อย่างไรคือ
พุทธะ?"
 อาจารย์ตอบว่า "ใจคือพุทธะ" เมื่อท่านได้ฟังดังนั้น ก็ถึงซึ่งซาโตริ บรรลุธรรมในบัดดล 
ต่อมาได้ปลีกวิเวกไปปฏิบัติธรรมที่ภูเขาต้าเหมย

         มีพระภิกษุรูปหนึ่งภายใต้การอุปัฏฐากของราชครูฉีอัน สมัยราชวงศ์ถัง ครั้งหนึ่งได้เดินหลง
ทางในป่าเขา บังเอิญพบกับอาจารย์เซนต้าเหมยฝ่าฉาง พระรูปนี้รู้สึกประหลาดใจมากว่า ในป่าเขา
ที่ห่างไกลบ้านเรือนเช่นนี้ ยังมีนักบวชมาปลีกวิเวกอยู่ จึงถามว่า "ท่านอยู่ที่นี่มานานเท่าใดแล้ว"
ท่านต้าเหมยฝ่าฉางตอบว่า "ตั้งแต่รอบๆ ป่านี้มีสีเขียว แล้วเหลืองอีก" พระถามอีกว่า "ทางลงเขา
ไปทางทิศใด" ท่านตอบว่า "ตามน้ำไป"

         หลังจากลงเขากลับไปยังจวนของราชครู ฉีอันได้นำเรื่องนี้เล่าให้ราชครูฟัง ราชครูกล่าวว่า
"สมัยที่อยู่มณฑลเจียงซี ข้าพเจ้าเคยพบนักบวชรูปหนึ่ง ต่อมาก็ไม่มีข่าวคราวจากท่าน ไม่รู้ว่าจะ
ใช่คนเดียวกับที่ท่านพบหรือเปล่า ข้าอยากให้ท่านช่วยไปนิมนต์ท่านลงจากเขามารับการอุปัฎฐาก
จากข้า พระรูปนั้นจึงกลับขึ้นเขาไป อาราธนาท่านต้าเหมยฝ่าฉาง แต่ท่านปฏิเสธโดยมอบโศลก
บทนี้มาแทน

         จีวรใยบัวนุ่งห่มไม่หมดสิ้น อาหารจากเมล็ดสนมีล้นเหลือ
         ใจความของโศลกบทนี้มีว่า ใบบัวในสระน้ำมีมาก มีมากพอให้ท่านนำมาทำจีวรสวมใส่
ใช้ได้ไม่หมดสิ้น เมล็ดของต้นสนในป่าเขานี้มีเหลือเฟือ นำมาเป็นอาหารเพียงพอเกินกว่าจะฉัน
ได้หมด

         แหล่งพำนักถูกล่วงรู้สู่ชาวโลก จำต้องโยกย้ายหนีเข้าป่าลึก
         เมื่อแหล่งพักพิงถูกชาวโลกล่วงรู้ ผู้คนมาเยี่ยมเยือนมากเกินไป รบกวนการเจริญสมาธิ ไม่
เป็นที่สัปปายะสำหรับชีวิตผู้ปฏิบัติธรรมเสียแล้ว เมื่อเป็นเช่นนี้จึงจำต้องย้ายที่พำนักให้ลึกไกล
เข้าไปอีก

         การที่อาจารย์เซนต้าเหมยฝ่าฉาง สามารถบำเพ็ญตน อีกทั้งโปรดผู้อื่นด้วย สามารถอยู่ใน
แหล่งชุมชนได้ และปลีกวิเวกเข้าไปอยู่ในป่าลึกไร้ผู้คนได้ด้วย ไม่ว่าทางโลกจะเปลี่ยนแปลงไป
อย่างไร ท่านยังมั่นคงมี จิตคือพุทธะ พุทธะคือจิต ท่านมีความเชื่อมั่นเป็นดังนี้ หนักแน่นเคารพ
ตนเอง นับเป็นอาจารย์เซนแบบอย่างแห่งยุค...