ในโลกที่สับสนวุ่นวายนี้ ถ้าเรามัวถือเป็นสาะจริงจัง กับสิ่งถูกผิด ดำขาว ตัวเขาตัวเรา ชีวิต
คงมีแต่ความขัดแย้ง ยุ่งเหยิง ถ้าเรารู้จักปล่อยวางเสียบ้าง เห็นคล้อยตามบ้าง ตามตัวเป็นเหมือน
กระเป๋า เมื่อจะใช้ก็หิ้วขึ้นมา เวลาไม่ใช้ก็วางลงไป ถ้าถือไว้ตลอดเวลาไม่ยอมวาง เรามิต้อง
เหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าแย่หรือ ซึ่งพอถึงเวลาจะต้องหิ้วจริงๆ กลับหมดแรงยกไม่ขึ้นเสียแล้ว ไม่
สะดวกคล่องตัวเลย

         ไม่แสวงหาชื่อเสียง ความมั่งมี
         โศลกบทนี้ต้องการเตือนเราว่า ไม่แสวงหาความสุขสบาย ความรุ่งโรจน์ ความสำเร็จเฉพาะ
ตน แต่ควรแสวงหาความยิ่งใหญ่ ความดี ความรุ่งโรจน์ให้กับประเทศชาติสังคม ทำอย่างไรจึงจะ
ทำให้คิดถึงแต่ส่วนรวม ไม่เห็นแก่ตัวได้

         คติพจน์ประจำใจของชาวโฝวกวงซัน คือ ความรุ่งโรจน์มอบแด่พระพุทธองค์ ความสำเร็จ
เป็นของส่วนรวม ผลประโยชน์คืนสู่ต้นสังกัด นี่คือคุณธรรมของความไม่เห็นแก่ตัว

         ขอเพียงนำพาชีวีข้ามพ้นฝั่ง
         เราอย่าคำนึงถึงแต่ผลได้ผลเสียของตนเอง ควรนึกถึงสังคมประเทศชาติให้มาก สร้างบุญ
กุศลต่อปวงชน ไม่ปฏิเสธความเหน็ดเหนื่อยในการให้บริการ หมั่นผูกบุญสัมพันธ์ให้กว้างไกล

         สังขารมายาอยู่ได้สักกี่สิบ อย่าหลงมืดมิดกับสิ่งไร้สาระ
         ลองคิดดูซิว่า ชีวิตคนอยู่ได้ก็ไม่เกินร้อยปี ทำไมต้องปล่อยให้เมฆหมอกความมืดบดบัง
สายตาเรา ปล่อยชีวิตจมปลักอยู่กับอวิชชา อยู่กับความทุกข์ อยู่กับกิเลสตัณหา

         ดังที่อาจารย์เซนอู๋เหมินหุ้ยไคเขียนโศลกบทหนึ่งไว้ว่า
         ร้อยบุปผาพระจันทร์เด่น ดอกไม้ผลิแล้วร่วงโรย
         ลมคิมหันต์โชย หิมะพราวคราวเหมันต์
         แม้นไม่มีสิ่งไร้สาระเกาะเกี่ยวจิต
         นับเป็นช่วงเวลาดีแห่งชีวิต


         อย่าปล่อยให้เรื่องส่วนตัว เรื่องหยุมๆ หยิมๆ เล็กๆ น้อยๆ รบกวนจิตใจ แต่ควรกระตือรือร้น
ในเรื่องโปรดสรรพสัตว์ให้ข้ามพ้นฝั่ง ต่องานบริการสังคมควรสนับสนุน เช่นการสร้างถนน ซ่อม
สะพาน ได้บุญกุศลสุดประมาณ การสงเคราะห์ช่วยเหลือผู้ยากไร้ คือความงามของผู้เจริญ
         การมีชีวิตบนโลกใบนี้ ไม่ว่าจะเกียจคร้าน ก็ไม่กี่สิบปี จะเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัว ก็ไม่กี่สิบปี
แล้วเหตุใดเราจึงไม่กระตือรือร้น ทำอะไรให้กับประเทศชาติสังคมมากอีกนิด สร้างความสุข 
ความรักใคร่ สมัครสมานฉันท์แก่สังคมมากอีกหน่อย..