ท่านจินเฉียวเจวี๋ย คือนิรมานกายของพระกษิติครรภโพธิสัตว์ ก่อนเสด็จออกผนวช พระองค์
เป็นราชโอรสของประเทศเกาหลี ขณะที่บำเพ็ญอยู่ในเขาจิ่วหัว มีศิษย์สามเณรรูปหนึ่งคอย
อุปัฎฐากรับใช้ เมื่อพำนักอยู่บนเขาเป็นเวลาเนิ่นนาน จึงรู้สึกเงียบเหงา อยากกลับไปอยู่ในหมู่บ้าน
ที่คึกคักมีชีวิตชีวากว่า แต่ก็อาลัยไม่อยากจากอาจารย์ เมื่อพระกษิติครรภโพธิสัตว์พาเขาส่งลง
จากเขาไป จึงได้แต่งโศลกบทนี้เป็นเครื่องเตือนสติ

          วัดวาวังเวงคิดถึงบ้าน 
          ชีวิตในวัดดำเนินไปอย่างเรียบง่าย จำเจ ไม่มีชีวิตชีวา ไม่อบอุ่น ไม่คึกคัก ไม่ได้อยู่ดีกินดี
ช่างเงียบเหงานัก ไม่แปลกใจที่สามเณรน้อยจะคิดถึงบ้าน

          ขอลาจิ่วหัวที่เหนือเมฆ
          อำลาวัดที่ตั้งอยู่บนดอยสูงเสียดฟ้าของภูเขาจิ่วหัว

          อยากเล่นขี่ม้าก้านกล้วย คร้านจะก่อกองทรายค่อยเป็นไป
          เจ้าอยากกลับบ้านไปเล่นขี่ม้าก้านกล้วยเช่นเด็กๆ ทั่วไป ไม่อยากอยู่วัด ก่อกองทราย
ปฏิบัติธรรม แบบค่อยเป็นค่อยเติบใหญ่ไป ก็ไม่ว่าอะไร

          อย่าคิดชอบจันทร์ในขวดน้ำ 
          แต่เจ้าควรจะรู้ว่า เมื่อกลับไปสู่โลกภายนอกแล้ว การต่อสู้ดิ้นรนในชีวิตที่แวดล้อมด้วย
กิเลสตัณหานั้น เหมือนเอาขวดรินน้ำจากก้นลำธาร อย่าคิดว่าพระจันทร์ที่สะท้อนอยู่ในขวด
จะสวยงามน่ารัก เพราะนั่นเป็นมายาภาพลวงตา ไม่ใช่ของจริง

          แลชมบุปผามาลีในแจกัน
           แล้วก็อย่าคิดว่าดอกไม้ในแจกันนั้นสวยที่สุด เพราะมันสวยเพียงชั่วขณะหนึ่งเท่านั้น
พริบตาผ่านไปมันก็เหี่ยวเฉา โรยรา ไม่จีรังยั่งยืนเลย

          จงไปดีอย่าฟูมฟายน้ำตาหลั่ง
          วันนี้เจ้าจงลงเขาไปอย่างแช่มชื่น อย่าร่ำไห้ฟูมฟาย อย่าอาลัยอาวรณ์ และอย่าวิตกกังวลใจ

          อาจารย์เจ้ามีเมฆหมอกอยู่เป็นเพื่อน
          เจ้าจงรู้ว่าในวัดบนเขา ยังมีม่านเมฆและสายหมอกคอยอยู่เป็นเพื่อนข้า ทุกสิ่งที่นี่เป็นเพื่อน
ข้า ข้าไม่รู้สึกเหงาสักนิด ทุกสิ่งในชีวิตล้วนว่างเปล่า แต่เรากลับยืนยงคงฟ้าอยู่ในพุทธธรรม...