ไป๋จวีอี้ได้เขียนกวีโศลกบทนี้ขึ้น หลังจากที่ได้ศึกษาพุทธศาสนา

          ขอถามเรื่องทุกข์ แลความว่าง
          ประตูแห่งความว่าง หมายถึง พุทธศาสนา ความว่างนี้ มิได้หมายความว่ามองเห็นทุกสิ่ง
ว่างเปล่า ไม่มีอะไรเลย แต่ว่างในที่นี้ หมายถึง สูญญตา ในความว่างมีสรรพสิ่ง สามารถบรรจุทุกสิ่ง
ทุกอย่างได้ พุทธศาสนามีความรู้ความเข้าใจในเรื่องความทุกข์ และความว่างได้ลึกซึ้งที่สุด
          ถ้ามาถามเรื่องทุกข์เรื่องว่างกับคนในวัด ท่านว่าถามถูกคนแล้ว ในโลกนี้มีทุกข์สารพัน เช่น
ทุกข์ทางกายทุกข์ทางใจ ทุกข์ที่เข้ากับคนอื่นไม่ได้ ทุกข์ที่คุณภาพสิ่งของไม่สมราคา อยากได้
แต่ไม่ได้ก็เป็นทุกข์ภายในจิตใจ ถูกความโลภ โกรธ หลง ควบคุมสั่งการก็เป็นทุกข์ ทุกข์หนัก
ท่วมท้น ทุกข์ไม่ที่สิ้นสุดจริงๆ.

          ไป๋จวีอี้ อยากจะทำความเข้าใจกับความทุกข์ความว่างในชีวิตให้มากขึ้นอีกสักหน่อย จึง
ตั้งใจเข้าหาพุทธศาสนา เข้าหาพระเซนเพื่อขอความกระจ่าง

          "ความว่าง" คือสัมมาทิฐิ คือความเห็นชอบ เป็นเหตุปัจจัย เป็นปัญญา เป็นสัจธรรม ความ
ว่างก็มีเบื้องหลัง มีเนื้อหาของความว่าง ความว่างเป็นสิ่งสร้างสรรค์ เพราะความว่างคือรูป มี
ความว่างจึงมีความมีอยู่ มีความว่างจึงมีสรรพสิ่ง สรรพสิ่งก็คือความว่าง

          อีกเรื่องฌานสมาธิจากครูเซน
          เมื่อมาวัดแล้ว เข้ากราบนมัสการขอความรู้จากพระอาจารย์เซนถึงเรื่องจิต เรื่องการปฏิบัติ
สมาธิเซนในชีวิตประจำวัน

          ฤาความฝันนั้นคือชีวิตจริง ฤาไซร้ชีวิตจริงในความฝัน
          ชีวิตเหมือนความฝัน แต่หารู้ไม่ว่าชีวิตดำเนินไปท่ามกลางความฝัน ถ้าคุณรู้ว่าชีวิตเหมือน
ความฝัน ในเมื่อเป็นความฝัน แล้วคุณยังจะไปยื้อแย่งว่าเป็นตัวกูของกูทำไม? เมื่อเข้าใจเช่นนั้น
คุณก็จะไม่ไปถือสาหาความ ไม่โทษเขาโทษเราอีกต่อไป.

          คนที่วิตกจริตน้อยย่อมไม่ค่อยฝัน ถ้าเราสามารถมองให้ขาด มองให้รู้แจ้งแทงตลอด เวลา
ฝันเห็นนรกหรือสวรรค์ เห็นเขาเห็นเรา เห็นเรื่องราวทุกสิ่งเหมือนจริง แต่ยามที่เรามีสติรู้สึกรู้ตัว
ทั้งพร้อม จะเห็นความว่างที่ไร้ขอบเขต ไม่ว่าเธอ ไม่ว่าฉัน ไม่ใช่คู่กรณี ไม่แบ่งกาละและเทศะ
สมดังที่ว่า "ในความฝันใครตื่นก่อน ในชีวิตจริงข้ารู้ตัวดี"