พระอาจารย์เซนเนี่ยนอาน ปกติท่านเป็นพระที่สมถะ สุขกับสิ่งที่มี เย็นใจกับสิ่งที่เป็น 

ข้าถัง..เงินพัน ข้าไม่ขอรับ 
ผู้มีศรัทธาถวายปัจจัยไทยทาน ท่านไม่รับทั้งสิ้น ที่มีใช้อยู่ก็จำกัด
จำเขี่ยมาก

สิบสามปีหวนคืนภูมิลำเนา 
ท่านศึกษาปฏิบัติเซนมาแล้วสิบสามปี จึงได้กลับไปเยี่ยมบ้านเกิด 
เมื่อกลับบ้านเยี่ยมญาติ เกิดมีความคิดเห็นว่า ลูกหลานย่อมมีบุญวาสนาของลูกหลาน อย่าได้เป็น
วัวเป็นม้าให้ลูกหลาน ท่านมองว่ากับลูกหลานไม่จำเป็นต้องรักจนลุ่มหลง แต่ควรสั่งสมบุญบารมี
ให้ลูกหลาน ดีกว่าทิ้งมรดกให้ ดังคำที่ว่า "บ้านที่สั่งสมบุญกุศล ย่อมมีความรื่นเริงคงอยู่ บ้านที่ไม่
สั่งสมบุญกุศล ย่อมมีภัยค้างคา"


                พ่อแม่สมัยนี้กตัญญูต่อลูกๆ มาก แต่ลูกๆ กตัญญูต่อพ่อแม่น้อยลง ดังคำท่านว่า "จำได้
ว่าสมัยนั้นข้าเลี้ยงลูก ตอนนี้ลูกข้าก็เลี้ยงหลาน ลูกข้าปล่อยข้าหิวก็ให้หิวไป อย่าให้หลานข้า
ปล่อยลูกข้าหิวเป็นใช้ได้"

                
               โศลกบทนี้พูดถึงความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่ลูกหลาน ได้ชัดเจนแจ่มแจ้ง พูดถึงสมัย
ที่ตนเองลำบากลำบนเลี้ยงลูกให้เติบใหญ่ มาวันนี้ลูกตัวเอง กำลังเลี้ยงดูลูกของลูก ลูกข้า
ปล่อยให้ข้าหิวโซได้ ข้าไม่ว่า ขออย่างเดียวอย่าให้หลานข้าปล่อยให้ลูกข้าหิวโซก็แล้วกัน
จิตใจคนเป็นพ่อแม่ที่รักและห่วงใยลูกตราบจนชีวีจะหาไม่ นี่คือหัวอกของคนเป็นพ่อแม่
               พ่อแม่สมัยนี้ควรทำอย่างไรกับลูกๆ ดี ทางที่ดีควรสั่งสมบุญบารมีให้เขา ดีกว่าสั่งสม
ทรัพย์ ปล่อยให้ลูกๆ ได้มีโอกาสสร้างอนาคตตามอุดมการณ์ของเขา ตามความสามารถของเขา
อย่าไปชี้นิ้วบงการ ให้ลูกทำอย่างนั้นให้ลูกทำอย่างนี้ อย่าบังคับกะเกณฑ์ให้ลูกต้องเติบโตตาม
กรอบที่ตัวเองกำหนด

               ลูกหลานย่อมมีวาสนาของตน อย่าเป็นวัวเป็นม้าให้ลูกหลาน

                ลูกหลานย่อมมีบุญวาสนาของลูกหลาน เราไม่จำเป็นต้องไปวิตกกังวลแทนลูกหลาน
ให้มากเกินไป ปล่อยให้พวกเขาพัฒนาไปตามธรรมชาติ สร้างอนาคตที่ดีงามตามแบบของเขา
ด้วยตัวของเขาเอง...