“ในชีวิตอาตมา  ที่มีความสุขที่สุดคือการเป็นพระ
ปรารถนาขอให้ชาติหน้า   ได้กลับมาเป็นพระอีก   และทุกภพทุกชาติอาตมาก็จะ 
เป็นพระตลอดไป”
การออกบวชเป็นภาระหน้าที่ของผู้ชาย   ไม่ใช่นักรบเสนาบดีจะทำได้
ตั้งจิตปรารถนาเมื่อได้กลับมาอีก   ก็ไม่รู้สึกผิดหวังเสียใจ 


           เคยมีคนถามท่านเจ้าพระคุณว่า   “ลักษณะแท้จริงของชีวิตในโลกมนุษย์เป็นเช่นไร ?”   ท่านตอบว่า
อย่างนี้   “ชีวิต   ครึ่งหนึ่งเป็นโลกของพุทธะ   ครึ่งหนึ่งเป็นโลกของมาร   ครึ่งหนึ่งเป็นชีวิตที่มุ่งไปข้างหน้า   
ครึ่งหนึ่งเป็นชีวิตที่ถอยหลัง   “ผ่านชีวิตมา 70 หนาว   ชีวิตของตัวท่านเอง   เป็นเพราะยึดถือหลักการ “ครึ่ง
หนึ่งครึ่งหนึ่ง” นี้เอง   จึงได้ “สุดแต่ใจสบายกาย   สุขที่ได้พบ   ยินดีที่ได้ทำ   มีชีวิตตามวาสนา”

รักในทางธรรมรักในทางโลกเข้มข้นพอเหมาะลงตัว
แม้ว่าตัวจะโดดออกจากการประกอบสัมมาอาชีพ  เป็นผู้ออกบวชที่แยกออกจากสามโลกแล้ว  แต่
เนื่องจากยังคงเดินอยู่ในโลกใบนี้   วงการภายนอกอาจจะรู้สึกเหมือนคุ้นเคยกับท่าน   แต่แล้วก็รู้สึกฉงนสนเท่ห์
ในบางเวลา   โดยเฉพาะความอยากรู้อยากเห็นในเรื่องชีวิตประจำของท่าน   ความรู้สึกของท่านที่มีต่อทางโลก
เป็นต้น   พิจารณาโดยรวม ตั้งแต่วัยหนุ่มจนถึงปัจจุบัน  เกี่ยวกับความรักความผูกพันในชีวิตนี้ของท่านเจ้า
พระคุณ   ระหว่างความรักในทางธรรมกับความรักในทางโลก    ท่านสามารถหยิบขึ้นจับวางได้อย่างลงตัว   
ความเข้มข้นจืดจางพอเหมาะพอควร
แม้จะมีข้อผิดพลาดบ้าง   แต่ก็ให้อภัยได้  ในสมัยที่เพิ่งออกบวชใหม่ๆเด็กหนุ่มวัยสิบกว่าขวบ  ย่อมยังมี
ความคิดถึงมารดา   เป็นห่วงพี่น้อง   คิดถึงบ้านเกิด   แต่เมื่อได้ออกบวชแล้ว   ในคณะสงฆ์มีวินัยที่เคร่งครัด   
อาจารย์คาดหวังในตัวลูกศิษย์ที่มีอยู่เพียงคนเดียวนี้สูง   ไม่ยอมให้เขากลับบ้านบ่อยนัก   นี่เป็นครั้งแรกที่ทำให้
ท่านเข้าใจว่าควรจะใช้จิตใจของศาสนาอย่างไรในการยกระดับคุณภาพจิตใจของตนเอง  หลังจากนั้น แผ่นดิน
ใหญ่เกิดการเปลี่ยนแปลง  ก่อนจากไปด้วยเวลาที่กระชั้นชิด   ท่านไม่มีเวลาได้กลับไปกราบลาญาติที่บ้านเกิด   
กลับเลือกไปที่วัดซีเสียกราบเรียนอาจารย์เรื่องการตัดสินใจไปเผยแผ่ธรรมที่ไต้หวัน   ทำให้ตลอดเวลา 40 ปี   
ทางบ้านไม่รู้เลยว่าท่านเร่ร่อนไปอยู่ที่ใด
หลังจากมาไต้หวัน   ด้านหนึ่งยึดเอาอุดมการณ์ที่จะได้ประกอบกิจของสงฆ์……เอาการถวายชีวิตเพื่อ
พระธรรมมาเป็นเครื่องช่วยปัดเป่าความรู้สึกห่วงหาอาทรที่มีอยู่ในใจ   อีกด้านหนึ่งในยามราตรีที่สงบจากผู้คน   
อดไม่ได้ที่จะคิดถึงมารดาผู้สูงวัยและญาติพี่น้องที่บ้านเกิดแดนไกล   หลายปีก่อนหลังจากเดินเลี้ยวลดคดเคี้ยว
กระทั่งติดต่อกับทางบ้านได้   ซึ่งก็เหมือนนักพเนจรทั้งหลายที่มีความรู้สึกไร้ญาติขาดมิตรมา 40 ปี   ท่านจึง
พยายามให้ความช่วยเหลือพี่น้องญาติมิตรกว่าร้อยชีวิต   โดยเฉพาะกับมารดาวัย 90 ปี   พยายามทำทุกอย่าง
ที่จะให้ท่านสุขใจ   มีอยู่ปีหนึ่ง   รับมารดามาพักที่โฝกวงซันช่วงสั้นๆ   มารดาชี้ไปยังมวลชนนับพันคน  ถาม
อย่างไม่อยากจะเชื่อว่า “ท่านเป็นคนสอนสั่งพวกเขาทั้งหมดหรือ ?”   “ใช่แล้ว   แต่มีแต่ท่านเท่านั้นที่สอนสั่ง
อาตมา”   เกือบสองปีมานี้ ในวันเกิดของมารดา  ท่านจะต้องหาโอกาสกลับบ้านไปอวยพรวันเกิดเพื่อแสดง
ความกตัญญู      ที่อาศรมอวี่ฮวาในหนานจิง   พระเถระผู้ใหญ่ผู้ที่โดยปกติจะเคร่งขรึมเป็นสง่า   กลับกลายเป็น
เพียงลูกชายชาวบ้านธรรมดาคนหนึ่ง   ที่คอยป้อนข้าวพัดวีโบกไล่ความร้อนให้มารดา   นั่งอยู่ข้างเตียงเป็น
เพื่อนพูดคุยเรื่องราวในอดีต   พระเถระผู้ซึ่งเวลาบรรยายมีคนนับพันแย่งกันเข้าฟังคนนั้น   ยามอยู่ต่อหน้า
มารดากลับเป็นได้เพียงผู้ฟังที่ซื่อสัตย์คนหนึ่ง
ต้นไม้อยากนิ่งแต่ลมไม่ยอมหยุดพัด   บุตรอยากเลี้ยงแต่ญาติไม่อยู่   แม้ว่าท่านยังมีโอกาสแสดงความ
กตัญญูเลี้ยงดูมารดา   แต่กับอาจารย์พระเดชพระคุณจื้อไค    ให้รู้สึกเสียดายที่ไม่มีโอกาส   ตอนเยาว์วัยไม่
เข้าใจว่าทำไมอาจารย์จึงเข้มงวดกับตนเองนัก   จนกระทั่งเติบใหญ่   จึงค่อยๆเข้าใจในความรักอันลึกซึ้งของ
อาจารย์ผู้มีพระคุณ   น่าเสียดายที่พระเดชพระคุณจื้อไคได้มรณภาพ   เพราะถูกบีบบังคับทำร้ายในช่วงการ
ปฏิวัติวัฒนธรรมเมื่อ 5 ปีก่อน   ท่านเจ้าพระคุณได้กลับไปกราบคารวะสถูปของอาจารย์ที่วัดซีเสีย   ต้องร่ำไห้
ด้วยความรู้สึกเศร้าโศกด้วยไม่อาจอดกลั้นได้   หลายปีมานี้ถ้ามีโอกาสกลับแผ่นดินใหญ่ ท่านไม่ลืมที่จะไป
สวดมนต์ที่สุสานบ้านเกิดอาจารย์ด้วย

น้ำหนึ่งหยดที่ได้รับ   เอาตาน้ำทดแทนคุณ
การมองว่าเลือดเข้มข้นกว่าน้ำ   ความผูกพันต่อมารดา   การระลึกถึงพระคุณอาจารย์เป็นสิ่งสมควร
กระทำ   ในชีวิตท่านเจ้าพระคุณต่อผู้ที่เคยช่วยเหลือท่าน   เคยสนับสนุนค้ำจุนท่าน   ท่านจำฝังแน่นไว้
ในใจ  และจะเอาตาน้ำทดแทนคุณในน้ำหนึ่งหยดที่คนเขาให้มา
ปี ค.ศ.1947   หลังจากจบการศึกษาจากวิทยาลัยสงฆ์เจียวซัน  เคยรับตำแหน่งครูใหญ่ที่โรงเรียน
ประถมไป๋ถ่า   ขณะนั้นอยู่ในภาวะบ้านเมืองระส่ำระสาย  โจรผู้ร้าย  กองทัพที่ 8   กองจรยุทธ์มักจะวนเวียน
อยู่บริเวณใกล้เคียง   การฆ่าคนชิงทรัพย์เกิดขึ้นไม่เว้นแต่ละวัน  ภายใต้สภาพอกสั่นขวัญแขวน  ในฐานะ
ครูใหญ่อย่างท่านเจ้าพระคุณ  จำต้องพาบรรดาครูน้อยหลบไปซ่อนตัวในที่ค่อนข้างรกร้างผู้คนชั่วคราว   
ตอนนั้นมีภารโรงคนหนึ่งยอมเสี่ยงตายส่งข้าวปลาอาหารให้พวกท่านทุกวัน   น้ำใจที่ให้ในยามตกยากนี้   
หลายสิบปีมานี้ท่านไม่เคยลืมเลย   ห้าปีก่อน  เมื่อท่านเจ้าพระคุณกลับบ้านเกิดเป็นครั้งแรก   รีบฝากคน
ไปถามหาที่อยู่ของภารโรงท่านนี้  เมื่อได้ข่าวแล้ว   แม้ว่าขณะนั้นฝนได้เทกระหน่ำลงมาอย่างหนัก   
ท่านยังคงเดินทางไปเยี่ยมลูกชายของภารโรงท่านนั้นด้วยตนเอง   มอบค่าใช้จ่ายให้ก้อนหนึ่ง   พร้อมถาม
ไถ่สารทุกข์สุขดิบอย่างกันเอง   หลังเหตุการณ์นั้น  ท่านผู้เป็นอาจารย์ได้เปิดเผยความในใจกับลูกศิษย์ว่า   
“ภารโรงท่านนั้นแม้ว่าจะเสียชีวิตไปแล้ว   แต่ว่าลูกเขายังอยู่   ฉันมีความซาบซึ้งใจต่อเขา   จึงต้องดูแล
ลูกหลานของเขาให้ดี”
ผู้อาวุโสอีกท่านหนึ่งที่ทำให้ท่านเจ้าพระคุณระลึกนึกถึงตลอดชีวิต   คือท่านผู้หญิงซุนจางชิงหยัง
ภรรยาท่านแม่ทัพซุนลี่เหยิน   หวนคิดถึงอดีตที่ท่านมาไต้หวันตัวคนเดียวเดี่ยวโดด   จนกระทั่งตั้งสำนัก
เผยแผ่ธรรม   ท่านผู้หญิงซุนซึ่งเป็นพุทธมามกะที่เคร่งครัด   ได้ให้ความช่วยเหลือสนับสนุนอย่างเต็ม
กำลังมาตลอด   ให้ความสนิทสนมเสมือนท่านเป็นลูกหลานคนหนึ่ง   ช่วงที่ท่านผู้หญิงเจ็บป่วย   ท่าน
เจ้าพระคุณกำลังเผยแผ่ธรรมอยู่ต่างแดน   รีบเร่งกลับมาเยี่ยมท่าน   พร้อมกับกำชับลูกศิษย์ให้คอยดูแล
ใกล้ชิด   หลังจากท่านผู้หญิงจากไป   ท่านเจ้าพระคุณได้จัดการงานต่างๆ  ให้ด้วยตนเองตามคำฝากฝัง
ที่ได้สั่งเสียไว้   นักประพันธ์จางโฝเชียนกล่าวว่า   “พิธีศพของท่านผู้หญิงซุนที่ท่านเจ้าพระคุณจัดให้   เป็นพิธียิ่งใหญ่อลังการที่สุดในบรรดางานศพที่ผมได้เคยเห็นมา”
แม้แต่ครูอาจารย์ในแผ่นดินใหญ่บางท่านที่สอนท่านเป็นเวลาสั้นๆ  เช่น   พระธรรมาจารย์เหวียนเจิ้น
เสวี่ยฝาน  เหอเฉิน ฮุ้ยจวง เป็นต้น  ท่านเจ้าพระคุณได้เคยเชิญท่านเหล่านี้มาเที่ยวอเมริกา  ปีที่แล้วท่าน
ทราบข่าวว่าพระธรรมาจารย์เสิ้งผู  ซึ่งเคยสอนวิชาวรรณคดีจีนท่านได้ล้มป่วยลง  ท่านได้ฝากคนนำเงิน
ไปถึงเซี่ยงไฮ้หลายครั้งเพื่อเป็นค่ารักษาพยาบาล
แม้ว่าตามธรรมเนียมแล้ว    ผู้ออกบวชต้องถือว่าทุกสิ่งในโลกคือความว่างเปล่า   เหมือนซากไม้
ที่วางเฉยต่อสรรพสิ่ง   แต่ยังคงค้นพบจิตใจที่อ่อนโยนอบอุ่นได้ในตัวท่านเจ้าพระคุณ   เมื่อถึงเวลาที่
จะต้องแสดงน้ำจิตน้ำใจแล้ว   ท่านเจ้าพระคุณมีเหนือกว่าสรรพสัตว์ในโลก

ข่าวลือใส่ร้ายป้ายสีโกหกพกลม
พูดถึงอารมณ์ความรู้สึกภายในจิตใจของท่านเจ้าพระคุณ  คนจำนวนมากอยากรู้อยากเห็นมาก   
คนที่มีโอกาสได้รู้จักท่านเจ้าพระคุณเมื่อครั้งยังหนุ่ม   หรือที่ได้เคยเห็นภาพในสมัยนั้นของท่าน   ดู
เหมือนจะมีความรู้สึกเหมือนกันคือ  เป็นภิกษุหนุ่มรูปงามที่โดดเด่นทีเดียว    สูง 180 เซนติเมตร  สูงสง่า  
ดวงตาแวววาวสดใส   บุคลิกอิ่มเอิบแจ่มใส    ประกอบกับมีความสามารถในการพูดการเขียน   ให้ความ
รู้สึกประทับใจแก่คนที่ได้พบได้เห็น   เงื่อนไขเพียบพร้อมเช่นนี้    บนเส้นทางชีวิตเคยถูกมารมาผจญบ้าง
ไหมหนอ   ทะเลแห่งอารมณ์ของท่านจะเคยเกิดระลอกคลื่นอะไรบ้างไหมหนอ
มาถึงอายุปูนนี้แล้ว   ท่านเจ้าพระคุณที่เข้าใจอย่างลึกซึ้งในอารมณ์ของมนุษย์เล่าถึงเรื่องราวในสมัย
นั้นอย่างเห็นเป็นเรื่องปกติโดยไม่ปิดบังว่า   ตอนที่อายุยี่สิบเศษ   เป็นเจ้าหน้าที่ดูแลกิจการในวัดต้าเจวี๋ย   
ก็มีคนชอบท่าน   จะรับท่านเป็นบุตรบุญธรรม   บ้างก็ชวนท่านลาสิขา   ออกมาแต่งงานกับลูกสาวเป็นเขย
ขวัญไปเลย   ตอนที่พำนักอยู่อี๋หลันและเกาสยง   สาวๆจำนวนมากมักแวะเวียนไปที่วัดเหลยอินและวัดโซ่วซัน   
เพื่ออะไรหนอ   วันนี้เมื่อพูดขึ้นมา   ลูกศิษย์บางคนที่ปัจจุบันเป็น “คุณแม่” คนไปแล้ว   ยอมรับอย่างเขินอายว่า  
ที่ไปวัดไม่ใช่จะไปกราบพระ   แต่เพราะสนใจตัวพระหนุ่มรูปงามที่มาจากต่างมณฑลรูปนั้น
อุบาสิกาซูซิ่วฉินในเกาสยงเคยเล่าถึงความทรงจำในงานรำลึกโซ่วซันครบรอบ 30 ปีว่า    ตอนนั้นผู้คน
เห็นรูปร่างหน้าอาจารย์สง่างาม   เกิดความเลื่อมใสชื่นชมด้วยความบริสุทธิ์ใจ   แต่ว่าระหว่างความรักทางโลก
และรักในทางธรรมนั้นมีความแตกต่างกัน
หลายปีมานี้   เนื่องจากพุทธศาสนิกชนในไต้หวันเป็นสตรีโดยมาก   บทความสื่อมวลชนบางฉบับจึง
มักเขียนข่าวอย่างไม่มีมูลความจริง   หรือไม่ก็ว่าท่านแอบมีลูกมีเมียเป็นต้น   แม้ว่าจะเป็นข่าวโคมลอย
ไม่จำเป็นต้องแก้ข่าว   แต่ก็สร้างความรำคาญให้ท่านไม่น้อย     แต่หลายปีมานี้   ท่านไม่ได้ใส่ใจอีกแล้ว   
ถือว่าเป็นละอองฝุ่นที่พัดผ่าน
หลายปีก่อน   แม่เฒ่าอายุ 70 กว่าท่านหนึ่ง   มักไปวัดโฝกวงซันเรียกร้องจะพบท่านเจ้าพระคุณ   เพราะ
อะไรหรือ ?   นางอ้างว่าเป็นสามีภรรยากับท่านเจ้าพระคุณมาแล้ว 7 ชาติ   มีอยู่วันหนึ่ง   นางได้พาชายหนุ่ม
หน้าตาดีสองคนมาที่วัด   บังเอิญพบกับท่านเจ้าพระคุณกำลังพาแขกเที่ยวชมวัด   นางสั่งให้หนุ่มน้อยสองคน
คุกเข่าลงพร้อมกับกล่าวว่า   “นี่คือคุณพ่อของพวกเธอ   เรียกคุณพ่อเร็ว”   ชายหนุ่มสองคนหน้าแดงด้วยความ
อับอาย   ไม่รู้จะทำอย่างไรดี   แต่ก็ทนถูกแม่เฒ่าทั้งผลักทั้งดึงไม่ได้   จึงจำต้องคุกเข่าลง   หลังเหตุการณ์หนุ่ม
น้อยสองคนเข้าพบท่านเจ้าพระคุณเพื่ออธิบายชี้แจงว่า   มารดามีปัญหาทางประสาทมานาน    รู้สึกแย่มากที่
ทำให้ท่านเจ้าพระคุณเดือนร้อน   ตัวท่านเจ้าพระคุณเองแน่นอนว่าเข้าใจถึงความทุกข์ใจของพวกเขา   แต่ความ
รู้สึกของผู้ที่ได้เห็นเหตุการณ์ในตอนนั้นจะรู้สึกเช่นไรย่อมรู้ดี   จึงไม่แปลกใจที่มีข่าวลือออกไปต่างๆ นานา
ยังมีครูโรงเรียนมัธยมคนหนึ่ง   มีอาการผิดปกติทางประสาท   ขณะที่ท่านเจ้าพระคุณบรรยายธรรม   มักจะหยิบ
จดหมายไปวางบนโต๊ะบรรยาย   มีคนถามนางว่าทำไมจึงไร้มารยาทกับท่านเจ้าพระคุณเช่นนี้   นางตอบว่า   “ฉัน
จะเด็ดกลีบเมฆบนฟ้านั้นลงมา”   มีอยู่ครั้งหนึ่ง   ขณะที่ท่านจ้าพระคุณกำลังรอลิฟต์อยู่   สตรีนางนั้นไม่รู้โผล่มา
จากไหน   ตรงเข้าไปทำทีเป็นดูแลความเรียบร้อยของเสื้อผ้าท่านเจ้าพระคุณ   คนรอบข้างตะลึงงันไปชั่วขณะ
ท่านเจ้าพระคุณมีสีหน้าบ่งบอกถึงความเอือมระอา   โชคดีที่ลูกศิษย์ช่วยกันแยกตัวนางออกมา   ในตอนนั้น
นอกจากอุบาสกผู้ปกป้องศาสนาบางคนของวัดผู่เหมินที่รู้ความจริงดี   แต่คนอื่นที่ได้เห็นสตรีหน้าตาดีแต่งกาย
สุภาพเรียบร้อยคนนี้    จะรู้ได้ยังไงว่านางมีความผิดปกติทางประสาท
มีอีกครั้งหนึ่ง   ผู้มีพระคุณต่อโฝกวงซันมานานหลายปีท่านหนึ่ง    จู่ๆก็ประกาศจะไม่เหยียบโฝกวงซัน
อีก   เมื่อสอบถามรายละเอียดนางจึงบอกว่า   นางได้ยินสตรีคนหนึ่งที่เมืองผินตงบอกว่า   ท่านเจ้าพระคุณจะ
แต่งสตรีคนนี้เป็นภรรยาคนที่ 5   นางรู้สึกโกรธมากจึงประกาศไม่สนับสนุนโฝกวงซันอีกต่อไป   เมื่อตรวจสอบดู
แล้ว   จึงได้รู้ว่าที่แท้สตรีคนนี้เคยเป็นครูอยู่ที่อนุบาลต้าฉือ   เนื่องจากการปฏิบัติตัวไม่ดี    ทางสถานอนุบาล
เกรงว่า จะมีผลกระทบต่อการสอนเด็กๆ  จึงให้นางออกไปขณะที่เพิ่งทำงานได้เพียงอาทิตย์เดียว   คิดไม่ถึงว่า
พอกลับไปผินตง   เจอใครก็บอกว่าท่านเจ้าพระคุณจะแต่งนางเป็นภรรยาคนที่ 5   ยังมีท่าทีสนุกสนานได้ใจ   
จริงๆ แล้วนางหน้าตาเป็นอย่างไร   ชื่อแซ่อะไร   ท่านเจ้าพระคุณยังไม่รู้เลย   แต่กลับต้องมารับเคราะห์อย่าง
ไม่รู้เนื้อรู้ตัว

พระภิกษุผู้ถือศีลมา 50 ปี
แม้ว่าในชีวิตจะผ่านการถูกชักชวนหว่านล้อมเข้าใจผิดอะไรมากมาย   ท่านเจ้าพระคุณรู้แก่ใจดีว่า   นับแต่
ออกบวชมา   เป็นพระที่ถือศีลมาตลอด 50 กว่าปี    “เป็นคนที่ เสมอต้นเสมอปลาย” ต่องานพระพุทธศาสนา  ไม่
ว่าใครก็ตามที่มีแผนการที่แสดงความรู้สึกที่เกินเลยจากขอบเขตต่อท่าน   ท่านจะวางตัวออกห่างหรือไม่ก็
ปฏิเสธการคบหาไปเลย   เพราะว่าในจิตใจของท่านมีความรักของโลกที่กว้างขวางไร้ขอบเขตกว่า   ไม่เพียงรัก
คนใดคนหนึ่งแต่รักเวไนยสัตว์ทั้งหมด   “ผู้อาวุโสในโลกนี้คือพ่อแม่อาตมา   ผู้อ่อนเยาว์ในโลกนี้ล้วนเป็นลูก
หลานอาตมา คนในโลกนี้คือญาติของอาตมา”  ท่านบอกว่า “อาตมารู้สึกว่าคนที่ออกบวชก็มีความรักไม่สิ้นสุด
เช่นเดียวกัน   แต่ความรักนี้ทั้งกว้างและใหญ่   หรือจะพูดว่าเป็นความรักที่สวยงาม   วิเศษ   ความรักที่วิเศษ
จึงกลายเป็นความเมตตากรุณา   ความเมตตากรุณาไม่ต้องการสิ่งตอบแทน   ความรักที่ไม่ต้องการสิ่งตอบแทน
คือปัญญา”
ท่านรักเวไนยสัตว์   เวไนยสัตว์ก็ตอบแทนด้วยความรักและเคารพ   วันที่ 22 กรกฎาคม (จันทรคติ) 
ปี ค.ศ. 1993   ท่านเจ้าพระคุณมีอายุครบ 68 ปี   ศิษยานุศิษย์ทั่วทั้งเกาะไต้หวันแบ่งออกเป็น 3 รุ่นเข้าอวยพร
วันเกิดท่าน   รถยนต์เบียดเสียด   เสียงคนดังกระหึ่ม   บรรยากาศทั่วทั้งโฝกวงซัน    ตลอด 3 คืน มีแต่ความ
แช่มชื่นเบิกบาน  คนที่มาอวยพรเรียงเป็นสองแถว  เข้าแสดงมุทิตาจิตต่ออาจารย์ตามลำดับ  เฉลี่ยในแต่ละคืน
จะต้องใช้เวลากว่าสองชั่วโมงจึงจะเดินหมดขบวนแถว

ให้ความเมตตากรุณาต่อเวไนยสัตว์
ไม่เพียงให้ความรักกับคน   ต่อสัตว์ท่านก็ให้ความเมตตากรุณาเช่นผู้ร่วมโลกทั่วไป   ท่านเจ้าพระคุณที่
ชอบเลี้ยงนกพิราบมาแต่เด็ก   หลายปีมานี้ที่ระเบียงหน้าต่างกุฏิของท่านในโฝกวงซัน    มักจะมีพิราบกลุ่มหนึ่ง
มาหาอาหาร   จะได้รับเมล็ดข้าว   และน้ำสะอาดเสมอ    บางครั้งท่านเดินทางไปบรรยายธรรม   ไม่ได้กลับมา
หลายวัน   ก็จะเตรียมไว้มากหน่อย   หรือฝากคนคอยเติมให้
วิทยาลัยสงฆ์เลี้ยงสุนัขจรจัดที่คนนำมาทิ้งไว้หลายตัว   ในจำนวนนี้มีตัวหนึ่งชื่อ   “เสี่ยวจวิ้น” (แปลว่า
หล่อน้อย – ผู้แปล)   ทุกครั้งเวลาท่านเข้าสอน   มันจะหมอบอยู่ที่พื้นฟังอย่างตั้งใจ   ราวกับว่า“สุนัขก็มีพุทธิ
จิต”   มองเห็นท่านเจ้าพระคุณเดินมาแต่ไกล  จะรีบลุกขึ้นกระดิกหางต้อนรับ   หลายปีต่อมาเจ้าเสี่ยวจวิ้นชรา
ลง   การเคลื่อนไหวเชื่องช้าลงเรื่อยๆ   มีอยู่วันหนึ่ง   ท่านเจ้าพระคุณยืนคุยกับนิสิตที่ระเบียง   มองเห็นเจ้าหล่อ
น้อยกำลังยักแย้ยักยันจะลุกขึ้นมา   ท่านรีบหมุนตัวเดินเข้าไปในห้องทำงาน   ที่ทำเช่นนี้เพราะไม่อยากรบกวน
การนอนตอนบ่ายของมัน   และเห็นใจในการเคลื่อนไหวที่ลำบากเพราะความชราของมัน
นอกจากนี้   เคยมีคนอุ้มลูกสุนัขจรจัดที่มีอายุเพียงเดือนเดียวมาที่วัด   ท่านเจ้าพระคุณตั้งชื่อให้มันว่า
“ไหลฟา” (แปลว่านำความเจริญมา-ผู้แปล)   ในช่วง 6 – 7 ปี  บ้านของไหลฟาก็คือหน้าประตูห้องของท่านเจ้า
พระคุณ   ทุกครั้งที่ท่านเข้าห้องสอน   หรือรับแขก   เจ้าหมาน้อยจะเฝ้าอยู่หน้าห้องท่านตลอด   “วันหนึ่งเจ้า
ไหลฟาเกิดหายตัวไป   ท่านเจ้าพระคุณจึงรู้สึกไม่สบายใจ   หลายเดือนผ่านไป   มีคนได้ข่าวว่าสุนัขท่านหายไป
ตัวหนึ่ง   ก็อุ้มสุนัขอีกตัวมาให้ท่านที่วัด   พูดไปก็น่าแปลก   ลูกสุนัขตัวนี้โตขึ้นมาไม่ว่าจะสีขน   อุปนิสัย   การ
กระทำ   เหมือนเจ้าไหลฟาไม่มีผิด   ทุกคนจึงเรียกมันว่า “ไหลฟาทวิภพ”   ท่านเจ้าพระคุณก็ให้ความดูแล
เอาใจใส่มันเช่นเดียวกัน   จนกระทั่งสุนัขแก่ตาย   คนในวัดสองร้อยกว่าคนยังสวดมนต์ให้มันด้วย

ความเรียบง่ายคือสิ่งที่ผู้ออกบวชถือปฏิบัติ
นับตั้งแต่โฝกวงกวงซันก่อตั้งจนเป็นองค์กรขนาดใหญ่มีชื่อเสียงไปไกล   มีนักท่องเที่ยวบางคนที่มา
เยี่ยมชม    ได้เห็นอุโบสถ  พระวิหารที่ใหญ่โตของโฝกวงซัน   สิ่งแวดล้อมสวยสดงดงาม   สิ่งอำนวยความ
สะดวกทันสมัย   ต่างอุทานด้วยความประหลาดใจว่า   “แค่วัดยังทำได้ถึงขนาดนี้”  บ้างก็รู้สึกเห็นตรงเลยว่าที่นี่ 
“เป็นแบบอาณาจักร”   “แบบพาณิชย์”  ความจริงแล้วส่วนที่คนทั่วไปพบเห็นนั้น  เพื่อให้ความสะดวกรื่นรมย์แก่
ผู้คนทั่วไป   หวังว่าพวกเขาจะมาใกล้ชิดกราบไหว้พระบ่อยๆ   ส่วนหนึ่งนี้คือ   “ชีวิตที่มุ่งหน้าไป”  ของท่านเจ้า
พระคุณ    ทว่าสำรวจลงในรายละเอียดถึงชีวิตประจำวันของท่านแล้ว   จะได้พบเห็นอีกส่วนหนึ่งที่เป็น “ชีวิตที่
ถอยหลังของท่าน
พูดถึงเสื้อผ้า   ท่านมักพูดว่า   “ความเรียบง่ายคือสิ่งที่ผู้ออกบวชถือปฏิบัติ”   ตลอดปี 4 ฤดู   มีเสื้อผ้า
สีเหลืองอิฐสองชุดไว้ผลัดเปลี่ยน  ฤดูหนาวอากาศเย็น  ข้างในเพิ่มเสื้อไหมพรมกันหนาวอีกตัวหนึ่ง ดูไปที่เท้า
บนหน้ารองเท้าพระ   เท้าซ้ายมีแนวตะเข็บคล้ายตะขาบ   ยาวราว 3-4 เซนติเมตร   สังเกตให้ดี   จึงพบว่าที่แท้
หน้ารองเท้าขาดแล้ว   ท่านได้ใช้เข็มเย็บด้วยมือทีละเข็มเป็นแนวเรียบร้อย   ยกส้นรองเท้าดู   พื้นยางสึกไป
เกือบครึ่งค่อนผ้าฝ้ายรองพื้นโผล่ออกมา แต่ยังเดินทางไปทุกหนแห่งร่วมกับท่าน  “ทำไมไม่เปลี่ยนคู่ใหม่ละ?”  
นักข่าวถามด้วยความซื่อ   “มันมีสภาพแบบนี้มานานหลายปีแล้ว    ถ้าจะเสียก็คงไม่เลวร้ายไปกว่านี้อีกแล้ว   
เปลี่ยนไปทำไม”   ท่านก็ตอบด้วยความซื่อเช่นกัน
พูดถึงเรื่องการขบฉัน    ถ้าไม่ได้เห็นด้วยตาตนเอง คงยากจะเชื่อ   ท่านกลับมาจากข้างนอก   ยกชาม
บะหมี่สีขาวเป่าอยู่ใต้ตู้แอร์ให้เย็น   ยกขึ้นฉันรวดเดียวหมด   เสร็จแล้วออกเดินทางไปแสดงธรรมอีกที่หนึ่งต่อ  
นับสิบปีเป็นเช่นนี้ผ่านไปอย่างเร่งๆ รีบๆ ถ้ามีโอกาสร่วมรับประทานอาหารกับท่าน   มีทั้งโชคดีและก็กดดัน   
ด้านหนึ่งท่านกระตือรือร้นต้อนรับแขกดีมาก   คีบกับข้าวให้ตลอด   ไม่กินให้หมดก็เกรงใจ   คีบให้แล้วให้อีก
มักจะต้อง “ยืนหยัด” จนลุกไม่ขึ้น   อีกด้านท่านเป็นคนฉันเร็ว   ฉันน้อย   คีบอาหารที่อยู่ข้างหน้าเพียงอย่าง
สองอย่าง  และจะต้องฉันหมดคำแล้วจึงจะคีบคำใหม่ ไม่เคยเห็นว่ามีกับข้าวล้นพูนในชามข้าวที่คนภายนอก
ไม่ค่อยเข้าใจคือ   บิดาของท่านเจ้าพระคุณเป็นพ่อครัวทำอาหารมังสวิรัติมือหนึ่ง   ท่านอาจจะได้รับสายเลือด
สืบทอดมาทางนี้บ้าง   เมนูอาหารที่ท่านคิดค้นขึ้นมาหลายรายการ   เช่นเต้าฮู้ถั่วลิสง  บะหมี่มะเขือเทศ   บะหมี่
ถั่วฮ่องเต้   ซุปอรหันต์ล้วนเป็น “อาหารขึ้นชื่อ” ของโฝกวงซัน    และเป็นเมนูเด็ดที่จะต้องเรียนรู้เทคนิคกัน
ในช่วงแรกที่ก่อตั้งโฝกวงซัน   ถ้ามีญาติโยมมากันมากโดยไม่ได้นัดหมายกำลังคนในห้องครัวไม่พอ   ท่านก็จะคาดผ้ากันเปื้อนช่วยผัดบะหมี่อยู่หน้าเตา   เพราะว่างานยุ่ง   ไม่ได้จับตะหลิวมาหลายปี   ปีที่แล้วอยู่ที่
ฮ่องกง โชคดีได้ชิมเต้าเมี้ยวผัดปาท่องโก๋ที่ท่านลงมือผัดด้วยตนเอง  แม้ว่าจะเป็นอาหารพื้นๆ แต่ผัดด้วยฝีมือ
พระเถราจารย์   จึงเป็นจานแรกที่เห็นก้นก่อนอาหารจานอื่นๆ
ความจริงสิ่งที่ท่านชอบฉันเป็นปกติคือบะหมี่   เติมซีอิ้วน้ำมันงาสักช้อน   หรือว่าน้ำร้อนลวกข้าว (ข้าวต้ม
ที่ใช้น้ำร้อนแทนการต้ม) ฉันกับเต้าหู้ยี้อี๋หลัน   หลายปีมานี้ต้องท่องไปในที่ต่างๆ   ท่านจึงปรับตัวกับการฉัน
อาหารได้ดี   ไม่ว่าจะเป็นผักดองญี่ปุ่น  กิมจิเกาหลี  ขนมปังอเมริกา  ล้วนปรับตัวเข้าได้หมด  สิ่งเดียวที่ไม่ฉัน
คือผลไม้  วิตามินอาหารเสริม

ทุกแห่งไม่มีบ้าน   ทุกหนแห่งคือบ้าน
พูดถึงเรื่องที่พำนัก   โฝกวงซันใหญ่โตปานนั้น   แต่ท่านเพียงกั้นห้องพักอยู่ที่ระเบียงของหอฉวนเติง 
แม้ว่าจะเป็นห้องขนาด 20 ตารางเมตรเศษ   แต่ท่านมองว่า   “ถ้าในใจมีอะไรอยู่โลกดูเล็ก   ถ้าในใจไม่มีอะไร
แค่เตียงเดียวก็โอ่โถง”   พริบตาเดียวอยู่มาแล้ว 10 กว่าปี   จนกระทั่งสองปีก่อน   ท่านจึงย้ายเข้าไปอยู่ใน   
“อาศรมผู้ก่อตั้งวัด”   ซึ่งเจ้าอาวาสรุ่นที่สอง   ภิกษุซินผิงได้สร้างถวายท่าน   เพื่อแสดงความกตัญญูกตเวที
เที่ยวจาริกไปเผยแผ่ธรรม   ทุกแห่งไม่มีบ้าน  ทุกหนแห่งคือบ้าน  ไม่ว่าจะอยู่บนเครื่องบินข้ามทวีป  ในรถที่วิ่ง
อยู่บนทางด่วน   ท่านก็สามารถหลับได้สบาย แต่ในที่ที่โอ่โถงทันสมัยกลับทำให้ท่านรู้สึกอึดอัด  มีอยู่ปีหนึ่ง
ไปบรรยายที่เกาหลี   พระเถระชาวเกาหลีได้จัดห้องชุดเพรสซิเด้นท์ในโรงแรมระดับห้าดาวให้ท่านพัก ค่าห้อง
คืนหนึ่งหลายหมื่นหยวนไต้หวัน   แต่ว่านอกจากนั่งบนเก้าอี้ตัวหนึ่งกับเลิกผ้าปูเตียงมุมหนึ่งเพื่อซุกตัวลงนอน
เพียงคืนเดียว   นอกนั้นท่านไม่ได้แตะต้องอะไรเลย   ที่สำคัญคือไม่เคยชินกับเตียงสูงอาคารโปร่ง   และก็
ไม่อยากทำห้องที่จัดทำความสะอาดแล้วต้องรก
ความที่เคยผ่านสถานการณ์ความยากลำบากมา   จึงเหมือนผู้อาวุโสส่วนใหญ่   ความเคยชินในการ
ประหยัดมัธยัสถ์   มิได้เปลี่ยนแปลงไปตามสถานะที่เป็นพระเถระในระดับสากลของท่านในวันนี้   ภายในลูกศิษย์
ของท่านมีเรื่องเล่ากันสนุกๆ ว่า   ทุกครั้งที่อาจารย์เดินทางไปเผยแผ่ธรรมในต่างแดน   บนตัวจะพกเงินดอลล่า
จำนวนหนึ่งเอาไว้ใช้ปลอบขวัญหรือผูกบุญสัมพันธ์  ขณะเดียวกัน ไม่ว่าจะบนเครื่องบินในร้านอาหาร  ห้องสุขา
ล้วนมีกระดาษทิชชูชนิดต่างๆเตรียมไว้ให้พร้อม   ท่านใช้แล้วเสียดายไม่ยอมทิ้ง   พับอย่างดีเก็บไว้ในกระเป๋า   
พอกลับมา   ลูกศิษย์ช่วยท่านจัดกระเป๋าเดินทาง   พบว่าในกระเป๋ามีกระดาษทิชชูพับเก็บไว้ 70 กว่าผืน   
พูดกันอย่างขบขันว่า “ในกระเป๋าอาจารย์พกเงินดอลล่าห์ไปต่างแดน   พกกระทิชชูกลับไต้หวัน” ท่านจะซื้อของ
ให้ตนเองน้อยมาก  เหมือนภาพที่อุบาสกวิมลเกียรติบรรยายไว้ว่า “ข้ามีธรรมเป็นสุข  ไม่สุขในความสุขทางโลก” ระยะหลังนี้สายตาท่านเริ่มถดถอย   ตอนผ่านด่านที่ญี่ปุ่น   ได้ซื้อนาฬิกาข้อมือเรือนหนึ่งราคาห้าพันเยน 
(ประมาณ 1,500หยวนไต้หวัน) (หน้าปัดมีขนาดใหญ่)   เงินบนตัวไม่พอ   ต้องยืมเงินพระธรรมาจารย์ฉือฮุ้ย
จึงได้ซื้อมาลูกศิษย์คนหนึ่งจำได้ไม่ลืมว่า   มีอยู่วันหนึ่งติดตามรับใช้อาจารย์   เห็นอาจารย์หยิบเงินใบละพัน
หยวนออกจากกระเป๋าเสื้ออย่างระมัดระวัง   พับเรียบร้อย   ส่งให้ลูกศิษย์คนหนึ่ง   พร้อมกับกล่าวว่า   “เธอ
เคารพมัน   มันจะกลับมาอีก”

เข้มงวดต่อตนเอง   ผ่อนปรนต่อผู้อื่น
การประหยัดอดทนไม่ได้หมายความว่าตระหนี่ถี่เหนียว   แม้ว่าจะเข้มงวดต่อตนเอง   แต่ต่อผู้อื่น
ผ่อนปรน   หลายสิบปีมานี้   กล่าวได้ว่าท่านเจ้าพระคุณเป็นคนไม่มีสมบัติส่วนตัว   เงินที่ญาติโยมถวายมา   
ท่านมอบทั้งหมดให้ผู้รับผิดชอบวัดเก็บไว้เป็นเงินค่าก่อสร้าง   หรือใช้ในการสนับสนุนกิจการด้านการศึกษา
วัฒนธรรมต่างๆ   “อาตมามีนิสัยส่วนตัวอยู่อย่าง   นิสัยส่วนตัวนี้จะดีหรือเลว   ตัวเองก็ไม่รู้   ในตัวมีเงินเก็บ
ไม่อยู่   พอมีเงินก็อยากให้คนอื่น” ตามระเบียบของบุคลากรโฝกวงซัน   นิตยภัต(อาหารหรือค่าอาหารที่ถวาย
แก่ภิกษุสามเณรเป็นประจำ) ของตำแหน่งผู้ก่อตั้งวัดอย่างท่าน   คือ  3,200 หยวนไต้หวัน   ถ้าท่านกลับจาก
ต่างประเทศ   จะใช้เงินจำนวนนี้ซื้อของฝากทุกคนในวัด   ของที่ระลึกที่มีคุณค่าราคาไม่แพงเกินไปนัก   แต่ที่มี
ค่าคือความรักความเอาใจใส่  ที่ท่านมอบให้กับทุกคนต่อพุทธสาวกคนรุ่นใหม่แล้วท่านกล้า “ลงทุน” เป็นพิเศษ  
ปัจจุบันบรรดาลูกศิษย์หลายสิบรูปที่ศึกษาอยู่ต่างแดน  ค่าใช้จ่ายทั้งหมดทางวัดเป็นผู้ดูแล   เนื่องจาก
กำลังทรัพย์ไม่เต็มที่นัก   บรรดาลูกศิษย์ก็เข้าใจในความลำบากของวัดที่อยู่กันอย่างประหยัด   ถ้ามีโอกาสได้ไป
เยี่ยมพวกเขา  ท่านเจ้าพระคุณจะต้องควักกระเป๋าตนเองให้เงินไว้ใช้ส่วนหนึ่ง   ไม่อยากให้ลูกศิษย์ต้องลำบาก 
ฤดูร้อนสองปีที่ผ่านมา  ท่านเจ้าพระคุณไปบรรยายที่ฮ่องกง  พระธรรมาจารย์จี้ฉวิน  และซิวหย่ง ซึ่งเป็น
พระนิสิตมหาวิทยาลัยสงฆ์เซี้ยเหมิน   เดินทางมาขอความรู้ในทางธรรมกับท่านเจ้าพระคุณ   แม้ว่าจะมีงานมาก  
ท่านเจ้าพระคุณก็ยังพบปะสนทนากับพวกเขาอย่างเป็นกันเอง   สนับสนุนให้กำลังใจทั้งสองท่านให้กลับไปฟื้นฟู
พระพุทธศาสนาจีน   มอบหนังสือให้ถุงหนึ่ง ในจำนวนนี้มี “พจนานุกรมศัพท์โฝกวง” “รวมบทบรรยาย” เป็นต้น   
ก่อนจาก   พระนิสิตได้ถวายการสักการะแทบเท้า   ท่านเจ้าพระคุณพยุงพวกเขาลุกขึ้น   พร้อมกับค่อยๆ ยื่นซอง
อั้งเปาเป็นการผูกบุญสัมพันธ์   พระนิสิตทั้งสองรูปประนมมืออำลาน้ำตาคลอ   ความจริงซองอั่งเปานี้   ท่านเพิ่ง
รับการถวายจากญาติโยมชาวฮ่องกงคนหนึ่งเมื่อสิบนาทีที่ผ่านมา   “เงิน” อาจเป็นเรื่องธรรมของชาวโลก   แต่
เมื่อมาจากความจริงใจ   จึงเป็นทุนเป็นเสบียงที่ใช้ถวายร่วมกันทั่วไป
จีวรหนึ่งผืน   สองมือว่างเปล่า   “อาตมาไม่เคยมีกุญแจห้องส่วนตัว   ไม่เคยมีจดหมายที่ให้ผู้อื่นดูไม่ได้   
ไม่เคยมีหลักแหล่งที่ให้คนรู้ไม่ได้ 40 – 50 ปีมานี้  เพราะความ  “ไม่มีกิเลส” เช่นนี้  ความไม่ธรรมดาจึงเด่นชัด

จิตใจกว้างใหญ่เพียงใด   โลกกว้างใหญ่เพียงนั้น
จิตใจกว้างใหญ่เพียงใด   โลกก็มีความกว้างใหญ่เพียงนั้น   สามารถยอมรับได้มากน้อยเพียงใด   ก็จะ
สร้างความสำเร็จได้มากน้อยเพียงนั้น   ถ้าจะถามท่านเจ้าพระคุณว่ามีความสามารถอะไร   จึงได้บุกเบิกภารกิจ
ศาสนาที่ใหญ่ที่สุดทั่วทั้งไต้หวัน   ตลอดจนถึงทั่วโลก   คำตอบคือจิตใจที่กว้างขวางให้อภัยของท่าน   ได้ทำลายกรอบประเพณีของผู้ออกบวช
นักเขียนที่มีหนังสือขายดีหลินชิงเสวียนมีประสบการณ์โดยตรงในเรื่องนี้   สิบกว่าปีก่อน   เขาและผู้กำกับ
หลิวเหวยปินไปถ่ายทำสารคดีที่โฝกวงซัน   ผู้กำกับหลิวออกไอเดียแปลกขึ้นมา    โดยขอปีนขึ้นไปบนโต๊ะบูชา
หน้าพระพุทธรูป  เพื่อเก็บมุมภาพจากที่สูงลงมา   เสนอออกไปอย่างกลัวๆกล้าๆ   คิดไม่ถึงว่าท่านเจ้าพระคุณ
กลับให้ความเคารพในความคิดสร้างสรรค์และการตัดสินใจของคนมืออาชีพอย่างผู้กำกับหลิว   ท่านอนุญาต
ทันที
ตัวอุบาสกหลินชิงเสวียนเอง   ได้ใกล้ชิดกับวัดมามากมาย  แต่สิ่งแปลกใหม่ที่เขาได้พบเห็น   คือพระ
ในโฝกวงซันเล่นบาสเกตบอล   อีกทั้งยังมีท่านเจ้าพระคุณเป็นผู้นำทีม ท่านเจ้าพระคุณเคยพูดว่า ในชีวิตของ
ท่าน   สิ่งหนึ่งที่ฝังแน่นอยู่ในใจ   ไม่ใช่สิ่งปลูกสร้างที่ยิ่งใหญ่ของโฝกวงซัน   แต่เป็นสนามบาสเกตบอลที่อยู่
ทางตะวันออกของวัด   ท่านชื่นชอบการกีฬามาตั้งแต่เล็ก   สมัยเรียนอยู่วิทยาลัยสงฆ์ไม่มีชั่วโมงกีฬา   เคย
แอบทำแป้นบาสขึ้น   เกือบโดนทางวิทยาลัยไล่ออก   ดังนั้น  หลังจากมีธรรมสถานของตนเองแล้ว   สิ่งที่
ปรารถนามากที่สุดคือสร้างสนามบาสเกตบอล   เมื่อก่อนท่านจะเล่นบาสเกตบอลกับลูกศิษย์ทุกเย็น   มิเป็น
ความสุขเช่นนั้นหรือ   แต่ที่แย่ก็คือ   ขณะแข่งไปได้ครึ่งทาง   ศิษย์รับใช้เข้ามาแจ้ง    ก็ต้องรีบไปทั้งที่เหงื่อ
ท่วมตัว   สวมเสื้อตัวยาว   เร่งไปพบแขกที่มาเยือน สนับสนุนให้พระเล่นบอล   นอกจากต้องการให้พระมี
สุขภาพแข็งแรงแล้ว   การเล่นบาสเกตบอลยังเป็นเครื่องหมายแสดงถึง
1.   ความยุติธรรมเที่ยงตรง   เปิดเผย   รุดหน้า   กล้าหาญ   ช่วงชิงทุกวินาทีอย่างรวดเร็ว
2.   จิตวิญญาณของหมู่คณะ   เกียรติยศขององค์กร   ความสมัครสมานสามัคคี
3.   เปิดเผย   กล้ารับผิด   ยอมรับการตัดสิน   เมตตากรุณา   ห้ามฝ่ากฎด้วยมิจฉาทิฏฐิ
4.   ศัตรูที่รักคุณ    ไม่มีอีกฝ่ายการเล่นเกิดขึ้นไม่ได้   

ดังนั้น  ขณะโลดแล่นอยู่ในสนามบาสเกตบอลของโฝกวงซัน ไม่เพียงส่งลูกชู้ดบอล ภายใต้หยาดเหงื่อ
และฝีเท้าที่ประสานกัน   ยังได้สืบธรรมประสานใจระหว่างศิษย์อาจารย์   แม้ว่าหลังจากที่ขาของท่านได้รับ 
บาดเจ็บ   ลูกศิษย์ “ห้าม” ท่านเล่นบาสเกตบอล   ท่านยังคงนั่งอยู่ในรถเข็น  ชู้ดลูกบาสอยู่กับที่ได้หลาย
คะแนน   วันเกิดของท่านทุกปี   ทางวัดจะต้องจัด   “การแข่งขันชิงถ้วยอมิตาภะโฝกวงซัน”   การแข่งขัน 
“โอลิมปิก” ของโฝกวงซันรายการนี้จัดมา 27 ปีแล้ว

จิตใจเหมือนเด็กที่รื่นเริงสนุกสนาน
วิเคราะห์อีกด้านหนึ่งของท่านเจ้าพระคุณที่ไปโปรดสัตว์ทั่วโลก  การงานรัดตัว คงจะมีบุคลิกที่เคร่งขรึม
จริงจัง   สูงสุดไม่อาจเอื้อมถึงได้  แต่จากปากของผู้ที่ได้เคยใกล้ชิดกับท่าน  กลับเป็นภาพของผู้ที่โอบอ้อม
อารี   กันเอง   ทั้งยังเป็นผู้ใหญ่ที่ติดนิสัยเด็กที่สนุกสนานมีอารมณ์ขัน
นักเขียนเหยาจั๋วฉี  เคยเข้าร่วมคณะเยี่ยมญาติเผยแผ่ธรรมแผ่นดินใหญ่ในปี ค.ศ.1989   ได้ใกล้ชิดกับ
ท่านเจ้าพระคุณหนึ่งเดือน   เขาได้เล่าถึงความทรงจำว่า   ตอนที่เที่ยวชมสุสานราชวงศ์หมิงในปักกิ่ง   ท่าน
เจ้าพระคุณได้ซื้อตุ๊กตาหมีแพนด้าสวมมือเป็นหุ่นเชิดตัวหนึ่งที่หน้าประตู   ได้ใช้นิ้วมือสามนิ้วที่สวมตุ๊กตา
ตัวนี้ทำกิริยาท่าทางตลกๆ  ท่านยังได้ซ่อนมันไว้ในแขนเสื้อ    มักหยิบขึ้นมาทักทายผู้คน  เป็นที่สนุกสนาน
ครื้นเครง
สมาชิกในคณะหลายคนเป็นคฤหัสถ์   ปกติรับประทานเจบ้างเนื้อบ้างปนกันไป   แต่ตลอดทางมาจะจัด
แต่อาหารเจ  บางคนที่รู้สึกหมดแรงเพราะเคยชินกับอาหารเนื้อ จึงรู้สึกลำบากหน่อย โดยเฉพาะในแผ่นดินใหญ่
มีอาหารหลายอย่างที่น่าลิ้มลอง   ถ้าจะต้องกล้ำกลืนรักษา“ศีลบริสุทธิ์”   จะไม่เป็นการมาเสียเที่ยวดอกหรือ    
มาถึงซีอาน    จากการแนะนำของไก๊ด์ท้องถิ่น   รู้ว่ามีร้านอาหารเนื้อแมว“เพ่าม่อ” ที่ขึ้นชื่อ    จึงได้นัดพวก
รสนิยมเหมือนกัน 7 คน   เรียกแท็กซี่ อยู่หน้าโรงแรมซ่านอี   ขณะกำลังจะไปขึ้นรถ   บังเอิญสวนกับท่าน
เจ้าพระคุณและพระธรรมาจารย์ที่กลับมา   ท่านถามยิ้มๆว่า   “ยังไง   จะออกไปหาของกินหรือ ?”   ตอบว่า
จะไปชิมร้านอาหาร   “เพ่าม่อ” ที่ขึ้นชื่อ   ท่านเจ้าพระคุณพูดว่า   “ต้องระวัง ถ้าไม่สะอาด   ยังไงก็ให้พ่อครัว
ของโรงแรมทำให้จะปลอดภัยกว่า”   วันถัดมาทางโรงแรมจึงจัดอาหารเนื้อให้โต๊ะหนึ่ง มี “เพ่าม่อ” ด้วย   
ทุกคนรู้แก่ใจดีว่า   ต้องเป็นเพราะท่านเจ้าพระคุณเข้าใจคนในคณะที่ไม่เคยชินกับการกินเจ   จึงได้สั่งให้
ห้องครัวของโรงแรมจัดอาหารแก้ความเปรี้ยวปากให้ มีครั้งหนึ่งในงานการประชุมคณะกรรมการสมาคม
โฝกวงสากลที่ญี่ปุ่น   หลังการประชุมเสร็จสิ้น   ท่านยืนส่งทุกคนอยู่หน้าโรงแรม   ในมือกุมไม้เสมออกแสดง
ความขอบคุณ   ตัวแทนสมาคมที่มาร่วมงานนั่งอยู่ในรถต่างอมยิ้มกันทุกคน

ขอใช้แม่น้ำนับพันสาย   แต่ไม่รบกวนน้ำใจคน
ในยุคสมัยของการที่ไม่ว่าจะทำอะไรก็ต้องเป็น “มืออาชีพ”   การเป็นนักบวชที่   “มีคุณภาพสูง”   ก็จำเป็น
ต้องเอาใจใส่เป็นพิเศษในทุกๆทาง เนื่องจากความละเอียดรอบคอบของท่าน   เป็นที่ยอมรับกันว่า   “ทำหน้าที่
รับแขก” ที่ดีที่สุด   เวลานำคนเยี่ยมชมจะต้องตรวจเช็คดูก่อนว่าไฟเปิดหรือยัง  บนทางเดินมีของวางกีดขวาง
ทางหรือไม่  ก่อนการประชุม  ตรวจเช็คเก้าอี้ที่นั่งจัดเรียงเรียบร้อย  เปิดเครื่องปรับอากาศ   น้ำชาน้ำดื่มเตรียม
เพียงพอหรือไม่   เพื่อให้แขกทุกคนมีความรู้สึกเหมือนได้กลับบ้าน เนื่องจากจัดรายการ “ภาษาธรรมซิงหวิน”  
จึงได้ร่วมงานกับท่านเจ้าพระคุณนานกว่า 3 ปี  เฉินไท่ผู้กำกับของสถานีโทรทัศน์จงหัว  พูดถึงท่าทีการทำงาน
ที่รับผิดชอบ   มุ่งมั่นตั้งใจของพระเถระรูปนี้ด้วยคำพูดเพียงประโยคเดียวว่า “ชั้นหนึ่ง”   เพื่อให้ได้ภาพที่
สวยงาม   ไม่ว่าจะขึ้นเขาหรือลุยป่า   ท่านเจ้าพระคุณให้ความร่วมมือเต็มที่ไม่มีบ่นเลย              
มีอยู่ครั้งหนึ่งผู้กำกับเฉินอยากให้มุมแสงออกมาดียิ่งขึ้น    จึงใช้ไฟสปอร์ตไลท์ 5 พันวัตถ์ 7 ดวง   
ส่องไปที่ตัวท่านเป็นเวลา 3- 4 ชั่วโมง   จนลูกศิษย์ที่อยู่ข้างๆร้องออกมาว่า   “อาจารย์ถูกเผาจนเกรียมแล้ว”  แต่ท่านเจ้าพระคุณยังคงนั่งนิ่งเป็นปกติ   แถมยิ้มน้อยๆอีกด้วย แม้ว่าอายุจะย่างเข้า 70ปี แล้ว   แต่ท่านเจ้า
พระคุณยังคงมีจิตใจที่เป็นหนุ่มและเปิดเผย   เพื่อให้ศิษยานุศิษย์ยอมรับด้วยใจ   ท่านมักจะใช้การกระทำ
ของตนเองแทนการสอนสั่งด้วยวาจา    ตามปกติไม่ว่าจะก้าวเดิน  เปิดประตู  เปิดลิ้นชัก   จะไม่ส่งเสียงรบกวน
ผู้อื่น  ภารกิจส่วนตัวท่านจะไม่ค่อยรบกวนผู้อื่น  นอกจากปลงผมเองแล้วยังซักเสื้อผ้าเอง  ทุกครั้งที่อาบน้ำ
เสร็จ  จะต้องทำความสะอาดอ่างล้างหน้าด้วย   เพื่อไม่ให้มีคราบเกาะ  นานวันจะล้างยาก   แม้แต่พักอยู่
โรงแรมตอนไปต่างประเทศก็ไม่มียกเว้น   สมดังที่ว่า “ขอใช้แม่น้ำนับพันสาย  แต่ไม่รบกวนน้ำใจคน” ท่านยัง
ใส่ใจในแนวความคิดของคนหนุ่มสาว   คำขอร้องของศิษยานุศิษย์ท่านจะพยายามตอบ   “OK”   แต่ไม่พูด   
“NO”   ในฐานะอาจารย์  น้อยนักที่จะใช้น้ำเสียงที่ออกคำสั่งกับคน  ลูกศิษย์แสดงออกไม่ถูกทาง  ก็ไม่ใช้วาจา
ที่ทำร้ายจิตใจคนหนุ่มสาว   เพียงแต่พูดว่า   “ถ้าฉันเป็นเธอ   เรื่องนี้จะจัดการด้วยรูปแบบอื่น  อาจจะทำได้
ดีกว่า”   นี่คือหลักการ “ไม่รุกจุดอ่อนคนหนักข้อเกิน    ต้องคิดว่าเขาจะรับได้แค่ไหน   สอนสั่งสิ่งที่ดีแก่คน
อย่าให้สูงเกินไป   ต้องให้เขาสามารถปฏิบัติตามได้”
ไม่เหมือนกับภาพพระเถระอาวุโสนั่งหลับตาเข้าฌานที่เห็นกันจนเคยชิน   ท่านชอบบรรยากาศของ
ความสุข   “ความสุขคือแสงอาทิตย์ในห้อง”   ท่านเจ้าพระคุณมักให้กำลังใจคนว่า   ในโลกนี้ไม่มีอะไร
ที่แก้ไขไม่ได้    ทำไมจึงต้องหน้านิ่วคิ้วขมวด   ยังเปรียบเทียบอย่างน่าฟังว่า   “ความสุขเสมือนน้ำหอม   
ราดรดให้คนอื่นมากหน่อย   อาจกระเด็นกลับมาหยดใส่ตัวเองให้หอมด้วย”
กาลเวลาได้ทิ้งความจัดเจนในชีวิต   ความเป็นคนเข้าใจคน   ดังคำกล่าวว่า   “เข้าใจเหตุผลหนึ่ง   
หมื่นเหตุผลรู้แจ้งแทงตลอด”   ท่านมักพูดว่าการทำงานล้มเหลวได้   แต่การเป็นคนล้มเหลวไม่ได้   แค่เรียน
หนังสือเก่งจิตใจดียังไม่พอ   ยังต้องรู้จักใช้   กาลเวลา   ช่องว่าง   ความเป็นมนุษย์  ได้อย่างพอเหมาะลงตัว 
จึงจะเป็นที่ชื่นชมยินดีโดยทั่วกัน

อ่านหนังสือ ชีวิต” เล่มโตให้เข้าใจ
ในสังคมที่ถือเอาการศึกษาความรู้มาเป็นอันดับหนึ่ง   หวังหย่งซิ่งกรรมการผู้จัดการธุรกิจยางไต้หวัน   
คือตัวอย่างของผู้ที่ประสบความสำเร็จในการทำลายความคิดผิดๆในเรื่องการมีความรู้สูงๆ   ท่านเจ้าพระคุณ
เป็นผู้หนึ่งที่ศึกษาเรียนรู้ด้วยตนเอง    เป็นแบบอย่างที่ดีของผู้มีจิตใจกว้างขวางขนาดตรีสหัสสโลกธาตุ
แม้ว่าจะไม่เคยได้รับปริญญาอย่างเป็นทางการสักใบ   หลายสิบปีมาแล้ว   การศึกษาเรียนรู้ด้วยตนเองคือการ
เข้ามหาวิทยาลัยสังคมของท่าน   หนังสือที่พกติดตัว   หนังสือที่ท่านอ่านบนโต๊ะทำงานที่ท่านอ่านจบไปเป็น
ชุดๆ   ได้กลายเป็นหนังสือเก็บรักษาอยู่ในห้องสมุด     และสถานศึกษาสิบกว่าแห่งของโฝกวงซัน   แม้ว่าจะยุ่ง
แค่ไหน   กลับถึงกุฏิตอนกลางคืนห้าทุ่มเที่ยงคืน    ยังไม่จำวัดทันทีจะต้องนั่งอ่านหนังสือเงียบๆคนเดียวสักพัก  
ซึ่งเป็นสิ่งที่มีความสุขที่สุด   ปกติท่านมักจะอ่าน “ประวัติพระเถระ”  “พงศาวดารการเมือง” ของไป๋หยัง   นิยาย
บู้ลิ้ม  นิยายเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ก็ชื่นชอบเช่นกัน หนังสือพิมพ์วารสารคืออาหารเสริมปัญญาที่ไม่อาจขาดได้
กับสหายหรือลูกศิษย์  ของขวัญที่ถูกใจที่สุดคือหนังสือ ไม่นานนี้เดินทางไปอเมริกามอบหนังสือ “หย๋งใจสุยปี่”   ให้สวี่เจี่ยถุนเล่มหนึ่ง   คุณสวีดีใจเหมือนได้มณีล้ำค่า
ท่านมักจะพูดว่า   การอ่านหนังสือเป็นความสุขอย่างหนึ่ง    ต้องอ่านให้ออกรส   ให้สนุก  แต่ไม่ใช่ยิ่ง
อ่านยิ่งทุกข์   เพราะรู้ดีว่าตนเองชอบการอ่าน   เวลาทำงานสังคม   สิ่งที่เน้นคือ  “ความสามารถในการเรียน   
แต่ไม่ใช่ “ประสบการณ์การเรียน”   อีกทั้งยังต้องเรียนให้เข้าใจ “ชีวิต” “จิตใจมนุษย์”   ที่เป็นหนังสือเล่มโตนี้   
จึงจะเป็นคนที่เรียนหนังสือเป็นจริงๆ ฟังท่านสนทนาหรือกล่าวปราศรัย   คนจำนวนมากแปลกใจว่าท่าน
ออกบวชแต่เล็ก   อยู่ในร่มกาสาวพัสตร์   ทำไมจึงเข้าใจแจ่มแจ้งในความเคลื่อนไหวของสังคมเศรษฐกิจ
การเมือง   และเข้าใจในอารมณ์ความรู้สึกของชาวบ้านได้   ความจริงเคล็ดลับคือ การเป็น “พหูสูต”   ( บัลลังก์
ของพระกษิติครรภโพธิสัตว์   บางคนเรียกว่า “สี่ไม่เหมือน”   นามที่แท้จริงคือ “พหูสูต”)   ไม่ว่าจะสนทนากับ
แขกผู้มาเยือน   เพื่อน  ญาติโยม   ลูกศิษย์   ท่านจะรับฟังด้วยใจที่นบนอบ   ซึมซับประสบการณ์ของแต่ละคน
ไว้   ท่านเคยบอกว่าตัวท่านเหมือนฟองน้ำ   ยังเหมือนคอมพิวเตอร์   ข้อคิดเห็นที่ดีทัศนะคติที่ดี   เมื่อเก็บเข้า
คอมพิวเตอร์ก็กลายเป็นของตนเองและไม่มีวันลืมเลือน

ให้คนยอมรับ  ให้คนปฏิบัติได้จริง
กวีเอกตู้ฝู่เคยกล่าวว่า   “อ่านพันตำราจนทะลุ   จรดพู่กันดุจเทวดา”   ในบรรดาผู้ออกบวชในไต้หวัน   ผลงานปลายปากกาของท่านเจ้าพระคุณไม่เบา  ถามท่านถึงเคล็ดลับการเขียน หวนคิดถึงสมัยที่เริ่มฝึกเขียน
ด้วยตนเอง  ท่านเล่าว่า  เนื่องจากขาดแคลนกระดาษ  เมื่อคิดได้แล้วก็ต้องจดจำไว้  ประกอบกับตอนนั้นเวลา
ฉันอาหาร   เข้าอุโบสถจะต้องเข้าแถวนานมาก   ท่านจึงมีความสามารถในการใช้เวลาที่รอนี้ วางโครงร่าง   
ความเคยชินนี้ดำรงมาจนถึงทุกวันนี้   หัวข้อเรื่องที่จะเขียนมักจะเรียบเรียงในสมองไว้แล้ว   เวลานั่งรถ   หรือ
เดินจะคิดวางกรอบรูปแบบไว้  ดังนั้น บทความบทหนึ่งตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงบทสรุป  จึงมักจะเขียนเสร็จอย่าง
รวดเร็ว
ถ้าจะพูดถึงแนวการเขียน   ท่านเจ้าพระคุณเดินในแนวที่อ่านเข้าใจง่าย   นิยามคำศัพท์ที่เกิดขึ้นตามยุค
ตามสมัยเช่น   “ยีน” (ดีเอนเอ)   เป็นต้น   ท่านก็สามารถหยิบยกเอามาใช้ได้อย่างลงตัว   นักวิจารณ์พูดถึง
บทความของท่านว่า   “ดีกรีเข้มข้น   เรียบง่ายแต่รสลุ่มลึก”   ใช้รูปแบบที่มีชีวิตชีวา   ภาษาปัจจุบันเข้าใจง่าย   
ในการสะท้อนความหมายที่ล้ำลึกออกมาให้เข้าใจ   พระเถระในประวัติศาสตร์ที่ท่านเจ้าพระคุณชื่นชมที่สุดคือ
พระกุมารชีพ   เพราะคัมภีร์   “อมิตายุสูตร”   “สัทธรรมปุณฑริกสูตร”   วิมลเกียรตินิเทศสูตร”   “วัชรปรัชญา
ปารมิตาสูตร”   ที่ได้แปลออกมา   ทำให้คนท่องได้รื่นไหล   หลักการเขียนของท่านเจ้าพระคุณคือต้องการ
สื่อให้คนเข้าใจ   ให้คนรับได้   ให้คนนำไปปฏิบัติได้จริง   ดังที่เฉิงอีชวนกล่าวว่า   “อ่านได้หนึ่งฟุต   ไม่เท่า
ปฏิบัติได้หนึ่งนิ้ว”

อาจารย์คือขุนเขาล้ำค่าที่มีชีวิต
คนที่ติดตามท่านเจ้าพระคุณมาตลอดหลายปีรู้ดีว่า   อาจารย์คือ “ขุนเขาล้ำค่าที่มีชีวิต”   ไม่นานนี้   
ยังได้ขุดสิ่งมีค่าที่อยู่ในตัวท่านออกมาอีกอย่างหนึ่งคือ   การเขียนพู่กันจีน   เพื่อขอบคุณในการตั้งจิตใฝ่ดี
ของญาติโยม   ท่านเจ้าพระคุณจึงได้ใช้เวลาในยามว่างเขียนวาทะธรรมในพระพุทธศาสนาไว้เป็นสิ่งผูก
สัมพันธ์กับญาติโยม   ท่านมักจะกล่าวอย่างถ่อมตนว่า   ไม่ได้เกิดในตระกูลปัญญาชน   ตัวเองก็ไม่เคยฝึก
เขียนหนังสือมา   เพียงแต่สมัยก่อนเคยเขียนใบประกาศหรือกลอนคู่ไว้ประดับห้องบรรยายธรรม   “ตัวหนังสือ
ที่อาตมาเขียน     สามารถเป็นของขวัญให้คนได้   นับเป็นสิ่งที่คาดคิดไม่ถึง”
แต่ว่า  ตัวอักษรของท่านที่บ่งบอกถึงการลืมทั้งวัตถุและตัวข้า  เขาและข้าเฉกเช่นเดียวกัน  ยังคงเป็นที่
ดึงดูดให้คนจำนวนมากมาขอให้ท่านเขียนให้   และค่อยๆกลายเป็น   “มีค่าในตลาด”   ภาพหนึ่งที่มอบให้
พานเหวยกังกรรมาธิการมูลนิธิสตรีสมัยใหม่ ประมูลขายได้หนึ่งล้านหยวนไต้หวัน  งานประมูลภาพเขียน
มหาวิทยาลัยโฝกวง   ครั้งที่สองจัดขึ้นที่  ไถจง      ตัวหนังสือสี่ตัว “ฉานซินจือเต้า”   ที่ท่านเขียน    คุณซุนสูอิง
เมืองจีหลงได้ซื้อไปในราคาหนึ่งล้านหยวน   แต่ว่ามีอยู่ครั้งหนึ่งเด็กชายอายุ 12 ขวบ   ขอซื้อภาพหนึ่งในราคา
หนึ่งร้อยหยวนในงานประมูล   ท่านเจ้าพระคุณก็ตอบตกลงด้วยความยินดี

เมื่อการเกิดน่ายินดี   การตายใยต้องโศกเศร้า
แม้จะครองตัวอยู่ในพระพุทธศาสนามานานนับ 50 ปี   ท่านเจ้าพระคุณก็หนีไม่พ้นการเกิด  แก่  เจ็บ  ตาย ของชีวิตที่ได้อาศัยสังขารนี้อยู่   ความคิดที่อยากให้คนอื่นดีใจ   ท่านจึงไม่เคยพูดถึงปัญหาสุขภาพของตนเอง   ความจริงโรคเบาหวานที่ท่านเป็นมาหลายสิบปี   ได้ทำลายสายตาและมีผลกระทบไปถึงความจำด้วย   หลายปี
มานี้ผิวหนังที่ได้รับบาดเจ็บเพียงเล็กน้อยก็หายยากขึ้น   ลูกศิษย์ญาติโยมเป็นห่วง   ต่างขอให้ท่านลดงานลง   
พักผ่อนให้มาก   รักษาสุขภาพ   มีคนมากมายส่งยาจีนบ้าง   ตำรับยาลับเฉพาะมาให้บ้าง   หลีอู่เหยียน (ฉือเจ้า) 
ลูกศิษย์ที่ติดตามท่านมา 30 กว่าปี   เป็นเจ้าหน้าที่เอกซเรย์อาวุโส   หลายครั้งที่เชิญท่านไปตรวจสุขภาพที่
โรงพยาบาล  ถึงขนาดคุกเข่าอ้อนวอน   พูดถึงปัญหาสุขภาพของตนเอง   ท่านพูดเรียบๆว่า   “คนมีร่างเดียว   
ชีวิตเดียว   ใจนิดเดียว”
ตัวท่านเองไม่ใส่ใจ   คนวงในและวงนอกศาสนาบางคนกลับเห็นว่าพระเถระผู้ใหญ่ที่กำลังวิ่งแข่งกับ
กาลเวลาผู้นี้   ต้องมีสักวันที่วิ่งไม่ออก   และยังคาดเดาว่าถ้าท่านล้มลงจริงๆ   “ตำแหน่งอาจจะหาแทนได้   
ชื่อเสียงไม่อาจแทนกันได้”   องค์กรที่มีขนาดมหึมานี้จะเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้าง
ต่อข้อสงสัยนี้   ท่านกล่าวด้วยความมั่นใจว่า   “อาตมาไม่กลัวตาย   ความตายเป็นเรื่องธรรมดามาก   
คนที่มีศรัทธาอย่างเรา   ไม่ใช่ตายไม่เป็น     ต่อหน้าความตายรู้ดีว่าความตายไม่ใช่บทสรุป   แต่เป็นการเริ่มต้น
อีกช่วงหนึ่งของชีวิต   อาตมามักเปรียบการตายเหมือนการย้ายบ้าน  หรือเปลี่ยนเสื้อใหม่  ที่ว่าการเกิดและตาย   
ตายและเกิด   สองเป็นหนึ่ง   หนึ่งเป็นสอง   เมื่อการเกิดน่ายินดี   การตายใยต้องโศกเศร้า”
“ส่วนที่ว่าเมื่ออาตมาตายแล้ว    โฝกวงซันจะทำอย่างไร   เรื่องนี้ไม่ต้องเป็นห่วง   ตั้งแต่อาตมาวางมือ
มา โฝกวงซันก็ยังไปได้ด้วยดีไม่ใช่หรือ   โฝกวงซันได้เข้าสู่ระบบแล้ว   เป็นที่ที่สงบบริสุทธิ์   ถ้อยทีถ้อยอาศัย   
เป็นองค์กรสงฆ์ที่มีระเบียบวินัย   เป็นการนำโดยหมู่คณะที่มีการจัดตั้งที่สมบูรณ์แข็งแรง   ดังนั้น   คนที่เป็นห่วง
อย่าได้เอาโฝกวงซันกับการตายของอาตมาไปปะปนกัน”

70 ปีที่สบายๆเป็นไปตามบุญวาสนา
สุดแท้แต่วงการภายนอกจะยกยอหรือเหยียบย่ำ   จะเอาใจใส่หรือคาดเดา   ท่านเจ้าพระคุณได้ประเมินค่า
ของตนเองไว้นานแล้ว………….เหมือนยกน้ำหนักแต่เบา สบายๆ   เป็นไปตามบุญวาสนา 70 ปี   เหมือนโศลก
ของอาจารย์เซียงเหยียนจื้อเสียนที่บรรยายว่า   “ทุกแห่งไร้ร่องรอย   ชื่อเสียงระบือไกล”
ท่านเจ้าพระคุณเคยเขียนในสมุดบันทึกว่า 
"ตั้งจิตเมตตากรุณาโปรดเวไนยสัตว์
กายดุจทะเลธรรมไม่จมเรือ
ถามว่ากุศลใดสร้างยามชีวิตยัง
(โฝกวงซัน) แสงพุทธธรรมสาดส่องห้ามหาทวีป"


ทั้งนี้เป็นสิ่งซึ่งแสดงถึงทัศนะต่อชีวิตตนเอง จริงดังที่ท่านว่า   ทุกคนต่างมีสถาปนิกสร้างชะตาชีวิตของ
ตนเอง ในฐานะที่ตัวเป็นพุทธสาวกที่ทำเพื่อการพลิกฟื้นชะตากรรมศาสนา   ถือการเผยแผ่เป็นชีวิต   บนเส้นทาง
คุณธรรมที่มีแต่มุ่งตรงไปข้างหน้าของชีวิต   โดยไม่ละล้าละลังคิดถอยหลัง   และในฐานะของพระภิกษุธรรมดา
ที่ไม่ธรรมดา   ท่านเจ้าพระคุณก็ได้แสดงออกถึงชีวิตที่มีแต่ความซื่อสัตย์   ไม่ถอยหลังเพราะเห็นแก่ตัว