สิบกว่าร้อน   สิบกว่าหนาว
รองเท้าพระของท่านเดินผ่านทวีปเอเชีย   อเมริกา   ยุโรป   แปซิฟิก   อาฟริกา….
มหาชนทั่วสิบทิศไม่ว่าสีผิวอะไร   ภาษาไหน   ล้วนได้รับการต้อนรับจากพุทธธรรม
ลงหลักปักฐานให้กับความเป็นสากลของพุทธศาสนา

            พร้อมกับการพัฒนาไพบูลย์ทางเศรษฐกิจไต้หวัน   ประทีปพุทธธรรมโดดเดี่ยวดวงหนึ่งที่ที่สืบต่อมาจาก
จีนแผ่นดินใหญ่เมื่อ 40 ปีก่อน   ภายใต้การสนับสนุนที่มีอำนาจทางเศรษฐกิจการค้าที่เข้มแข็ง   ได้ทลายแนว
กำแพงของเกาะออกสู่โลกภายนอก   เริ่มตั้งแต่เขตเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในยุคปี 50  สู่ญี่ปุ่น  เกาหลี ในยุคปี
60 และทวีปอเมริกาแปซิฟิคในยุคปี 70-80   ที่แอฟริกาในยุคปี 90   ท่านเจ้าพระคุณเองก็เริ่มจากวัยหนุ่ม  
วัยฉกรรจ์   วัยกลางคน   ก้าวไปทีละก้าว  เปิดเส้นทางไปสู่ความเป็นพุทธศาสนาสากล ในส่วนนี้   วัดซีไหลใน
อเมริกาคือหลักแสดงระยะทางที่มีความหมายสำคัญยิ่ง

วัดแห่งแรกในซีกโลกตะวันตก

            วัดซีไหลตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของเมืองลอสแองเจลลิสไปราว 20 ไมล์   สวนสาธารณะมอนเทอรี
(หรือไต้หวันน้อย) ราว 20 นาที   ต้นฤดูใบไม้ผลิในเดือนพฤษภาคม   ลมพัดเย็นสบายยามเช้าของเมืองท่า  
ขนาดใหญ่ทางฝั่งตะวันตกของอเมริกากำลังทักทายนักท่องเที่ยวอย่างกันเอง   นั่งรถจากสนามบินเลียบขึ้น
ทางด่วน   ไปถึงหนึ่งชั่วโมง   ค่อยๆปรากฏเนินสูงตรงหน้า   บนเส้นทางภูเขาที่คดเคี้ยว   เป็นเพียงเงาไม้พริ้ว
ระบำตามไหล่เขา   แสงเจิดจ้าสาดเข้าม่านตาจากกำแพงสีเหลืองอร่าม   เบื้องเงาแวววับ   สีสันธรรมชาติของ
ป่าเขาสดใสอิ่มเอิบขึ้นมาในฉับพลัน   หลังจากนั้นราวหนึ่งนาทีมองเห็นประตูวัดเด่นตระหง่านอยู่เหนือศรีษะ  
ประดับด้ายป้ายชื่อ   “วัดซีไหลโฝกวงซัน”   ตัวหนังสือขนาดเขื่องที่เป็นลายมือของท่านเจ้าพระคุณผู้ก่อตั้ง
สำนักชื่อธรรมสถานแห่งนี้ตามที่ทะเบียนจดในอเมริกา คือ“สมาคมส่งเสริมพุทธศาสนาสากล” (International 
Buddhist  Progress  Society)   ส่วนชื่อภาษาจีนว่า   “วัดซีไหล”   ซึ่งความหมายว่า   “พุทธธรรมจากตะวันตก”  
วัดซีไหลนี้เป็นการผสมผสานระหว่างพุทธศาสนาที่เป็นจารีตประเพณีและสังคมยุคใหม่   ตั้งอยู่บนเนินเขา
Hacienda Heights มีพื้นที่ 15 เอเคอร์   พื้นที่ก่อสร้างรวม 102,432 ตารางวา   ออกแบบโดยนักออกแบบชื่อดัง
หยังจูหมิง   ชาวจีนในอเมริกา   วัดซีไหลเริ่มก่อสร่างในปี ค.ศ.1986   แล้วเสร็จในเดือนพฤศจิกายน
ปี ค.ศ.1988   ตอนทำพิธีวางศิลาฤกษ์พระอุโบสถนั้น   ได้นำอิฐที่ทำจากธัญพืช   และทรายจากแม่น้ำคงคา  
ที่ท่านเจ้าพระคุณตั้งใจอันเชิญมาจากอินเดียด้วยตนเอง   และดินของโฝกวงซัน   ผสมลงในปูนซิเมนต์เพื่อ
เป็นรากฐาน   อันเป็นการสื่อถึงต้นกำเหนิดพุทธธรรมอันไกลโพ้น    สายแห่งธารธรรมทอดยาว
ตอนสร้างเสร็จ   นิตยสารไลฟ์ (Life) ฉบับเดือนนั้นได้ตีพิมพ์รูปอาคารวัดจีนสีทองอร่าม   พร้อมกับ
ตั้งชื่อให้ว่า   “วัดแห่งแรกบนซีกโลกตะวันตก”   ยังเปรียบเปรยว่านี้คือ   “เมืองต้องห้ามในอเมริกา” (เมือง
ต้องห้ามหรือจื่อจิ้นเฉิงคือนามเดิมของพระราชวังปักกิ่งสมัยที่จักรพรรดิจีนยังใช้เป็นที่ประทับ - ผู้แปล)  
เดือนเมษายนในปีถัดมาหนังสือ   “รีดเดอร์ไดเจท” (Readersdigest) มีบทความรายงานเกี่ยวกับวัดซีไหล
เช่นกัน
วัดซีไหลยังคงดำเนินตามประเพณีปฏิบัติของโฝกวงซัน   โดยมีเป้าหมายหลักที่ต้องการแสดง
ศักยภาพ 3 ประเภท คือ

 เป็นศูนย์กลางวัฒนธรรมจิตวิญญาณให้กับอเมริกา
เพื่อให้ชาวตะวันตกใช้ธรรมสถานเป็นที่ศึกษาพุทธศาสตร์
เพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมตะวันตก – ตะวันออก
ดังนั้น   เมื่อเดินไปถึงส่วนใดของวัดซีไหล  จะเห็นพุทธศาสนิกชน  นักท่องเที่ยวที่มีสีผิว เหลือง  ขาว  
ดำ   แตกต่างกัน   ที่สมาคมเฉาซัน  อาคันตุกะที่เป็นพระลามะจากอินเดียพำนักอยู่    ยังมีการเข้าเยี่ยมคารวะ
ของพระภิกษุจากสเปน เสียงสนทนาภาษาอังกฤษ   จีน  ไต้หวัน   กวางตุ้ง   ผสานก้องอยู่ใต้ฝ่าพระบาท
พระพุทธองค์………….

ช่องหน้าต่างสุดวิเศษที่เปิดแสดงวัฒนธรรมตะวันออก
เนื่องจากมีต้นกำเนิดจากโฝกวงซันไต้หวัน   หลายปีมานี้บุคคลสำคัญของรัฐบาล   ถ้าไปอเมริกา
ส่วนใหญ่จะต้องเข้าเยี่ยมวัดซีไหล เช่นเฮ่าโป๋ชุนผู้อำนวยการสภาการบริหาร  คังหนิงเสียงคณะกรรมาธิการ
กฎหมาย    นายพลเจี่ยงเหว่ยกั๋ว    หลี่ฮว้านที่ปรึกษาทำเนียบประธานาธิบดี   หวีเฉินเวี่ยอิงอดีตผู้ว่าการ
เมืองเกาสยง เป็นต้นล้วนเคยไปมาแล้ว      
มีอยู่ครั้งหนึ่ง  ท่านเจ้าพระคุณพูดกับท่านจางชิ่งเหยียนผู้อำนวยการสำนักงานปรสานงานอเมริกา
เหนือว่า   “ยินดีให้วัดซีไหลเป็นสถานรับรองของสำนักงานประสานงานเชิญใช้บริการเต็มที่”   ในบรรยากาศ
การเมืองของดินแดนสองฝั่งที่มีความอ่อนไหว   เนื่องจากวัดซีไหลอยู่ใน “ฐานะบุคคลที่สาม”   จึงมีบทบาท
ในการลดความขัดแย้ง  ได้เคยรับรองท่านจูฉี่เจินเอกอัครราชทูตประจำอเมริกา  และเคยให้การดูแลสวีเจียถุน  
อู๋เออร์ไคซีเป็นต้น    บุคคลที่มีชื่อถูกจัดว่ามีความเห็นแตกต่างอย่างเผิงหมิงหมิ่น ก็เคยมาเป็นแขกสำคัญของ
ที่นี่  ส่วนผู้ว่าเทศบาลเมืองท้องถิ่นและวุฒิสมาชิกก็รู้สึกเป็นเกียรติที่ได้รับเชิญจากวัดซีไหล  นางหวีเจียงเวี้ย
กุ้ยผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนียเชื้อสายจีนเคยกล่าวชมว่า   “ดิฉันอยู่แคลิฟอร์เนียมานานหลายปี      ทำไมไม่รู้ว่า
ที่รัฐนี้มีสถานที่ดีๆอย่างนี้”
วันนี้  วัดซีไหลได้กลายเป็นหน้าต่างสุดวิเศษที่แสดงวัฒนธรรมตะวันออก   และเป็นฐานที่มั่นที่พุทธ
ศาสนาจะพัฒนาในตะวันตก   ทว่าเบื้องหลังความยากลำบากของการก่อร่างสร้างตัวในช่วงนั้น    เป็นการ
สะท้อนภาพความจริงของประวัติศาสตร์การต่อสู้บุกบั่นของชาวจีนในต่างแดน
เมื่อ 20 ปีก่อน   ท่านเจ้าพระคุณได้รับเชิญเข้าร่วมพิธีการเฉลิมฉลองครบรอบ 200 ปีวันชาติอเมริกา  
แม้ว่าจะเป็นการเหยียบย่างดินแดนนี้เป็นครั้งแรก   ท่านก็ได้สำรวจด้วยสายตาอันแหลมคมว่า   ดินแดนแห่งนี้
มีวัฒนธรรมที่หลากหลาย  อยู่กันอย่างสันติ  มีมิตรไมตรี  ประกอบกับพลเมืองใหม่ที่เป็นชาวอเมริกันเชื้อสาย
จีนมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นทุกวัน   ผู้เร่ร่อนอยู่ต่างแดนย่อมต้องการสถานที่ที่เป็นที่พึ่งทางใจ   ในฐานะชาวจีน  
ภายในจิตใจท่านมีความมุ่งมั่นปรารถนา   เมื่อร้อยปีมานี้ศาสนาคาธอลิค    ศาสนาคริสต์ของตะวันตก  
ล่องเรือติดปืนใหญ่  เผยแผ่ศาสนาไปทั่วทุกแห่งของประเทศจีน  วันนี้เราน่าจะใช้วิธีสันติภาพ  นำพุทธศาสนา
เผยแผ่สู่โลกตะวันตก
เมื่อเกิดความคิดนี้ขึ้น   ภายใต้การเร่งเร้าอย่างกระตือรือร้นของศิษยานุศิษย์   จึงได้ส่งท่านฉือจวง
และท่านอีหังผู้รู้ภาษาอังกฤษ   พกเงินห้าหมื่นดอลล่าห์ (เงินจำนวนนี้สำหรับท่านเจ้าพระคุณในตอนนั้น
ถือว่ามาก) ไปอเมริกาสำรวจดูว่าพอจะสร้างวัดได้ไหม  เมื่อพระธรรมาจารย์ฉือจวงมาถึงอเมริกา สอบถาม
ได้ความว่า   ในเขตแคลิฟอร์เนีย  ราคาบ้านหนึ่งหลังอย่างน้อยต้อง 7-8 หมื่นดอลล่าห์  เดิมคิดว่าจะถอดใจ
กลับบ้าน   เมื่อท่านเจ้าพระคุณทราบข่าว     ได้บอกให้ลูกศิษย์ว่าอย่าใจร้อนอยู่ดูอีกสักพัก   จากนั้นจึงไป
อเมริการ่วมคิดหาวิธีด้วยตัวเอง     สวรรค์ไม่ใจร้ายกับคนตั้งใจจริง     พวกเขาพบว่ามีโบสถ์แห่งหนึ่งกำลัง
บอกขาย      ลูกศิษย์ลังเลว่าซื้อโบสถ์คริสต์มาทำเป็นวัดพุทธจะเหมาะสมหรือไม่   อาจารย์กลับตัดสิน
เดี๋ยวนั้นเลย     ท่านมองว่าซื้อบ้านที่เคยเป็นสถานที่ใช้ในทางศาสนา   ต่อไปจะสะดวก   จึงวางมัดจำสอง
หมื่นดอลล่าห์   ไปทำเรื่องกู้เงินที่ธนาคาร   ในที่สุดพุทธศาสนาจีนก็มีจุดเริ่มต้นที่มีความหวังไม่สิ้นสุดแห่ง
หนึ่งในอเมริกา
จากการลงมือซ่อมแซมรั้ว   วาดภาพพระพุทธรูปโดยมีพระไม่กี่รูปช่วยทำกันเอง   วันจัดงานทำบุญ
ครั้งแรก    ก็มีคนขับรถจากแดนไกลมาร่วมงาน   หลังจากนั้นครั้งที่สอง –สามคราวนี้มากันเนืองแน่นล้นหลาม
ดังนั้นจึงได้สร้างวัดไป๋ถ่าที่เมย์วูด (Maywood)  ไม่นาน   วัดไป๋ถ่าก็ไม่พอรองรับได้อีก   เป็นเหตุปัจจัยที่ต้อง
สร้างธรรมสถานที่ใหญ่ขึ้นไปอีก

ชาวเมืองฮาแซนด้าขัดขวางเต็มที่
นางจางเหยาหงอิ่งศิษย์เก่าของท่านเจ้าพระคุณผลักดันความคิดนี้เต็มที่   เป็นคนแรกที่บริจาคเงิน
3 แสนดอลล่าห์ตั้งเป็นกองทุน    บวกเงินบริจาคของคนอื่นๆ   สนับสนุนให้อาจารย์ซื้อที่ผืนหนึ่งบนเขา
ฮาแซนด้า  ยื่นหนังสือขอสร้างวัดกับรัฐบาลแคลิฟอร์เนีย   ใครจะคาดคิดว่า   บริเวณนี้เป็นเขตของคน
ชั้นสูงผิวขาว   จริงๆแล้วที่พักผ่อนยามชราของผู้มีอันจะกินจำนวนมาก   ชาวบ้านมีความคิดอนุรักษ์  
เกี่ยวกับการก่อสร้างวัด   ผู้คนจึงพากันส่งเสียงวิพากษ์วิจารณ์  ขัดขวางกันเต็มที่   เหตุผลที่พวกเขาคัดค้าน |
คือ   เกรงว่าจะทำลายสภาพสิ่งแวดล้อมธรรมชาติ   การสวดมนต์ การจุดประทัดสร้างเสียงรบกวน   เครื่อง
แต่งกายที่แปลกแยกของภิกษุ   ภิกษุณีอาจนำพาเยาวชนเสียคน   “คนจีน   “ล้วน”กินเนื้อสุนัข   กลัวชีวิต
สุนัขอันเป็นที่รักจะไม่รอด
ต่อมาจากการทำประชาพิจารณ์ 6 ครั้ง     การตอบคำถามชี้แจงอีกกว่าร้อยครั้ง   ด้านหนึ่งปฏิบัติตาม
ข้อเสนอของคณะกรรมการส่งเสริมเขาฮาแซนด้าทั้งหมด ที่ให้แก้ไขอาณาเขตที่ก่อสร้าง  ทั้งความสูง สีสัน  
อีกด้านก็รับปากว่าต่อไปในอนาคต   เงินบริจาคที่ได้จากกิจกรรมการกุศลสาธารณะประโยชน์  ต้องคืนกำไร
ให้กับชุมชน      ไม่ง่ายเลยกว่าจะเสร็จสิ้นผ่านขั้นตอนทางกฎหมาย
เป็นที่คาดเดาได้ว่า   ชาวเมืองท้องถิ่นไม่ใช่มุ่งไปที่ปัญหาทางกฎหมายอย่างเดียว     ความจริงสิ่งที่
ทำให้พวกเขาคัดค้าน   เป็นเพราะการปิดกั้นของวัฒนธรรมก่อให้เกิดความระแวงสงสัย    ท่านเจ้าพระคุณได้
คำนึงถึงใจเขาใจเรา  ดังนั้นแม้ว่าพวกเขาจะใช้พวกวัยรุ่น   ใช้วาจาหยาบคายด่าทอหรือเอาก้อนหินขว้างปา
ทำลาย   ก็ปฏิบัติตอบด้วยความอดทน   ไม่เพียงเชื้อเชิญให้สมาชิกกรรมการส่งเสริมฯ มาตรวจงานก่อสร้าง  
ร่วมรับประทานอาหารสนทนาแลกเปลี่ยน  ยังนำลูกศิษย์ทั้งฝ่ายสงฆ์ – คฤหัสถ์   ช่วยเก็บกวาดถนนด้วยตัว
ท่านเอง   เป็นการแสดงออกถึงความจริงใจในการคืนกำไรให้กับชุมชน   อยู่ไปๆความระแวงสงสัยของผู้คน
ค่อยคลายลง   มีแต่ความซาบซึ้งใจ    มิสเตอร์สมิทส์บาทหลวงศาสนาคริสต์ถึงกับช่วยพูดขอร้องแทน
วัดซีไหลในที่ประชุมประชาพิจารณ์ว่า   “ภรรยาผมเป็นชาวเวียตนาม    นับตั้งแต่เวียตนามเกิดสงคราม  
ไม่มีบ้านให้กลับ  ทุกวันต้องใช้น้ำตาล้างหน้า  ผมหวังว่าจะมีที่สักแห่งหนึ่งให้เธอได้มีที่พึ่งพิงทางจิตใจ”

สถานที่พุทธศาสนิกชนได้พักกายพักใจ
ผ่านหนทางอันคดเคี้ยวนับสิบปี   เมื่อวัดซีไหลก่อสร้างแล้วเสร็จ   ผู้นำวงการเมืองและวงการพุทธ
ศาสนาทั่วโลกต่างมีสารแสดงความยินดี   วุฒิสมาชิก Mathew G Martinez กล่าวว่า “วัดซีไหลธรรมสถาน
อันสง่างามแห่งนี้    ไม่เพียงเป็นที่ทำกิจกรรมต่างๆของสาธุชนและผู้คนในเขตชุมชน   ยังได้เป็นสถานแลก
เปลี่ยนวัฒนธรรมความคิดตะวันตกและตะวันออก”    พระธรรมาจารย์โลทนศาลาประธานการบริหารสภา
พุทธศาสนาอเมริกา (Dharma Vijaya Buddhist Vihara)   กล่าวด้วยความรู้สึกภาคภูมิใจว่า   “(วัดซีไหล) จะเป็น
หอประทีปในการส่งเสริมและเผยแผ่พุทธธรรม ........  เกียรติยศอันสูงส่งของพุทธธรรมในซีกโลกตะวันตก”
เมื่อวัดซีไหลก่อตั้งเสร็จ   ได้เป็นเจ้าภาพจัดงานพุทธศาสนิกสัมพันธ์ครั้งที่ 16   ซึ่งก่อนหน้านี้ยังไม่เคยจัดงาน
นี้นอกเขตทวีปเอเชีย    นี้ก็เป็นสัญญลักษณ์แสดงให้เห็นว่าพุทธศาสนา “เป็นสากล”   แล้วจริงๆ
สิบกว่าปีมานี้   ท่านเจ้าพระคุณได้ดำเนินตามปณิธานที่ได้ตั้งไว้   ได้สร้างวัดซีไหลสู่ความเป็นสากล  
เป็นศูนย์กลางการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมที่มากประสิทธิภาพ   ทางด้านกิจกรรมทางพุทธศาสนา   มักจัดงาน
บุญมหากรุณาอภัยทาน  การถือศีล 8 (ศีลอุโบสถ)  การร่วมสวดอมิตาภพุทธะ   และการสัมนาพุทธศาสตร์
เป็นต้น   กล่าวในด้านพุทธศาสนิกชนอเมริกา   วัดซีไหลเปรียบเสมือนสมอแห่งจิตวิญญาณ   และเป็นขุม
พลังของที่พักกายพักใจ   ไม่ว่าจะเป็นผู้ย้ายถิ่นใหม่หรือเก่า   การพำนักอยู่ต่างถิ่นต่างเมือง   ความทุกข์
ความอึดอัด   อุปสรรคมากมายในชีวิตความเป็นอยู่   จิตใจ   อารมณ์   ความรู้สึก   ล้วนได้รับการชี้แนะขจัด
ปัดเป่าจากพระธรรมาจารย์ในวัดซีไหล  หากมองท่านด้านสังคมศาสตร์  ที่แห่งนี้เป็นสถานที่สังสรรค์สมาคม
และค้นหาผู้ที่มีความคิดแนวเดียวกัน
วันตรุษจีนของทุกปี  ชาวจีน (ที่มาจากแผ่นดินใหญ่  ไต้หวัน  ฮ่องกง)  เวียตนาม   กัมพูชา   ต้องขับรถ
เป็นระยะทางสองสามชั่วโมงมาทำบุญไหว้พระที่วัดโดยไม่ได้นัดหมาย   ถนนบนทางด่วนรถติดกันยาวเพราะ
เหตุนี้   ที่จอดรถสองร้อยกว่าคันของวัดซีไหลเต็มหมด   เช่าลานจอดรถของโรงเรียนใกล้เคียงก็ยังไม่พอ     
ทางกรมตำรวจต้องส่งตำรวจ 8 นายมาอำนวยความสะดวกให้    ในวันนั้นมีคนส่วนหนึ่งต้องจอดรถในที่ห่างไกล
ออกไป   แล้วเดินเท้าขึ้นเขา    มีชาวอเมริกันที่อยู่ในเหตุการณ์แทบไม่อยากเชื่อสายตาตนเองกล่าวว่า  
“เหมือนกับขบวนมดงาน  ไม่สนใจสิ่งรอบข้าง    จิตใจจดจ่อที่จะกลับคืนรังของตนเอง”
ทางด้านการบริการผู้อยู่ต่างแดน วัดซีไหลได้จัดศูนย์บริการ  ให้บริการอาหารที่พักรวมทั้งบริการรับส่ง  
ไปกลับฟรีเป็นต้น   เจ้าหน้าที่ศูนย์บริการประเมินว่า   เฉลี่ยในแต่ละวันที่วิ่งไปสนามบินมากกว่า 5-6 เที่ยว   และ
เป็นการ “บริการ 24 ชั่วโมง”   ค่าอาหารที่พักฟรีช่วยผู้ที่มาใหม่ในต่างแดนได้ไม่น้อย   เคยมีชายผู้หนึ่งพักอยู่ที่
สมาคมเฉาซันนานครึ่งปี   จนกระทั่งหางานทำได้แล้วจึงจากไป
นอกจากนี้   ยังได้จัดตั้ง “โรงเรียนศิลปวัฒนธรรมจากตะวันตก”   เปิดวิชาจัดดอกไม้   ทำอาหาร
มังสวิรัติ  การรำไท้เก๊ก  กู่เจิง  ภาษาจีน  พู่กันจีนและสตรีสนทนาธรรมเป็นต้น  เติมเต็มชีวิตจิตใจที่สดใสให้กับ
มวลชน  เพื่อช่วยแก้ปัณหาการดูแลเด็กเล็กและคนชราของคู่สามีภรรยาที่ต้องออกทำงานนอกบ้าน   จึงจัดให้มี
คณะเยี่ยมเยียน   สอนการบ้าน   และ“วิทยาลัยอมิตายุ”   ทุกวันหยุดสุดสัปดาห์   คนทั้งบ้านมาเรียนงานฝีมือ  
คบเพื่อน รับประทานอาหารมังสวิรัติที่ถูกปาก  เป็นที่สุขสำราญอย่างยิ่งของหลายครอบครัวในบริเวณเมือง
ลอสเองเจลลิส

ชาวตะวันตกที่ใกล้เป็นสุขที่ไกลมาหา
ทางด้านการบริการชาวตะวันตก   ไม่เพียงเปิดชั้นพุทธศาสตร์ภาษาอังกฤษทุกวันอาทิตย์   ยังจัดค่าย
พุทธศาสตร์ภาษาอังกฤษ      ทุกครั้งที่มีเทศกาลงานบุญจะต้องมีพระธรรมาจารย์แปลภาษาอังกฤษอยู่ด้วย  
ยังกำหนดวันเวลาสำหรับเลี้ยงสังสรรค์คนในชุมชน   ในงานพิธีมหาอภิเษกหลั่งน้ำอมฤตถือพระรัตนตรัยเป็น
ที่พึ่งที่จัดขึ้นปีละครั้ง   จะมีชาวตะวันตกเข้ามานับถือพุทธศาสนามากขึ้นเรื่อยๆ     เมื่อเดือนพฤษภาคมปีที่แล้ว  
ในกลุ่มผู้เข้าพิธีถือพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง 3 ร้อยคน จำนวนหนึ่งในห้าเป็นชาวตะวันตก  บัดนี้ความวิตกกังวลการ
กีดกันที่มีเมื่อสิบปีก่อนได้ถูกขจัดจนสิ้น   ชาวอเมริกันผู้มาเยือนคึกคักมาก   ประกอบไปด้วยโรงเรียน    สมาคม
ศาสนา   กลุ่มองค์กรธุรกิจเป็นต้น   ในปีหนึ่งๆมีกว่าสองร้อยคณะราวหนึ่งหมื่นแปดพันคน   ในจำนวนนี้ 3 ใน 4
เป็นชาวอเมริกัน  ยังมีที่มาจากประเทศยุโรป   ซึ่งทางวัดซีไหลจะจัดผู้เชี่ยวชาญนำชมอธิบายเป็นภาษาอังกฤษ
ปีที่แล้ว   ในวงการธุรกิจได้ยืมสถานที่จัดการประชุมใหญ่ 5 ครั้ง   งานประชุมย่อย 33 ครั้ง
นอกจากนี้   การจัดงานประชุมของรัฐแคลิฟอร์เนีย    ยังได้เชิญท่านเจ้าพระคุณไปปะพรมน้ำมนต์   ใช้
พิธีการทางพุทธศาสนาทำพิธีเปิดทุกวันจันทร์-พฤหัส สถานีโทรทัศน์ช่อง 53 ของอเมริกา เสนอรายการ  สารคดี
ชุดชื่อ  “โฝกวงซีไหล” ผู้มีจิตศรัทธาบางคนมุ่งมั่นอาสาสมัครทำงานแปลหนังสือเป็นภาษาอังกฤษเพื่อ
ประโยชน์แก่พุทธธรรมจะได้สามารถเผยแผ่ในกลุ่มคนพูดภาษาอังกฤษอุบาสกฮว๋างเหวินซิงปัจจุบันดำรง
ตำแหน่งรองอธิการบดีมหาวิทยาลัย ได้เสร็จสิ้นงานแปล  “วัชรสูตร” และ “หฤทัยสูตร”เป็นภาษาอังกฤษ และ
พิมพ์เผยแผ่แล้ว ตามข้อมูลคอมพิวเตอร์วัดซีไหลแสดงให้เห็นว่า  ปัจจุบันสานุศิษย์ทั้งภายในและต่างประเทศ
มีสูงถึง 2 หมื่นคนขึ้นไป  ส่วนมหาวิทยาลัยซีไหลที่ยืมสถานที่วัดใช้เป็นสถานที่เรียนชั่วคราวยิ่งเป็นโอกาสใน
การให้ความรู้เรื่องพุทธศาสนาและวัฒนธรรมตะวันตกให้รู้ลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น   มหาวิทยาลัยซีไหลที่ก่อตั้งมาแล้ว
5 ปี   ถือคติจิ๋วแต่แจ๋ว  
ปัจจุบันมีนักศึกษาระดับปริญญาตรี พุทธศาสตร์  และปริญญาโทสาขาศาสนาสิบกว่าคน  ศาสตราจารย์
มีถึง 25 ท่าน   ใช้ภาษาอังกฤษบรรยายในชั่วโมงเรียนเพื่อสะดวกแก่คนทุกชาติ    รองอธิบการดีพระธรรมาจารย์
ฉือฮุ่ยกล่าวว่า   โรงเรียนฉางชุนเถิงเหมิง   อายุน้อยที่สุดก็ยังมีประวัติ 1-200 ปี   มหาวิทยาลัยทั่วไปต้องมี 50 ปี
จึงจะแตกหน่อผลิช่อออกมา   หนทางที่มหาวิทยาลัยซีไหลจะเดินยังอีกยาว   แต่จะต้องเดินได้มั่นคงและดีด้วย
สตรีชาวฝรั่งเศส Benedicts Storme ที่วางแผนใช้เวลาสิบปีขี่มอเตอร์ไซค์ท่องโลก  สองปีก่อนมาศึกษา
ที่มหาวิทยาลัยซีไหล  เธอเกิดในครอบครัวคาธอลิค  แต่ 6 เดือนที่แล้วเริ่มถือ “ศีล 5”  เธอได้กล่าวถึงพุทธ
ศาสนาที่มีอิทธิพลต่อชีวิตเธอว่า   “บนหนทางที่ผ่านมา   ดิฉันมักหวาดกลัวต่ออนาคตที่ไม่อาจรู้ได้   และเคย
ตกอยู่ในอันตรายเกือบถึงชีวิตถึงสองครั้ง   แต่หลังจากเข้ามาเป็นพุทธศาสนิกชนแล้ว   ดิฉันไม่กลัวอีกแล้ว  
เพราะดิฉันรู้ว่าพุทธไม่ได้อยู่ในวัด   แต่อยู่ในจิตใจของตัวดิฉันเอง”    ชาวเยอรมัน Karl Uth   กลับใช้เวลาว่าง  
ด้วยการแปลงานเขียนของท่านเจ้าพระคุณเป็นภาษาเยอรมัน   ได้ติดต่อสำนักพิมพ์เตรียมวางแผงในเยอรมัน  
เขาวางแผนว่า หลังจากเกษียนก่อนอายุแล้ว  จะอุทิศตัวให้กับพุทธศาสนา   ครอบครัวมีที่ดินผืนหนึ่งอยู่ใน
เยอรมันตะวันออกเป็นที่อิงภูเขาติดแม่น้ำ Karl Uth ตั้งใจว่าจะถวายที่ดินผืนนี้ให้ท่านอาจารย์     ใช้เวลา 3 ปี
สร้างเป็นวัดจีน   เพื่อใช้เป็นที่เผยแผ่ธรรมแห่งใหม่ในเยอรมัน

วัดสาขาทั่วโลกเกือบร้อย
ท่านเจ้าพระคุณได้ทำตัวเป็นแบบอย่าง   โดยสิบกว่าปีมานี้  วัดซีไหลได้ปฏิบัติตามคำมั่นสัญญา ไม่มี
เสียงสวดมนต์  เสียงอึกทึกรบกวน   สภาพแวดล้อมทั้งภายในภายนอกสะอาดสอ้านเป็นระเบียบสวยงาม  
บริจาคเงิน  หนังสือให้โรงเรียนใกล้เคียงตลอดมา   เมื่อตอนครั้งที่ลอสเองเจลลิสแผ่นดินไหว    ได้ให้ความ
ช่วยเหลือเต็มที่   ห้องประชุมที่ทันสมัยให้องค์กรสมาคมการศึกษาวัฒนธรรมใช้โดยไม่คิดมูลค่า  นอกจากนี้
ยังให้บริการน้ำชา   อาหารว่าง   ทุกวันนี้ชาวชุมชนฮาแซนดากลับรู้สึกดีใจที่มีวัดซีไหลเป็นเพื่อนบ้าน  
โดยเฉพาะธุรกิจที่ดินได้รับประโยชน์ไม่น้อย   หลายปีมานี้ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในอเมริกามีสภาพค่อนข้าง
ตกต่ำ แต่บริเวณเขตชุมชนฮาแซนด้ากับมั่นคงแข็งแรง ชาวจีนจำนวนมากเชื่อมั่นว่า การลงทุนด้านอสังหา
ริมทรัพย์ “ขอให้ติดตามโฝกวงซันไปไม่ผิดแน่”
ก้าวน้อยๆ ของวัดซีไหล   คือก้าวใหญ่ของพัฒนาการประวัติศาสตร์พุทธศาสนา   โดยมีประสบการณ์ของ
วัดซีไหลเป็นครู   สาขาโฝกวงซันในต่างแดนพัฒนาดุจหน่อไม้ในฤดูฝน   จนถึงปัจจุบันนี้มีสาขากว่าครึ่งร้อย  
ในเขตเอเชีย 12 แห่ง   อเมริกา แคนาดา 13 แห่ง   ในยุโรปมีที่ลอนดอน   เบอร์ลิน   ปารีส   สวิสเซอร์แลน   ที่
ออสเตรเลียมีวัดจงเทียน   อารามหนานเทียนเป็นต้น   ที่นิวซีแลนด์มีหอบรรยายและศูนย์ปฏิบัติฌานสมาธิ  
บราซิลมีวัดหยูไหล   ปารากวัยมีศูนย์ปฏิบัติฌานสมาธิ   ที่อาฟริกาใต้กำลังวางแผนก่อสร้างวัดหนานฮวาดำเนิน
งานโดยพระธรรมาจารย์ฮุ้ยหลี่ ท่านเป็น“พระชาวอาฟริกา” รูปแรกในประวัติศาสตร์พุทธศาสนา  เดือนกันยายน
ปีที่แล้ว  ท่านเจ้าพระคุณยังไปที่อาฟริกาใต้ทำพิธีอุปสมบทชาวผิวดำสิบกว่าคนเข้าเป็นศิษย์โฝกวงซัน (ใน
จำนวนนี้มีระดับปริญญาโท-เอก)      นับเป็นการริเริ่มที่ล้ำยุคของประทีปแห่งพุทธศาสนาที่สืบต่อไปถึงดินแดน
อาฟริกา
การทำพุทธศาสนาให้เป็นสากล  ไม่ใช่ลงมือทำก็สำเร็จ    ท่านเจ้าพระคุณก็ไม่แอบอ้างผลงานอะไร  
ท่านมองว่าหลายปีมานี้ยังดำเนินไปอย่างราบรื่น   มีปัจจัยสนับสนุนหลายอย่างคือ
1.  นับตั้งแต่กลางยุคปี 70   ไต้หวันเปิดให้คนย้ายถิ่น   คนที่ย้ายออกมีฐานะทางเศรษฐกิจ การศึกษา
ค่อนข้างดี
2.  คนฮ่องกงหนีปี 1997 (ฮ่องกงกลับคืนสู่จีน)   ผู้คนจำนวนมากย้ายไปประเทศอังกฤษ
3.   ผู้ลี้ภัยแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อพยพไปดินแดนต่างๆเป็นระลอกคลื่นลูกหลานชาวจีนที่ถือพุทธ
ศาสนาเป็นศาสนาแม่   เมื่ออยู่ต่างแดนจึงต้องการที่พึ่งทางใจ   พุทธศาสนาจึงได้พัฒนาไปภายใต้การสนับสนุน
จากพวกเขาเหล่านี้

สานฝันให้เป็นจริง
การเผชิญหน้ากับอนาคต     คนที่ต้องการสานฝันให้เป็นจริงอย่างท่านเจ้าพระคุณรู้ดีว่ายังมีถนนสายยาว
ที่จะต้องเดิน   ยกตัวอย่างอเมริกา   พุทธศาสนาที่เผยแผ่สู่คนอเมริกันที่ไม่ใช่ชาวตะวันออกนั้น   เริ่มต้นจริงๆเมื่อ
ค.ศ.1893   มีการจัดงาน   “การประชุมใหญ่ศาสนาโลก”   ขึ้นที่ชิคาโก   ถึงปัจจุบันนี้ยังไม่ถึงร้อยปี  
นอกจากนี้องค์กรพุทธศาสนาแห่งแรกในเยอรมันคือ   “สมาคมเผยแผ่พุทธศาสนาเยอรมัน” ก็เพิ่งเกิดขึ้น
ในปี 1903 ที่เมือง Leipzig  ย้อนกลับไปมองพุทธศาสนาที่เผยแผ่จากอินเดียสู่จีน   มีการกระทบกระทั่งและ
กลมกลืนเข้ากับวัฒนธรรมความคิดจีน ต้องผ่านเวลาถึง 400 ปีเต็มกว่าจะมีรูปลักษณ์ “พุทธศาสนาแบบจีนแท้”
ดังนั้นถ้าจะให้พุทธศาสนาหยั่งรากลงในประเทศต่างๆ   ก่อตัวขึ้นเป็นบรรยากาศ  คงต้องรอการพัฒนาไปอีก
นับร้อยปี ในขั้นตอนนี้สิ่งที่จะต้องเร่งทำคือการอบรมบ่มเพาะบุคลากรสากล
ด้วยพื้นฐานความเข้าใจเช่นนี้  ท่านเจ้าพระคุณจึงคัดเลือกสานุศิษย์ที่ดีเด่นของโฝกวงซันออกไปศึกษา
ยังต่างประเทศ   ทำงานในระดับรากหญ้า ในจำนวนนี้พระธรรมจารย์อีฝ่าเป็นภิกษุณีรูปแรกที่สำเร็จการศึกษา
ระดับปริญญาเอกภายในหนึ่งปีที่มหาวิทยาลัยเยลล์    ส่วนที่กำลังจะสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอก  สาขา
ศาสนาที่มหาวิทยาลัยเทียนผู่อย่างพระธรรมาจารย์ฮุ้ยไค      
6 ปีที่ผ่านมาทำให้ยิ่งรู้ดีว่า   การเผยแผ่พุทธศาสนาที่อเมริกา (ที่ภาคพื้นอื่นๆก็เช่นกัน)  จำเป็นต้อง
เข้าใจประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม   ประเพณี  ความเคยชินของท้องถิ่น ต้องช่างสังเกต เลือกใช้ให้เหมาะสม
จึงจะชนะใจคนได้  ดังนั้นท่านไม่เพียงศึกษาวิชาศาสนาและปรัชญา  ศาสนาและสังคม เป็นต้น  ตั้งใจศึกษา
เบื้องหลังวัฒนธรรมตะวันตก   ยังเลือกศึกษาวิชาศาสนาคริสต์ศาสนาฮินดูด้วย   เพื่อเป็นการรู้เขารู้เรา เพราะ
พกพาเอาแรงกายแรงใจที่ท่านอาจารย์ได้บ่มเพาะขึ้นมา พระธรรมาจารย์ฮุ้ยไคจึงตั้งใจหลีกเลี่ยง ถิ่นที่พักอาศัย
ของชาวจีน   หลีกไปพักในชานเมืองที่เป็นชุมชนชาวผิวขาว   คบหาเพื่อนร่วมชั้นที่มาจากครอบครัว บาทหลวง
ศาสนาคริสต์   และมักไปแสดงปาฐกถาเยี่ยมเยือนวิทยาลัยข้างเคียง  
สองปีก่อน   ช่วงเลือกตั้งใหญ่ประธานาธิบดีอเมริกา   ถ้ามีการโต้วาทีทางโทรทัศน์ท่านจะไม่ยอม
พลาดชม เพื่อจะได้รู้ว่าชาวอเมริกันสนใจอะไรมากที่สุด   เช่น เศรษฐกิจ การศึกษา  ครอบครัว   ปืน  ยา 
เป็นต้น  พร้อมกับตรึกตรองดูว่าพุทธธรรมจะสามารถช่วยชาวอเมริกันอย่างไร ท่านได้รู้จักกับครูโรงเรียน
ประถมที่อเมริกาชื่อ Sharon Silver เคยไปโฝกวงซันเมื่อสิบกว่าปีก่อน  ชอบวัฒนธรรมอารยธรรมจีนมาก 
ทุกปีการศึกษา จะต้องเชิญพระธรรมาจารย์ฮุ้ยไคไปแนะนำหลักพุทธธรรมให้กับเด็กนักเรียนในชั้นเรียนของเธอ  
ทุกครั้งที่หมดชั่วโมง  ยังร่วมกันฝึกนั่งสมาธิ 5 นาที   ปกตินักเรียนเหล่านี้นั่งนิ่งไม่ได้แม้นาทีเดียว   กลับนั่งนิ่ง
ได้ใน 5 นาที  ทำให้อาจารย์ในที่นั้นรู้สึกตื่นเต้นมาก  ภายใต้การกล่อมเกลาของพุทธธรรม  เด็กเหล่านี้มี
กิริยามารยาทเรียบร้อย   ทุกครั้งที่เข้าเรียนรู้จักลุกขึ้นทำความเคารพ  ประนมมือ  ทักทาย  ยังรู้จักใช้ภาษาจีน
ทักว่า  “สวัสดีพระธรรมาจารย์”  ระเบียบมารยาทเหล่านี้  โดยทั่วไปแทบจะหาไม่พบในโรงเรียนอเมริกา  
ปีที่แล้วนักเรียนชั้นนั้น   ได้ใช้ภาษาจีนร้องเพลง   “ทุกสารทิศล้วนมีคนโฝกวงซัน”   ต้อนรับพระธรรมาจารย์
ฮุ้ยไค   ทำให้ท่านซาบซึ้งใจมาก

หลักคำสอนไม่เปลี่ยนการผสมผสานเกิดประโยชน์
ในยุโรปวันนี้   แม้ว่า   “เซ็น”   นั่งสมาธิ   “การบำบัดด้วยกายใจ”  เป็นต้น  ทำให้ชาวอเมริกันเต็มไปด้วย
ความสนใจ   ทว่าเมื่อเทียบกับท่านผู้รู้ Dr. D.T  Susuki (หนังสือของท่านจำนวนมากได้แปลเป็นภาษาอังกฤษ)  
ที่นำนิกายเซ็นมาจากญี่ปุ่น   ตลอดถึงการเผยแผ่พุทธศาสนาของนิกายทิเบต  หรือเถรวาทจากไทยแล้ว  นับว่า
พุทธศาสนามหายานจีนย่างเข้าสู่ตะวันตกช้ากว่า  หลังจากนี้ 500ปี  พุทธศาสนาในตะวันตกจะมีนิกายใดมีส่วน
แบ่งมากกว่า   ได้รับอิทธิพลจากใครมากกว่า ?
เทียบกับปัญหานี้ ท่านดาไลลามะผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพได้กล่าวในสาร์นอวยพรเมื่อคราว
วัดซีไหลทำพิธีเปิด   ท่านอย่างจริงจังด้วยสายตายาวไกลว่า   “หลายปีมานี้   ชาวตะวันตกให้ความสนใจพุทธ
ศาสนาเพิ่มมากขึ้นทุกวัน   จึงมีการก่อตั้งศูนย์พุทธศาสนามากมาย  พวกเราจำเป็นต้องเข้าใจ   อย่างเช่น  
พุทธศาสนาทิเบตหลอมรวมเข้ากับวัฒนธรรมทิเบต   พุทธศาสนาจีนหลอมรวมเข้ากับวัฒนธรรมจีน   พุทธ
ศาสนาตะวันตกในที่สุดจะต้องหลอมรวมเป็นวัฒนธรรมตะวันตก   พุทธศาสนาแต่ละประเทศต่างหลอมรวม
เข้ากับวัฒนธรรมท้องถิ่น   ทำให้ผู้ศึกษาพุทธได้ประโยชน์เท่าทวีคุณ   และยังทำให้พุทธศาสนาได้รับการ
ยอมรับจากสังคมท้องถิ่นได้ง่ายขึ้น   ขอเพียงหลักธรรมพื้นฐานยังดำรงคงอยู่ไม่เปลี่ยนแปลง   การหลอมรวม
เช่นนี้มีแต่ประโยชน์ไม่ให้โทษ   ความจริงแล้ว   มันยังมีส่วนช่วยให้พุทธศาสนาพัฒนาไปได้ตามปกติ “เมื่อ
เรายึดถือพุทธธรรม   ก็ควรเรียนรู้ที่จะเคารพความศรัทธาของคนอื่นด้วย   ต่อพุทธศาสนิกชนใหม่แล้ว   ข้อนี้
จะต้องจำไว้ให้ขึ้นใจ  พวกเราต้องจำไว้ว่า การบำเพ็ญเพียรและการพัฒนาของแต่ละคนที่อยู่ภายใน สำคัญ
กว่าภาพลักษณ์ภายนอกมากมายนัก”

การเผยแผ่พุทธธรรมสากล 30 ปี
อาจมีคนจำนวนไม่น้อยเพิ่งจะสนใจถึงแนวโน้มของพุทธศาสนาสากล   ความจริง   งานนี้ท่านเจ้า
พระคุณได้ทำมาหลายปีแล้ว   นับตั้งแต่ ค.ศ.1957   ด้วยวัย 30 ปีของท่าน   ได้ลงบทความเรื่อง“โครงการ
การเผยแผ่ธรรมสู่สากล”  ลงตีพิมพ์ในวารสาร “เจวี๋ยซื่อ”   เสนอให้ฝึกฝนอบรมบุคลากรภาษาอังกฤษ  
หลังจากนั้น 20 ปี   รองเท้าท่านเจ้าพระคุณได้เดินผ่านประเทศไทย  อินเดีย มาเลเซีย   สิงคโปร์  ฟิลิปปินส์ 
ญี่ปุ่น  ฮ่องกง  ได้วางรากฐานให้กับพุทธศาสนาสากล    มีอยู่ปีหนึ่งในมาเลเซีย   จัดพิธีถวายตัวเป็นพุทธ
มามกะ  ได้ศิษยานุศิษย์แบ่งออกเป็นสี่สาย   เพื่อถวายเครื่องบูชาอาจารย์   ใช้เวลา 3 ชั่วโมงจึงเดินหมด
ขบวนแถว   อีกครั้งหนึ่งที่หอบรรยายธรรมตงกูซึ่งเป็นที่ๆจุคนได้เพียง 2พันคน   มีคนแออัดเข้าฟังท่าน
บรรยายธรรมถึง 3พันคน   เกือบจะเกิดเหตุการณ์รื้อถอนประตู         
รัฐมนตรีรัฐปีนัง สวีจื่อเกินกล่าวปราศรัยแฝงอารมณ์ขันว่า   “บรรยากาศในวันนี้ยิ่งเร่งให้ผมต้อง
ตัดสินใจ สร้างสนามกีฬาที่จุคนได้หมื่นคน  จึงจะสนองความปรารถนาของทุกคนได้  เมื่อท่านเจ้าพระคุณ
มาเผยแผ่ธรรมในคราวหน้า”
ส่วนที่อินโดนีเซียที่มีศาสนามุสลิมเป็นศาสนาประจำชาติ ที่ผ่านมาห้ามพุทธศาสนาเผยแผ่ธรรมอย่าง
เปิดเผย   สานุศิษย์จึงมุ่งมั่นพากันกินมังสวิรัติ 3 เดือน   ในที่สุดทำให้รัฐบาลอินโดนีเซียต้องยอมอนุโลมให้
ท่านเจ้าพระคุณจัดการบรรยายธรรม   ซึ่งมีผู้เข้าฟังพันกว่าคน
ปีที่แล้ว  ที่ซานฟรานซิสโกในอเมริกา  ท่านเจ้าพระคุณเปิดบรรยาย “หฤทัยสูตร”   มีพระธรรมาจารย์
ฮุ้ยฉวินแปลภาษาอังกฤษ   ผู้ฟังอเมริกันตั้งใจจดจ่อ   ปรบมืออย่างชื่นชม   นักข่าวอาวุโสลู่เคิงกล่าวชมว่า  
“ท่านเจ้าพระคุณพลักดันพุทธศาสนามนุษย์ ก่อตั้งสมาคมโฝกวงซันสากล  จัดกิจกรรมระดับสากล  ทุกคน
ล้วนยอมรับว่าท่านคือนักกิจกรรมสังคม   แต่ละเลยความรู้ของท่าน    โดยเฉพาะความรู้ในพุทธศาสนา  
น่าเสียดายจริงๆ“ หว่านไถมานานหลายปี   ความพยายามของท่านเจ้าพระคุณในการทำพุทธศาสนาสากล  
ไม่เพียงได้ประสานสามัคคีกับพุทธศาสนิกชนทั่วโลก   ยังได้ช่วยประเทศทำงาน  “การศาสนาต่างประเทศ”  
ประสบความสำเร็จ   บรรดาศิษย์ทั้งฝ่ายฆราวาสที่ถูกส่งไปยังธรรมสถานต่างๆ   เสมือน “ตัวแทนใต้ดิน”
ปัจจุบันจำนวนของสาขาในต่างแดน   มีจำนวนมากกว่าสำนักกงศุลในประเทศที่รัฐบาลไต้หวันมี
การเจริญสัมพันไมตรี  บุคลากรด้านภาษาก็มีความหลากหลายมาก   ตามที่เก็บสถิติ   มีผู้ใช้ภาษาอังกฤษ
ได้คล่องมีมากกว่าหนึ่งร้อยคน  ภาษาญี่ปุ่น 60 กว่าคน  ภาษากวางตุ้ง 40 กว่าคน  ยังมีคนเป็นภาษาเยอรมัน  
ฝรั่งเศส   โปรตุเกส   ทิเบต   ไทยและมาเลเซียเป็นต้น   เกี่ยวกับจุดนี้   ผู้แทนประจำญี่ปุ่นท่านเจียงเสี้ยวอู่
เมื่อครั้งยังมีชีวิตอยู่ กล่าวอย่างชื่นชมว่า   “บุคลากรภาษาต่างประเทศในโฝกวงซัน   เกรงว่าจะมีพร้อมกว่า
กระทรวงต่างประเทศของเราเสียอีก” ทางด้านการเชิญชวนกลุ่มชาวจีนต่างแดน   พลังดึงดูดของโฝกวงซันก็
เข้มแข็งมากเช่นกัน   เช่นชาวจีนในปารีส   ส่วนใหญ่กระจุกตัวกันอยู่ในเขต 13   ทำธุรกิจร้านอาหาร   ปกติจะ
รวมพลร้อยสองร้อยคนไม่ใช่ง่ายๆ   แต่ตอนที่ท่านเจ้าพระคุณไปเป็นประธานพิธีถวายตัวเป็นพุทธมามกะ   มีผู้เข้าร่วมถึงสองพันกว่าคน  มิน่าละไม่ว่าท่านเดินไปทางใด  เจ้าหน้าที่กระทรวงต่างประเทศประจำท้องถิ่น
นั้นต้องให้การต้อนรับอย่างนอบน้อม

เมล็ดพุทธตะวันออกหว่านลงทั่วโลก
สองพันกว่าปีก่อน   พระพุทธองค์เสด็จแสดงธรรมอยู่บนโลก 40 กว่าปี   เผยแผ่พุทธธรรมไปทั่ว  
“อินเดียทั้งห้าภาค”   วันนี้   งานเผยแผ่สามารถสืบสานต่อไปได้   เมล็ดพุทธแห่งตะวันออกหว่านลงทั่วโลก  
ทำให้   “แสงพุทธธรรมสาดส่องสามพันจักรวาล  ธรรมธารไหลหลั่งสู่ห้า (หก) ทวีป”  เบื้องหลังแห่งจิต
วิญญาณบุคคลก็คือท่านเจ้าพระคุณซิงหวิน