ในปีที่ 18 ของการก่อตั้งโฝกวงซัน   ปีที่ท่านเจ้าพระคุณอายุ 58 ปีนั้น
ท่านตัดสินใจยกธรรมสถานสังฆาวาสที่ท่านใช้เลือดเนื้อจิตใจรดน้ำพรวนดินจนเติบใหญ่
มอบไว้ในมือของคนรุ่นใหม่ 
ตัวท่านเองกลับท่องไปทุกหนแห่ง   ปะพรมน้ำอัมฤตแห่งพุธธรรม 
เป็นจริงที่ว่า   “ไปไปมามาล้วนคือตถตา   เป็นคนว่างและยุ่งของโลกตลอดกาล”


               กาลเวลาหมดไปกับการบุกป่าถางพง  มือเท้าหยาบกร้าน   ครุ่นคิดหาหนทางก่อร่างสร้างกิจการ   
โฝกวงซันจากเด็กทารกค่อยๆ เติบใหญ่เป็นหนุ่ม  เช่นคนเป็นพ่อแม่ทั่วไป  เมื่อเลี้ยงดูจนเติบใหญ่แล้ว  ท่านเจ้า
พระคุณจึงตัดสินใจวางมือ   ให้เขาได้รับการทดสอบด้วยตัวเองก้าวไปสู่โลกที่กว้างใหญ่ขึ้น   ท่านเจ้าพระคุณจึง
ประกาศวางมือในงานครบรอบ 18 ปีการก่อตั้งโฝกวงซัน  มอบตำแหน่งหน้าที่เจ้าอาวาสให้กับพระภิกษุซินผิง
ศิษย์เอกฝ่ายชาย   เป็นผู้รับช่วง

ช่วงเวลาแห่งประวัติศาสตร์คือการผลัดเปลี่ยนรุ่น
ปี ค.ศ.1985   เดือนกันยายนวันที่ 22   คือช่วงเวลาแห่งประวัติศาสตร์ของการรับมอบการสืบทอดรุ่น
ต่อไปของโฝกวงซัน ยามเช้าตรู่  แสงลำแรกเริ่มปรากฏบนท้องฟ้าทางใต้ของไต้หวัน   ทอดสายตามองไปบน
ลานกว้างหน้าอุโบสถ  บรรดาศิษยานุศิษย์คุกเข่าอยู่โดยรอบไม่ว่าจะเป็นคุณป้าคุณยายในชุดผ้าเนื้อหยาบ   
หรือสาวรุ่นที่แต่งตัวเรียบร้อย   ผู้ชายบ้างก็อยู่ในชุดสูทหรือวัยรุ่นในชุดเสื้อยืดกางเกงยีนส์  ทั้งหมดยกมือ
ประนม เงียบสงบ  มองไปข้างหน้ามีพระธรรมาจารย์ 10 กว่ารูปสวดมนต์ไหว้พระอยู่หน้าพระพุทธรูป   เสียง
กลองระฆังดังพร้อมกัน  เฝ้าจับตาดูพิธีการส่งมอบตำแหน่งที่จะได้เห็นเป็นครั้งแรกของประวัติศาสตร์พุทธ
ศาสนาไต้หวันเวลา 10 นาฬิกาตรง   พระอาทิตย์ขึ้นสูง   ภายใต้พื้นที่แสงทองสาดส่อง   มีพระเถระเจวี้ยจี และ
พระเถระอู้อี เป็นประจักษ์พยาน  สานุศิษย์หมื่นกว่าคนเข้าชมพิธี  ท่านเจ้าพระคุณเปิดคัมภีร์อ่านประกาศ ให้คน
ในพิธีทั้งหมดได้ยินถึงประวัติศาสตร์การสืบทอดของนิกายรินไซเซ็นและชื่อของบุรพาจารย์   
จากนั้นทำการส่งมอบจีวรบาตรให้เจ้าอาวาสคนใหม่   กฎระเบียบของคณะ และพระวินัยตลอดถึง
สิ่งของที่เป็นสัญญาลักษณ์ของสถานะเจ้าอาวาสมีคทาหยูอี้  ไม้เท้า แส้จามรี เป็นต้น   พระภิกษุซินผิงเมื่อรับ
มอบด้วยกิริยาเคร่งขรึมแล้วได้ประกาศปณิธานต่อหน้าทุกคนว่า “ยึดถือใจอาจารย์เป็นของตน  ยึดถืออุดมคติ
อาจารย์เป็นของตน  น้อมปฏิบัติตามกฎระเบียบเป้าหมายของวัด  เผยแผ่ธรรม ยังประโยชน์สุขมนุษย์   ต้อนรับ
มวลชนจากทั่วสารทิศ   สร้างความไพบูลย์แก่พุทธศาสนา” เสร็จพิธีขณะที่ดนตรีดังขึ้น   นกพิราบนับพันตัว
กระพือปีกโผบินสู่ท้องฟ้าสีคราม   ฝูงชนยังรู้สึกอาวรณ์กับสิ่งเก่า   ยินดีกับสิ่งใหม่   แหงนมองอยู่เนินนานอย่าง
ไม่อยากจะจากไป เมื่อส่งมอบบาตรตามจิตปรารถนาของท่านเจ้าพระคุณผู้ก่อตั้งวัดแล้ว โดยการนำของภิกษุ
ซินผิงเจ้าอาวาสคนใหม่   พระธรรมาจารย์ฉือฮุ้ยฝ่ายบริหารบุคคล   และเจ้าอาวาสวัดต่างๆและสานุศิษย์
ร้อยกว่ารูป เดินส่งท่านเจ้าพระคุณโดยเริ่มจากกราบลาพระประธานในอุโบสถ   จากนั้นก็ทยอยเดินลงเขาไป   
ตระเวนดูบรรยากาศสถานที่   ดอกไม้ใบหญ้าที่ท่านคุ้นเคยอีกครั้ง
ช่วงนี้   จากอุโบสถถึงประตูไม่มีสอง  ระยะทางยาวหนึ่งกิโลเมตร   มีสานุศิษย์ผู้มีจิตศรัทธายืนเต็มสองข้างทางด้วยความอาลัย   บางคนถึงกับหลั่งน้ำตา   ขอร้องด้วยเสียงสะอื้นว่า
“ท่านอาจารย์   ท่านต้องรักษาสุขภาพ”
“ท่านอาจารย์   ท่านต้องรีบกลับมานะ”
“ท่านอาจารย์ท่านต้องไม่ลืมพวกเรานะ”
ภายใต้บรรยากาศที่เต็มไปด้วยการจากลา   ท่านเจ้าพระคุณยังคงยิ้มแย้มตลอด   โบกมือขอบคุณ
ศิษยานุศิษย์   ละสิ่งที่ละได้ยากเดินในที่ที่เดินได้ยาก  เงาร่างของความแน่วแน่มั่นคงของท่านในที่สุดก็ลับ
หายไปทางประตูวัด

ผลัดเปลี่ยนตำแหน่งผู้บริหารอย่างราบรื่น
ดูจากภายนอก   การถอยออกจากตำแหน่งในครั้งนี้มีความหมายลึกซึ้งนัก   ดูเหมือนกระทันหันมาก   
เพราะนับจากที่ท่านเจ้าพระคุณประกาศข่าวออกไป   จนถึงพิธีการเสร็จสิ้นเป็นเวลาสั้นๆเพียงเดือนเดียว   
กล่าวในแง่ของคนโฝกวงซันแล้ว   นี่ก็เป็นส่วนหนึ่งของกฎระเบียบ   เจ้าอาวาสใหม่รับตำแหน่ง   ไม่ได้
หมายความว่าเปลี่ยนยุคราชวงศ์   เพียงแต่โยกย้ายหน้าที่การบริหารเท่านั้นเอง
ท่านเจ้าพระคุณไม่เพียงเป็นผู้เสนอกฎระเบียบนี้   ยังเป็นผู้ปฏิบัติตามกฎระเบียบนี้ไห้เป็นจริงด้วย
ในยุคแรกของการก่อตั้งวัด   วางกฎระเบียบ   ท่านก็ได้วางกฎระเบียบของวัดโฝกวงซันในบทที่ 4   ข้อที่ 22   
กำหนดไว้ชัดเจนว่า   “เจ้าอาวาสวัดคือผู้อาวุโส   รับตำแหน่งวาระละ 6 ปี   ได้รับเลือกอีก  สามารถเป็นต่อเนื่อง
ได้อีกหนึ่งวาระ   ภายใต้กรณีพิเศษ   มีผู้เห็นชอบสองในสาม   สามารถเป็นต่อเนื่องได้ 2 วาระ   “ดังนั้น   ในช่วง
แรกที่เจ้าอาวาสรับตำแหน่งครบวาระที่สอง   ท่านก็เริ่มมองหาบุคคลที่จะมารับไม้ต่อ   โดยไม่จำกัดว่าจะต้อง
เป็นคนของโฝกวงซัน   เมื่อครบวาระที่สาม   คนส่วนใหญ่ยังคงรั้งท่านไว้   ท่านยืนยันปฏิบัติตามกฎระเบียบ   
คิดทบทวนอยู่หลายรอบ   ในที่สุดก็ได้รับการเห็นชอบของทุกคนในวัด   โดยให้พระภิกษุซินผิงรับหน้าที่
เจ้าอาวาสต่อ   นอกจากนี้  มีข้อกำหนดของ “กฎระเบียบการควบคุมดูแลวัด”  ซึ่งนอกจากวัดจะมีเจ้าอาวาส
แล้ว  ยังต้องมีผู้บริหารบุคคลอีกหนึ่งคน   ที่ผ่านมาท่านเจ้าพระคุณทำควบคนเดียว   เมื่อท่านวางมือแล้วจึงได้
มอบหมายให้พระธรรมาจารย์ฉือฮุ้ยเป็นผู้บริหารบุคคล
พระภิกษุซินผิงเป็นชาวอี๋หลัน   ปัจจุบันอายุ 58 ปี   ติดตามท่านเจ้าพระคุณศึกษาพุทธธรรมมากกว่า 
30 ปี   บรรพชาในปี ค.ศ.1961   อุปสมบทในปี ค.ศ.1963   ที่วัดไห่ฮุ้ยเมืองจีหลงโดยมีพระเถระเต้าเหวียนเป็น
พระอุปัชฌาย์   เข้าศึกษาที่วิทยาลัยสงฆ์โซ่วซันและบัณฑิตวิทยาลัยพุทธศาสนาจีน   ยุคแรกของการก่อตั้ง
โฝกวงซัน   ท่านซินผิงมักพักอยู่เพิงคนงานบนเขา   ทรายแต่ละเม็ด   หินแต่ละก้อนล้วนมีเลือดและเหงื่อของ
ท่านอยู่     ปี 1973 ถูกจัดให้เป็นศิษย์พี่ใหญ่ในหมู่ภิกษุ    แม้ว่าท่านจะอยู่ในฐานะศิษย์อันดับต้น   แต่ไม่วางท่า
อวดตัว   มีนิสัยเมตตาอารี          เป็นที่เคารพรักของทุกคน   สวรรค์ประทานเสียงทองมาให้    จึงมีมาตรฐาน
เป็นที่หนึ่งในด้านการสวดมนต์ทำวัตร พระธรรมาจารย์ฉือฮุ้ยผู้มีฉายา   “นักปราชญ์หญิงในวงการพุทธศาสนา”   
ปัจจุบันอายุ 60 ปี   เกิดในตระกูลชาวอี๋หลัน   มีความคิดเฉียบแหลม   รวดเร็ว   ทำงานรอบคอบ   รับผิดชอบ
ผู้บริหารบุคคลเหมาะเป็นที่สุด   ช่วงแรกที่ท่านเจ้าพระคุณไปอี๋หลัน   ท่านก็ติดตามอาจารย์  เมื่อออกบวชแล้ว
ยังคงเป็นล่ามแปลภาษาไต้หวันให้อาจารย์ 40 กว่าปี   ช่วยลดช่องว่างระหว่างภาษา   ทำให้พุทธศาสนาลงลึก
สู่สังคมชาวบ้านไต้หวัน   เป็นความชอบที่ไม่อาจลบเลือนได้   ท่านยังมีดีกรีของมหาบัณฑิตอักษรศาสตร์
มหาวิทยาลัยต้ากู่ญี่ปุ่น   ยังเคยเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยเกียวโต   เป็นอาจารย์บรรยายที่มหาวิทยาลัย
วัฒนธรรมจีนอยู่หลายปี   มีคุณูปการต่องานการศึกษาวัฒนธรรมเป็นอย่างมาก

นิติธรรมสำคัญที่คนบริหาร
ในปีที่ 18   ของการก่อตั้งโฝกวงซัน   ซึ่งก็เป็นปีที่ท่านเจ้าพระคุณอายุ 58 ปี   ท่านตัดสินใจยกธรรม
สถานสังฆวาสที่ท่านใช้เลือดเนื้อจิตใจรดน้ำพรวนดินจนเติบใหญ่ไว้ในมือของคนรุ่นใหม่   ก่อนถอยออกจาก
ตำแหน่งได้เลือกคาถาบทหนึ่งเป็นตัวแทนความตั้งใจจริงของตัวเองคือ   คนโฝกวงมุ่งไปตะวันตก   มรรคา
นักปฏิบัติมาจากตะวันออก   ไปไปมามาล้วนคือตถตา   เป็นคนว่างและยุ่งของโลกตลอดกาล ต่อหน้าศิษย์ที่
อาลัยอาวรณ์  จิตใจท่านกลับวางเฉยเพราะท่านเชื่อว่าการมีกฎระเบียบเท่านั้นจึงจะทำให้องค์กรมีชีวิตดำรง
ต่อไปได้   ในพิธีการสืบต่อพุทธธรรม   ท่านได้กล่าวอย่างชัดเจนถึงการถอยออกจากตำแหน่งมีเหตุผลหลัก 4 ประการคือ

  1. นิติธรรมสำคัญที่ผู้บริหาร
  2. ไม่ใช่ไม่เป็นฉันแล้วไม่ได้
  3. ออกจากตำแหน่งไม่ใช่ปลดเกษียณ
  4. เสริมความเข้มแข็งให้กับการผลัดเปลี่ยนสิ่งเก่า - ใหม่

                  “การออกจากตำแหน่งเป็นเพียงการลาออกจากหน้าที่บริหาร  พระสงฆ์ยังไงก็เป็นพระสงฆ์   สถานะ
ของอาจารย์ยังไงก็ลาออกไม่ได้” เมื่อส่งไม้แล้ว   กฎระเบียบเข้าที่เข้าทางแล้ว   ในใจของท่านยังมีสิ่งหนึ่งที่ยัง
ทำใจไม่ได้คือ  ทิ้งภาระหนี้สินนับร้อยล้านหยวนให้เจ้าอาวาสใหม่ท่านแบกรับ   
หลายปีมานี้   ภิกษุซินผิงผู้ซื่อสัตย์หนักแน่นไม่เคยประกาศภาระหนี้สินให้คนอื่นรู้   และไม่เคยบ่น
สักคำ  ยังคงแบกรับภาระอาหารการกินของคนจำนวนมากในวัดอย่างเงียบๆ   ถ้าว่ากันเฉพาะภายในของวัด
โฝกวงซัน  การสืบทอดตำแหน่ง หมายความถึงการถ่ายเลือดใหม่   มีส่วนช่วยให้กลายเป็นองค์กรพุทธศาสนา
ยุคใหม่ที่มีความเข้มแข็งยิ่งขึ้น   กล่าวในด้านวงการพุทธศาสนาไต้หวัน  เหมือนโยนหินก้อนใหญ่ลงใจกลาง
ทะเลสาบทำให้เกิดระลอกคลื่นขึ้น

เป็นการริเริ่มกฎระเบียบวาระการเป็นเจ้าอาวาส
ตามธรรมเนียมของพุทธศาสนาจีน   การเปลี่ยนเจ้าอาวาสใหม่เป็นเรื่องปกติธรรมดา   วัดป่ามี
เจ้าอาวาสใหม่   ถ้าเป็นการส่งมอบให้กับลูกศิษย์เรียกว่า   “วัดป่าสืบธรรม    ซึ่งทั่วไปเรียกว่า   “วัดลูกหลาน”   แบบนี้เรียกว่าการสืบทอดธรรม  ถ้าคัดเลือกพระเถระจากคนนอกมาเป็นเจ้าอาวาส ไม่ใช่สืบทอดโดยลูกศิษย์
เรียกว่า   “วัดสิบทิศ”   แบบนี้เรียกว่าสืบทอดบัณฑิต   ในเมื่อมีธรรมเนียมเป็นเช่นนี้   การเปลี่ยนเจ้าอาวาส
ใหม่ของโฝกวงซันทำไมจึงเป็นที่สั่นสะเทือน 
ภายหลังพิธีส่งมอบตำแหน่งในครั้งนี้ หยังฮุ้ยหนานนักการศึกษาพุทธศาสนาได้เขียนบทความลงใน
นิตยสาร   “เหลียนเห๋อ”   ชื่อว่า   “ซิงหวินสร้างแบบอย่างที่ “เลว” ขึ้น”   ความจริงบทความบทนี้เป็นการเขียน
กระทบความจริง เขียนชมท่านเจ้าพระคุณ และหวังว่าคนอื่นจะเกิดการเอาอย่างความคิดที่ดีๆ เช่นนี้   ศาสตราจารย์หยังยังชี้อีกว่า   ตามธรรมเนียมวัดจีน   แม้จะไม่มีวาระการดำรงตำแหน่ง   แต่การถอยออกจาก
ตำแหน่งของเจ้าอาวาสไม่ใช่เรื่องแปลก   วัดที่ดำเนินไปตามครรลองครองธรรมแล้ว จะมีระเบียบของการ
เปลี่ยนถ่ายสิ่งเก่า-ใหม่อยู่แล้ว
ย้อนมองไต้หวัน   ก่อนรัฐบาลย้ายมาไต้หวัน  วัดส่วนใหญ่จะเป็นแบบพุทธกับเจ้าปะปนกันอยู่   สมบัติ
วัดไม่ชัดเจน   หรือเป็นการควบคุมดูแลโดยผู้ที่ออกเงินมากที่สุด  ผู้ออกบวชตกอยู่ในสภาพ  “รับจ้าง”  หรือไม่ก็
เป็นประเภทวันดีคืนดีขึ้นนั่งตำแหน่งเจ้าอาวาสก็จะยึดกุมไม่วางมือ   “เป็นผู้นำหมื่นปี”   เหมือนหลี่เอ๋าเคยพูด
ว่า   คนจีนรุ่นเก่าไม่เพียงไม่ยอมส่งไม้   ยังจะใช้ไม้เคาะกะบาลคนหนุ่มด้วยซ้ำไป   บวกกับกฎระเบียบชั่วร้าย
ของ   “กฎระเบียบการควบคุมดูแลวัด”   ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน   ยิ่งช่วยเสริมสร้างความขัดแย้งระหว่างผู้ออกบวช
และคฤหัสถ์   หลายปีมานี้   มักเกิดเหตุการณ์เจ้าอาวาสชรามรณภาพคาตำแหน่ง   ลูกศิษย์ที่ออกบวช   ลูก
หลานที่เป็นคฤหัสถ์   รวมไปถึงมัคทายกแย่งชิงสมบัติของวัด   ศาลแทรกแซง   กลายเป็นข่าวอาชญากรรม
ความรุนแรงแปดเปื้อนความบริสุทธิ์ของพุทธศาสนา
ดังนั้นศาสตราจารย์หยังฮุ้ยหนานมองว่า   การถอยออกของท่านเจ้าพระคุณ   เป็นผู้ริเริ่มธรรมเนียม
การมีวาระของเจ้าอาวาส   เป็นการหาทิศทางออกให้กับการจัดระเบียบบริหารวัดของไต้หวัน   “พวกนักบวช
ที่เดิมวางแผนจะเป็นเจ้าอาวาสหมื่นปี   นับจากนี้ไปคงนั่งไม่เป็นสุขว่าจะปรับไปตามกระแสดี  หรือจะเป็นแบบ
ข้าก็ไปของข้า   ยึดแน่นไม่ปล่อยวาง   ซิงหวินเอ๋ย   ซิงหวิน   ท่านได้สร้างแบบอย่างที่เลวขึ้นมาเสียแล้ว”
ความจริงเป็นที่ประจักษ์   การถอยออกของท่านเจ้าพระคุณไม่เพียงไม่ใช่แบบอย่างที่เลว   ตรงกันข้ามคือเป็น
ตัวอย่างที่ดี   หลายปีมานี้เจ้าอาวาสรุ่นอาวุโสตามวัดในมณฑลจีน  เช่น พระเถระหลิงเกินแห่งวัดซงซัน   พระธรรมาจารย์หนานถิงแห่งสำนักฮวาเหยียนเหลียน   พระธรรมาจารย์อิ้นซุ่นแห่งหอบรรยายธรรมฮุ้ยยื้อ   ต่างทยอยมอบตำแหน่งออกมา

สัมผัสกับจิตวิญญาณของการส่งไม้
สิ่งสำคัญที่สุดของความสำเร็จจากการที่ท่านถอยออกมา   โฝกวงซันแสดงออกถึงความสดชื่นคึกคัก  
ลูกศิษย์ต่างยินดีช่วยเหลือผู้อื่นให้สมปรารถนา   และมีอุดมคติว่า   “ความสำเร็จไม่จำเป็นต้องอยู่ที่ข้า”   
ถือเกียรติยศของผู้อื่นเป็นของตน  โดยเฉพาะบรรดาศิษย์พี่ใหญ่   ไม่ยึดไม่แย่ง   ไม่กลัวศิษย์น้องเก่งกว่าตน   
ได้สัมผัสถึงจิตวิญญาณการส่งไม้ของอาจารย์
ตัวอย่างเช่น   การสร้างวัดทั้งในและต่างประเทศ ความดี ความยากลำบากมากมายล้วนตกอยู่ที่
พระธรรมาจารย์ฉือจวง ตอนนั้นวัดผู่เหมินที่ไทเปที่ท่านสร้างมากับมือ หลังแล้วเสร็จได้สิบวัน ท่านกลับเสนอตัว
ลาออก   ยกวัดผู่เหมินให้กับศิษย์น้องรุ่นใหม่ดูแล   ตัวเองมุ่งไปที่เส้นทางแห่งการสร้างวัดใหม่โดยไม่ยึดมั่น
ในตัวกูของกู   หรือเช่น   พระธรรมาจารย์อีคงไปศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยโตเกียว   ก็ได้พระธรรมาจารย์ฉือจวง
ผู้เคยศึกษาที่ญี่ปุ่นเป็นผู้จัดการให้   อีกทั้งส่งท่านอีคงไปญี่ปุ่น  จัดที่ทางให้ด้วยตัวท่านเอง   คนอื่นถามท่านว่า  
“ท่านเองเรียนแค่มหาวิทยาลัยสงฆ์   ทำไมให้ท่านอีคงเรียนมหาวิทยาลัยโตเกียว”   ท่านตอบเพียงสั้นๆว่า   “นี่คือจิตวิญญาณโฝกวงซัน”
มีอยู่ปีหนึ่ง   ท่านเจ้าพระคุณได้รับเชิญไปบรรยายที่ฮ่องกง   เจ้าอาวาสที่เผยแผ่ธรรมประจำอยู่ตาม
สาขาต่างในเอเซียอาคเนย์   ญี่ปุ่น   ต่างมาพบอาจารย์ที่ฮ่องกงโดยไม่ได้นัดหมาย   ท่านหัวเราะกับภิกษุซินผิง
ว่า   “ท่านไม่กลัวว่ากลับไปแล้วตำแหน่งเจ้าอาวาสจะถูกถอดหรือ   การออกศึกหมดทั้งค่ายแบบนี้   ผิดกฎการ
ทหารอย่างใหญ่หลวง”   ท่านซินผิงก็หัวเราะตอบว่า   “งั้นเราก็สร้างโฝกวงซันที่สองขึ้น”   สานุศิษย์ที่นั่งอยู่ต่าง
หัวเราะอย่างเบิกบานใจ   คำพูดนี้แสดงว่าท่านส่งไม้ให้อย่างวางใจ   ผู้นำรุ่นที่สองก็สามารถมอบอำนาจได้   ทุกอย่างขับเคลื่อนไปตามกฎระเบียบ   ไม่ว่าใครจะเป็นใหญ่   ก็สามารถปฏิบัติตามนิติธรรมเนียม

วางลงอย่างแท้จริง
ถอยออกจากตำแหน่งมาสิบปีแล้ว   ท่านเจ้าพระคุณ   “วางลง”   ได้จริงๆ   หลังวางมือ  ท่านไม่ปิด
ประตูปฏิบัติธรรมครึ่งปีที่อเมริกา   เพื่อให้ผู้สืบทอดได้ทำหน้าที่ต่ออย่างสะดวกใจ   งานต่างๆของสำนักสาขา
เช่น   การก่อสร้างวัด   การปฏิบัติธรรมร่วมกัน   งานบุญเป็นต้น   ก็ให้ลูกศิษย์รับผิชอบกันเอง   ท่านไม่เข้าไป
ยุ่งเกี่ยว   ถ้ามีคนมาขอความคิดเห็นจะต้องถามก่อนว่า   ”ถามเจ้าอาวาสหรือยัง   ท่านมีความเห็นยังไง”   
จะไม่แสดงความเห็นง่ายๆ   ที่เป็นเช่นนี้ได้   ด้านหนึ่งเป็นเพราะมีความเชื่อมั่นในการขับเคลื่อนของ
โฝกวงซันและกฎระเบียบที่วางไว้   อีกด้านเป็นการแสดงถึงการให้การสนับสนุนเจ้าอาวาสใหม่อย่างเต็มที่   
เปรียบเทียบใจเขาใจเรา   ท่านพูดด้วยใจจริงว่า   “อาตมาไม่ชอบคนที่   “วางชามไม่วางตะเกียบ”   เป็นที่สุด   
เมื่อถอยออกมาแล้วก็ต้องวางจริงๆ”
ไม่นานมานี้   ท่านอ่านหนังสือพิมพ์ลงข่าวความฝันของหลี่เติงฮุยว่า   หวังว่าจะมีการเปลี่ยนถ่าย
อำนาจอย่างสันติภาพขณะที่ตนยังมีชีวิตอยู่       ท่านกล่าวอย่างแน่นหนักขณะที่ความคิดทอดไกลว่า   “ความฝันของอาตมาเป็นจริงแล้ว”
หลายปีมานี้   สามารถเห็นได้ว่าท่านเจ้าพระคุณเป็นคนไม่ถือสาในเรื่องชื่อเสียง   แม้ว่าจะได้มอบ
ตำแหน่งเจ้าอาวาสแล้ว   แต่ถ้ามีงานมอบให้ท่านทำ   ก็จะทำเต็มที่   “ไม่ว่าจะทำนิตยสาร   ช่วยงานโรงครัว   
เป็นที่แสดงความสามารถได้เช่นกัน”   ท่านกล่าวว่าปีหนึ่งๆในช่วงตรุษจีน จะเป็นเทศกาลที่สานุศิษย์ส่วนใหญ่
กลับวัด  จึงมีปัญหาด้านที่จอดรถมาก เพื่อหลีกเลี่ยงชาวบ้านใกล้เรือนเคียงฉวยโอกาสกับสานุศิษย์  และเพื่อ
ให้รถทุกคันได้จอดอยู่เชิงเขา   เพื่อรักษาสภาพแวดล้อมที่สงบเงียบภายในวัด   ทางโฝกวงซันลงทุนถมที่ที่
เชิงเขาใช้เป็นลานจอดรถ   ตอนนั้นเป็นคืนวันไหว้ (วันส่งท้าย)    ทุกคนยุ่งมาก ท่านได้ไปของานกับเจ้าอาวาส
ซินผิง……………ไปขีดเส้นลานจอดรถจนถึง 6 โมงเย็นแล้ว   งานยังคงไม่เสร็จ   จึงต้องพักไว้ก่อน   ไปที่ร่วม
ฉันอาหารวันส่งท้าย พบปะกับผู้คน   เสร็จแล้วก็กลับลงเขาไปเงียบๆ   ทำงานวาดเส้นลานจอดรถต่อ   ท่านกับ
ลูกศิษย์สามีภรรยาแซ่ไช่คู่หนึ่ง ทำกันถึงรุ่งเช้าตีสี่จึงเลิกงาน วาดที่จอดรถบัสใหญ่ได้ทั้งหมด 80 คัน ที่จอดรถ
คันเล็ก 800 คัน   ตรุษจีนชิวอิคเช้าวันใหม่ที่สดใส   บรรดาศิษยานุศิษย์ต่างทยอยกันมาวัด   ที่ลานจอดมีที่ทาง
จัดให้เป็นระเบียบเรียบร้อย   ตอนนั้นท่านเจ้าพระคุณจึงได้จำวัด
ยังมีอีกครั้งหนึ่ง   งานการประมูลภาพเพื่อหาทุนสร้างมหาวิทยาลัยโฝกวง   เสียงฆ้อนประมูลหยุดเคาะ
ทั้งภาพทั้งสถานจัดงานว่างเปล่า   กลางดึก   หลังพนักงานเลิกงาน   ท่านเจ้าพระคุณกับสานุศิษย์ส่วนหนึ่ง   
ตอกตอกทุบทุบ  ปีนขึ้นปีนลง   จัดการแขวนภาพประมูลชุดใหม่ด้วยตัวท่านเอง   เพียงเพราะหวังว่าวันรุ่งขึ้นเมื่อ
ศิษยานุศิษย์มากันจะได้มีภาพใหม่ให้ชื่นชม “คนทำงานเป็น  แค่มอบงานเล็กๆให้ทำ   สามารถยิ่งทำยิ่งใหญ่   
คนทำงานไม่เป็น  มอบงานใหญ่ให้   มีแต่ยิ่งทำยิ่งเล็ก”   ท่านคือคนใหญ่แต่ไม่เกี่ยงงานเล็ก  เป็นบุคคลตัวอย่าง
ของการทำงานเล็กให้เป็นงานใหญ่

การถอยหลังแท้จริงคือการมุ่งไปข้างหน้า
หวนคิดถึงตอนแรกที่วางตำแหน่ง   ในใจนอกจากอยากให้ระเบียบวางสำเร็จ   สร้างเลือดใหม่ขึ้นมา   
ตัวท่านเองก็อยากละวางจากงานจุกจิกด้านบริการ   เพื่อมีเวลาว่างปฏิบัติธรรม   อ่านหนังสือ   เขียนหนังสือ   
แต่ว่าที่คนช่างสังเกตจะมองออกว่า   ด้วยความเป็นคนที่มีพลังชีวิตสูงอย่างท่าน   ในวัยฉกรรจ์ที่ยังไม่ถึง 60 ปี   
เป็นไปไม่ได้ที่จะปลีกวิเวกออกไป   “ท่านฉลาดมาก   ไม่ว่าโฝกวงซันจะทำยังไง   ก็เป็นแค่เจ้าอาวาสคนหนึ่ง   
ท่านจำเป็นต้องเจาะเปลือกไข่ให้แตก   การวางมือแท้จริงแล้วเป็นการเริ่มต้นทะยานสู่เส้นทางใหม่ของชีวิต”   
จางเผยเกินเลขาธิการสมาคมพระไตรปิฎกจีน  เป็นศิษย์ของท่านคนหนึ่ง อายุมากกว่าท่าน 2 ปี   คำพูดของเขา
คำนี้ได้ไขปริศนาแตก การแสดงออกในสิบปีนี้เป็นเครื่องยืนยัน   ท่านเจ้าพระคุณเหมือนดักแด้ที่เจาะรังออกมา
จริงๆ   สร้างภารกิจของพุทธศาสนาให้มีความเป็นสากล   และครบวงจร  เป็นการสร้างความโชติช่วงให้กับชีวิต
ให้เป็นหนุ่มขึ้นอีกครั้งหนึ่ง   เมื่อมีคนถามท่านว่า   “เมื่อท่านวางมือแล้วโฝกวงซันเป็นของใคร ?”   “โฝกวงซัน
ไม่เป็นของใครคนใดคนหนึ่ง   เพียงแต่ในใจคุณมีโฝกวงซัน   โฝกวงซันก็เป็นของคุณ   แม้ตัวอาตมาเองก็ไม่
คิดว่าโฝกวงซันเป็นของอาตมา   เพราะว่าโลก   จักรวาลล้วนเป็นของอาตมา” เพราะว่าอาตมาสามารถวางได้   
เมื่อวางลงแล้วจึงจะยกขึ้นมาได้อีก”   ท่านเจ้าพระคุณใช้คาถาบทหนึ่งในพุทธศานาแสดงถึงความรู้สึกที่วางมือ
มาแล้วสิบปีว่า
"มือปักต้นกล้าเต็มแปลงนา
ก้มมองเห็นเพียงนภากลางน้ำ
กายใจบริสุทธิ์คือมรรคา
ถอยหลังแท้จริงคือมุ่งหน้า"