“ยามใดที่พระพุทธศาสนาออกห่างจากชีวิต   ก็จะไม่ใช่พุทธธรรมที่เราต้องการ   
ไม่ใช่เข็มทิศชี้นำการดำเนินชีวิตของมนุษย์ การสอนสั่งของพระพุทธองค์   
แท้จริงแล้วก็เพื่อแก้ไขพัฒนาชีวิตของพวกเรา ชะล้างจิตวิญญาณของพวกเราให้บริสุทธิ์    
ยกระดับคุณภาพของเราให้สูงขึ้น.........
ชีวิตและอุดมการณ์ของอาตมา   ก็คือการเผยแผ่พุทธศาสนาเพื่อมนุษย์   พุทธศาสนาเพื่อชีวิต”


นักเดินทนควรเดินเส้นทางที่ยาวขึ้น   นักว่ายน้ำควรเลือกมหาสมุทรที่กว้างขึ้น   จริงอยู่ที่อี้หลันเป็นเมือง
ที่น่ารักน่าถนอม   แต่ถ้าจะพัฒนาพุทธศาสนาแล้วควรจะหาสถานที่ใหม่ที่ใหญ่กว่า   แหล่งทุนที่มากกว่า   ท่าน
เจ้าพระคุณจึงพุ่งความสนใจไปที่เกาสยง
พูดตามพุทธศาสนาว่า   สรรพสิ่งเกิดตามแต่เหตุปัจจัย ท่านเจ้าพระคุณจึงเริ่มการทดลองเฉพาะหน่วย
หนึ่งที่เกาสยงก่อน   แล้วจึงกระจายออกไปรอบด้าน   นอกจากอาศัยการสนับสนุนจากฝ่ายต่างๆแล้ว  ที่สำคัญ
คือท่านมีจิตใจไม่กลัวความลำบาก  ยืนหยัดจนถึงที่สุด
เมื่อสมัยที่ท่านอายุ 26 ปี   จำพรรษาที่วัดเหลยอินในอี้หลัน   ท่านก็เริ่มเดินทางบรรยายธรรมที่เกาสยง
อยู่เสมอ  ได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากสาธุชนท้องถิ่น   เชิญท่านไปก่อตั้งธรรมสถานที่เกาสยงตลอด   
ทั้งยังได้จัดหอประชุมพุทธศาสนาเกาสยง   สำนักงานบริการวัฒนธรรมพุทธศาสตร์     ต่อมาได้รับการสนับสนุน
จากสมาชิกสภาเทศบาลเมืองเกาสยงท่านหงตี้ลี่และเพื่อนสมาชิก   ก่อตั้งวัดโซวซันขึ้นที่สวนสาธารณะ
โซวซัน   ท่านจึงได้เริ่มเดินทางขึ้นเหนือล่องใต้ระหว่างอี้หลันกับเกาสยง   สองฐานที่มั่นแห่งนี้

การศึกษาพุทธศาสตร์เร่งให้เกิดวิทยาลัยสงฆ์
            อย่างไรก็ดี   โดยลึกแล้ว   ท่านเจ้าพระคุณรู้ดีว่า   การที่จะพัฒนาพุทธศาสนาในไต้หวัน   เพื่อให้พุทธ
ธรรมสามารถชะล้างกล่อมเกลาจิตใจคนให้บริสุทธิ์โดยถ้วนทั่วนั้นลำพังวัดอย่างเดียวไม่พอ   สิ่งเร่งด่วนที่ต้อง
ทำคือการฝังรากการศึกษาพุทธศาสนา   อบรมคนรุ่นใหม่ให้เป็นเลือดใหม่ในพุทธศาสนา   จึงจะสามารถว่าไป
ถึงการสร้างอนาคตอันยาวไกลของพุทธศาสนาได้
            ด้วยมีความคิดเห็นเป็นเช่นนี้  ท่านจึงได้ก่อตั้งวิทยาลัยสงฆ์โซ่วซันขึ้นที่วัดโซ่วซันในปี ค.ศ.1964   รับ
เยาวชนที่มีความสนใจในพุทธศาสนากว่า 20 คน   คิดไม่ถึงว่าหลังจากรุ่นที่ 2 และ3 ได้มีนักเรียนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
จนวัดโซ่วซันไม่อาจรองรับได้ พระธรรมาจารย์ฉือเจีย ซึ่งจบจากวิทยาลัยโซ่วซัน   ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง
ผู้อำนวยการสถาบันวัฒนธรรมโฝกวงซัน   ย้อนความทรงจำว่า   เพราะไม่มีห้องว่างพอ   พวกท่านจำเป็นต้อง
ใช้มุมหนึ่งของห้องเก็บอัฐิในวัดเป็นที่ทำการบ้านตอนกลางคืน   นอกจากความคิดที่จะปรับสภาพแวดล้อมการ
ศึกษาของนักเรียนให้ดีขึ้นแล้ว ยังเป็นการเตรียมการรองรับนักเรียนที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคตด้วย   ท่านเจ้าพระคุณ
จึงวางแผนสร้างวิทยาลัยสงฆ์ ที่มีระเบียบแบบแผนตามแบบแผ่นดินใหญ่ขึ้นที่ภาคใต้ของไต้หวัน   โดยก่อสร้าง
ธรรมสถานสมัยใหม่ที่มีประสิทธิภาพความพร้อมทั้งในด้านการศึกษา   วัฒนธรรม   การเผยแผ่
            เมื่อความตั้งใจนี้ถูกเปิดเผยออกไป   ลูกศิษย์ลูกหาจำนวนไม่น้อยต่างให้ความสนับสนุนอย่างกระตือ
รือร้น   ในที่สุดก็เลือกที่ทะเลสาบชิงเฉิง (ในสมัยนั้นชื่อว่าต้าเป้ย)   ตรงที่ที่เป็นโรงแรมเหวียนซันในปัจจุบัน   
มีพื้นที่ประมาณ 13 เฮกเตอร์   เพื่อซื้อที่ผืนนี้จึงต้องขายบ้านที่สำนักงานวัฒนธรรมพุทธศาสนาบนถนนจงซัน
ในเกาสยงของลูกศิษย์หลายคนรวมเป็นเงินไต้หวันใหม่หนึ่งล้านห้าแสนหยวน
            น่าแปลกก็คือ   อาจเป็นเพราะธรรมจัดสรร   หรือเป็นเพราะความเป็นตัวของตัวเองของท่านเจ้าพระคุณ
ผลักดันไป   ในช่วงที่ได้เงินรวบรวมครบเตรียมที่จะเซ็นสัญญา   แต่เป็นเพราะคำพูดของพระธรรมาจารย์
อีเหยียน ลูกศิษย์ของท่าน   ทำให้สถานการณ์ผันแปรไปทันที   ถ้าไม่ใช่เพราะเหตุการณ์นี้มาขัดจังหวะ   ก็คง
ไม่มีโฝกวงซันในวันนี้   ท่านอีเหยียนพูดว่า   “ทะเลต้าเป้ยเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ   เราไปสร้างวัดที่นั่น   
คงได้อาศัยบารมีบ้าง  นักท่องเที่ยวจะต้องแวะมาเที่ยวชมไหว้พระ  พณฯ ท่านประธานาธิบดีเจียงมาที่ทะเลสาบ
ต้าเป้ย   ไม่แน่ว่าอาจเลยมาที่วัดเราด้วย”
            เมื่อท่านเจ้าพระคุณได้ยินเช่นนั้น   ใจคิดสารตะ   ท่านหวังว่าธรรมสถานที่ท่านก่อสร้างจะเป็นที่ดึงดูดคน
ทั้งภายนอกภายในตั้งใจมาไหว้พระ   แต่ไม่ใช่เพราะเป็นทางผ่านจากการเที่ยวชมสถานท่องเที่ยวดังนั้นจึง
ตัดสินใจทิ้งที่นี่ทันที   ตอนนั้นคนจำนวนไม่น้อยวิเคราะห์ความคิดของท่านไม่ออก   ปัจจุบันเป็นที่ประจักษ์ชัด
ถึงการตัดสินใจของท่าน   ความหนักแน่นและเชื่อมั่นตนเองของท่านเจ้าพระคุณ   ในที่สุดก็ได้ทำสำเร็จในสิ่งที่
ท่านมุ่งมาดปรารถนา   หลายสิบปีมานี้วัดโฝกวงซันได้ดึงดูดผู้คนทั้งในและนอกนับหมื่นมุ่งหน้ามาทำบุญ
ไหว้พระ   ตลอดเส้นทางขึ้นวัด   พื้นที่บริเวณนั้นกลับได้อิงอาศัยบารมีของวัด  มีการขยับขยายพัฒนาเป็นเขต
ท่องเที่ยวตามไปด้วย   แม้ว่าประธานาธิบดีเจียงจะไม่มีโอกาสขึ้นเขามา 
          แต่ท่านเจียงจิงกั๋วกลับมาเยี่ยมชมโฝกวงซันถึงสามครั้งในสมัยที่ท่านเป็นนายกรัฐมนตรีและประธานาธิบดี
ขณะที่โครงการก่อสร้างวัดที่ทะเลสาบต้าเป้ยถูกระงับ   ได้มีชาวจีนโพ้นทะเลเวียตนามสองสามีภรรยา ต้องการ
เร่งหาเงินใช้หนี้   กำลังบอกขายพื้นที่สวนไผ่หนามบนเนินเขาบ้านต้าสู้เมืองเกาสยง   ไหว้วานคนหลายทอดถึง
ท่านเจ้าพระคุณ   หวังว่าท่านจะยื่นมือช่วยซื้อไว้ ทั้งยังบอกอีกว่าถ้าไม่สามารถใช้หนี้ได้สองสามีภรรยาคงต้อง
เลือกตายสถานเดียว
            ด้านหนึ่งเป็นเพราะความเมตตากรุณา   ไม่อาจทนเห็นสองสามีภรรยาคู่นั้นต้องตกอยู่ในสภาพอับจน
หนทางได้   อีกด้านหนึ่งก็ตรึกตรองดูว่า   วัดวาอารามโบราณที่มีชื่อเสียงของจีนส่วนใหญ่ล้วนตั้งอยู่บนเขา   
ดังคำกล่าวว่า  “ภูเขาลือชื่อใต้โลกหล้านี้ล้วนถือครองโดยพระ”  ในแผ่นดินใหญ่มีวัดใหญ่ๆ บนเขาง้อไบ๊ ผู่ถัว  
จิ่วหัว  เป็นต้น กลับถูกเก็บอยู่หลังม่านเหล็ก  ทำไมไม่สืบต่อประเพณีนี้ที่ไต้หวันด้วยการสร้างมหาวิทยาลัย
สงฆ์ ในพุทธศาสนาแห่งหนึ่งขึ้นบนภูเขา 

ผู้คนล้วนถอยออกแต่ข้ามุ่งหน้าไป
            เมื่อตัดสินใจเช่นนี้   จึงนัดแนะลูกศิษย์จำนวนหนึ่งไปสำรวจพื้นที่   แม้เวลาจะผ่านมาเกือบสามสิบปีแล้ว
แต่ท่านเจ้าพระคุณยังจำได้ดี   วันนั้นท่านเช่ารถบัสใหญ่คันหนึ่งมุ่งหน้าไปดูสถานที่พร้อมกับลูกศิษย์กลุ่มหนึ่ง
ระยะทางจากเกาสยงถึงสวนไผ่หนามใช้เวลาชั่วโมงกว่า   ถนนขรุขระ   เมื่อถึงที่หมาย   เห็นสันเขาหลายลูกมีแต่
ต้นไผ่หนามขนาดเขื่อง หญ้าคาปรกทาง  ทุกคนถึงกับตะลึง   ไม่มีใครสักคนยอมลงรถไปกับท่านเจ้าพระคุณ   
ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า   “ท่านอาจารย์   อย่าเอาเลย   ที่กันดารรกชัฏแบบนี้   ใครจะอยากมาทำบุญไหว้
พระ   สงสัยนอกจากอาจารย์แล้วคงไม่มีใครมาหรอก” ต่อหน้าสายตาที่เย็นชาและน้ำเสียงกีดกัน ท่านไม่แสดง
อารมณ์เลยสักนิด   เพียงพูดว่า  “ตกลง   ไม่เป็นไรพวกคุณไม่ยอมขึ้นเขา   อาตมาไปคนเดียวก็ได้”   พูดจบ
ท่านก็ถือไม้เท้า   เดินหายเข้าไปในป่าทึบคนเดียว   ชั่วพริบตาเดียวก็ไม่เห็นเงาคน   ในบรรดาลูกศิษย์แม้จะมี
บางคนไม่เห็นด้วยนัก   แต่ก็มีบางคนที่ถูกจิตใจที่หาญกล้าของท่านสั่นคลอน ผ่านไปชั่วโมงกว่าๆ   จึงเห็นท่าน
เดินลงมาจากเขาด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม   เสื้อผ้าเต็มไปด้วยเศษหญ้าและดินแดง“ขอโทษ ขอโทษ ทำให้พวกคุณ
ต้องรอกันนาน   กล่าวขอโทษขอโพย ทุกคน ในมือหยิบผ้าเช็ดหน้าเช็ดเหงื่อที่ไหลอาบหน้าไปพลาง
            เหตุการณ์ช่วงนี้ยังจำติดตา   ถึงทุกวันนี้ท่านเจ้าพระคุณยังมักหยิบขึ้นมาหยอกล้อพวกศิษย์เก่าที่ติดตาม
ไปในวันนั้นว่า   “คนที่บอกว่าไม่มีคนขึ้นเขาในตอนนั้นหลายสิบปีนี้   ไม่รู้ขึ้นเขาโฝกวงซันมาแล้วกี่ครั้ง”
ภายหลังมีคนถามท่านว่า  ทำไมจึงเลือกที่ที่บ้านต้าจู้ซึ่งห่างไกลผู้คนเช่นนี้สร้างวัด ท่านอธิบายถึงความคิดที่
ยาวไกลว่า ในสมัยนั้นที่ไทเปมีวัดขนาดใหญ่อยู่จำนวนไม่น้อย โดยการนำของพระธรรมาจารย์อาวุโส    ไม่มีที่
สำหรับคนวัย 30 เศษ เช่นท่านเจ้าพระคุณ   นอกจากนี้สังคมไทเปผู้คนไปมาพลุกพล่าน   ในแต่ละวันแค่เข้า
ประชุม   ต้อนรับแขกก็เหนื่อยหมดแรงแล้ว   ไหนเลยจะมีเวลามาสนใจในงานด้านการศึกษาการเผยแผ่
พุทธธรรม   ดังนั้นท่านจึงยินดีที่จะหันไปหาสถานที่เล็กๆที่ไม่มีประโยชน์คุณ ประโยชน์ท่าน   เริ่มต้นสร้าง
ขึ้นใหม่   ไม่แน่ว่าอาจจะมีโอกาสประสพความสำเร็จก็ได้ 

ช่วงเวลาแห่งการเอาชนะอุปสรรคขวากหนาม
           จากการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันหลายครั้ง แม้ว่าจะได้รับการสนับสนุนจากลูกศิษย์ส่วนหนึ่ง  เริ่มสืบ
เท้า ก้าวแรกของโฝกวงซันออกไป  แต่ความยากลำบากระหว่างการบุกป่าถางพงก่อร่างสร้างตัวไม่ต่างอะไรกับ
การเข็นครกขึ้นภูเขาช่างไม้เซียวติ่งซุ่น   คือบุคคลสำคัญของการก่อสร้างวัดโฝกวงซันมาตลอดหลายสิบปีมานี้   
ได้ติดตามท่านเจ้าพระคุณตั้งแต่ช่วงที่อยู่วัดโซ่วซัน   ได้เข้าร่วมงานบุกเบิกสร้างวัดในช่วงนั้นมาด้วยตนเอง   
และได้กลายเป็นความจดจำที่น่าภาคภูมิใจที่สุดในชีวิตของเขา  เซียวติ่งซุ่นย้อนความทรงจำถึงตอนนั้นที่เขา
มักจะขี่มอเตอร์ไซค์ซ้อนท่านอาจารย์ไปสวนไผ่หนามประจำ   ที่นั้นไม่มีทางขึ้นเขาเลย   ต้องอ้อมเขาสามลูก
เดินเท้าสองชั่วโมง   จึงจะไปถึงที่แห่งแรกที่ลงมือก่อสร้าง (วิทยาลัยสงฆ์ในปัจจุบัน) “ทุกอย่างเป็นไปตามสภาพ   เดินไปถึงตรงไหนผมก็หยิบกิ่งไผ่ที่พื้นวาดแผนที่คร่าวๆ ลงบนพื้นตรงนั้น   สองคนยกมือยกไม้ปรึกษา
กันว่าจะขุดคูถมที่อย่างไร” “ภายใต้สายลมแสงแดด   เหงื่อที่ชื้นแล้วแห้ง   แห้งแล้วชื้น   ปรึกษาหารือกับ
อาจารย์ตั้งแต่เช้ายันค่ำ   กว่าจะเข้านอนเมื่อหลังเที่ยงคืนไปแล้ว   ฟ้ายังไม่ทันสางก็เริ่มงานกันใหม่” “เนื่องจาก
พื้นที่ไม่เรียบ  สูงๆ ต่ำๆ   แค่ปรับพื้นที่ไม่รู้ว่าต้องขนดินไปกี่ร้อยคันรถจึงจัดการพื้นที่ที่เป็นแอ่งให้เต็มเรียบ” 
เซียวติ่งซุ่นที่มีความบริสุทธิ์จริงใจกล่าวว่า   “ตอนนั้นเงื่อนไขทางเศรษฐกิจก็ไม่ค่อยดี   สร้างจนหมดเงินก็หยุด   คิดเพียงว่าจะสร้างสถานที่เล็กๆหน้าวัดพอจอดรถได้ไม่กี่คันก็ไม่เลวแล้ว”
            หลายสิบปีมานี้แสงแดดของภาคใต้ไต้หวันแผดเผาจนเซียวติ่งซุ่นดำเงาแข็งแกร่ง   เขาเพิ่งก่อสร้างรัตน
วิหารแล้วเสร็จ   เป็นผู้ที่รู้ใจอาจารย์ที่สุด   คนเก่าคนแก่ที่ไม่เก่งในวาทะศิลป พูดออกมาตรงใจที่สุดว่าอยู่ที่
โฝกวงซัน อาจจะทำเงินไม่ได้เท่าไร   แต่กำไรความสุขใจ   ทอดสายตาไปมองเห็นป่าไผ่หนามได้พัฒนาไปกว่า
300ไร่ ทุกครั้งที่ได้ยินคนชื่นชมโฝกวงซันรู้สึกว่าชีวิตนี้เกิดมา   “มีคุณค่ามาก”

เปรียบเหมือนบดย้ายภูเขา 
ภิกษุซินผิง   ปัจจุบันเป็นเจ้าอาวาสวัดโฝกวงซัน   ประธานคณะกรรมการกิจการสำนัก   คือหนึ่งในบรรดา
สานุศิษย์ฝ่ายชายยุคแรกที่เข้าร่วมงานบุกเบิก   ท่านยังจำได้ถึงทุกวันนี้   เริ่มแรกทีเดียว   อาจารย์สั่งให้ท่านอยู่
เฝ้าป่าไผ่ พักในกุฏิหญ้าแฝก ไม่มีน้ำไฟ  ลงไปหาบน้ำในลำธารข้างล่างแต่ละเที่ยวใช้เวลาครึ่งชั่วโมง  กลางคืน
มักคลำทางสำรวจพื้นที่ก่อสร้างคนเดียว   ตอนนั้นบนเขายังไม่มี “ทาง”  รถถมดินขึ้นมาไม่ได้   นักเรียนวิทยาลัย
สงฆ์รุ่นที่สองที่สามร่วมแรงถมที่   อีกทั้งรถถมดินสมัยนั้นคิดชั่วโมงละ 300 หยวน   เมื่อเทียบกับราคาสินค้าใน
สมัยนั้นกับกำลังทรัพย์ของพวกเขาแล้ว   ห่างไกลเป็นโยชน์   ดังนั้นหน้าที่หลักของท่านซินผิงคือ ต้องคุมรถ
ถมดินไว้ตลอด   ไม่ให้พวกเขาอู้งานได้แม้วินาที   “อย่าให้เงินที่ผู้มีจิตศรัทธาบริจาคมาต้องเสียประโยชน์”
พระธรรมาจารย์ฉือหยงที่ติดตามอาจารย์จากกอี๋หลันมาเกาสยง   เป็นอีกผู้หนึ่งที่ผ่านความยากลำบากในช่วง
บุกเบิกมา   เล่าเสียงเจื้อยแจ้วน่าฟังว่า   “ตอนนั้นกำลังสร้างหลังคาอาคารตงซันหลงถิง   มีอยู่วัน  หลังคา
เพิ่งก่อไปได้ครึ่งเดียว   ช่างปูนก็เลิกงาน   เพื่อไม่ให้งานเทปูนต้องหยุดชะงัก   ทำให้หลังคาแตกร้าวฝนซึมใน
วันหลังได้ ท่านอาจารย์เป็นผู้นำพวกเราช่วยกันเร่งงาน กลางคืนใช้ไฟหน้ารถมอเตอร์ไซค์สองคันให้แสงสว่าง
เร่งงานต่อพระธรรมาจารย์อีเอเหยียนปีนขึ้นไปบนหลังคาโบกปูน  เนื่องจากบนยอดหลังคาค่อนข้างเอียงลาด  
โบกปูนไม่ติด  ปูนไหลย้อยลงมาตลอด   จึงต้องใช้สองมือโกยขึ้นไป  สุดท้ายสองมือจึงถูกปูนกัดกินหนัง
แตกเลือดซึม………”  ถนนใหญ่ด้านหลังประตูไม่มีสอง   เพราะว่าทั้งข้างบนข้างล่างจะมีขั้นต่างระดับ 60 ขั้น การขนส่งวัสดุลำบากมาก  นั่นก็สำเร็จด้วยฝีมือของท่านเจ้าพระคุณ
สถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดคือพายุฝนถล่ม ท่ามกลางพายุฝน  เขื่อนของบ่อปล่อยสัตว์ช่วงต้นถูกเซาะ
พัง  ดินแดงเหนียวๆกลายเป็นโคลนไหลทะลัก   ท่านเจ้าพระคุณลุยลงไปก่อน   สานุศิษย์เรียงตัวส่งก้อนหินอุด
รูรั่ว  พายุฝนพัดกระหน่ำ   สุดท้ายแม้แต่ผ้าห่มก็ถูกดึงมาอุดรูรั่ว   จนกระทั่งเสื้อผ้าเปียกปอน   บนขอบฟ้าค่อย
ทอแสงรำไร หวนคิดถึงในวันคืนช่วงที่หัวหกก้นขวิด   ท่านเจ้าพระคุณยืนนิ่งอยู่บนดาดฟ้าหน้ากุฏิในโฝกวงซัน    
กล่าวเปรียบตำนานนี้ว่า มดย้ายภูเขา

ธรรมอันมิได้ถูกปรุงแต่ง 
            จัดลำดับตามระยะเวลา  ระยะแรกของการก่อสร้างโฝกวงซันมีวิทยาลัยสงฆ์ตงฟัง   วิหารมหากรุณา   
บ่อปล่อยสัตว์กวนอิม   ศาลามังกร   พระพุทธรูปศรีอริยเมตตรัย   ระยะที่สองคือสถานอนุบาลมหาเมตตา   
หอประชุมเฉาซัน  พระพุทธรูปองค์ใหญ่   อารามโฝกวง   วัดต้าเจวี๋ย ระยะที่สามสร้างอุโบสถ วิหารถ้ำสุขาวดี 
โรงเรียนมัธยมผู่เหมิน  สวนหมื่นปี  พิพิธภัณฑ์โบราณวัตถุพุทธศาสนา  ระยะที่สี่สร้างสวนไผ่หนาม วิหาร
พระกษิติครรภโพธิสัตว์   วิหารพระสมันตภัทรโพธิสัตว์   กุฏิภิกษุณีและศูนย์บริการผู้มีจิตศรัทธา  และที่เพิ่ง
สร้างเสร็จไม่นานนี้คือ   หอทานศรัทธา   หอพุทธรัตนสุวรรณ   และวิหารอภิตาภะเป็นต้น ขับรถไปวัดโฝกวง   
จะเห็นพระองค์ใหญ่สูงเด่นสง่างามแต่ไกล   องค์พระสูง 32 ฟุต   จัดเป็นอันดับที่ 6 ของ 10 องค์พระพุทธรูป
ที่ใหญ่ที่สุดในโลก
ท่านเจ้าพระคุณเริ่มจากสองมือที่ว่างเปล่า   สร้างพุทธสถานศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นที่รู้จักกันทั่วโลกทุกวันนี้   
นี่ไม่ใช่ตัวอย่างของความจริงที่ว่า “ธรรมอันมิได้ถูกปรุงแต่ง” บังเกิดขึ้นแล้วเช่นนั้นหรือ จะชมใกล้หรือมองไกล   
สิ่งปลูกสร้างทั้งหมดในโฝกวงซันสอดรับกลมกลืนไปกับสิ่งแวดล้อมภูมิประเทศ   ไม่ว่าจะเป็นความสง่างาม
ของสิ่งปลูกสร้าง   ความโอ่โถงของวิหาร   อาราม รูปปั้นพระพุทธรูป แผนผังของอาคารการตกแต่งวิหาร
หอคอย……… ล้วนแตกต่างจากคนทั่วไป   เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว   สมดังคำกล่าวที่ว่า   “หนึ่งบุบผาหนึ่ง
โลกธาตุ   หนึ่งกลีบหนึ่งตถาคต
” ใครคือผู้ที่มีความคิดอันชาญฉลาดละเอียดรอบคอบ  รดน้ำพรวดดิน จนเกิด
เป็นมหาวิหารที่สง่างามเช่นนี้ขึ้น พูดไปก็คงไม่มีใครเชื่อว่า วัดโฝกวงซันไม่เคยจ้างสถาปนิกเลย   และไม่เคย
ก่อตั้งหน่วยงานรับผิดชอบด้านวิศวกร   วิหารแต่ละหลัง   อาคารแต่ละตึก   ล้วนสำเร็จจากกระดาษเปล่าหนึ่ง
แผ่นตลับเมตรหนึ่งอัน และหรือที่ท่านเจ้าพระคุณกับเซียวติ่งซุ่นหัวหน้าคนงานใช้กิ่งไม้ขีดๆ เขียนๆ บนพื้น
ทั้งสิ้น   มีคนถามท่านว่า   “ท่านไม่เคยเรียนก่อสร้าง   ทำไมสร้างบ้านได้” “จริงที่อาตมาไม่เคยเรียนก่อสร้าง  
แต่อาตมาจากแผ่นดินใหญ่มาไต้หวัน   จากไต้หวันไปต่างประเทศ   อาตมาเดินทางมามาก  เห็นบ้านเรือนมา
ไม่น้อย ทุกครั้งจะสำรวจดูอย่างละเอียดแล้วคิดว่า   ถ้าอาตมาเป็นวิศวกรก่อสร้าง   อาคารหลังนี้ควรจะ
ออกแบบอย่างไร  หรือพื้นที่ตรงนี้ควรวางแผนผังอย่างไร”   เมื่อจังหวะและโอกาสสุกงอม   ไม่ว่าจะเป็นการ
สร้างธรรมสถาน   การสร้างโรงเรียน   ทุกอย่างเป็นรูปเป็นร่างอยู่ในสมองแล้ว               
ดังนั้นงานจึงดำเนินไปได้อย่างราบรื่น   “ถามไปถึงเคล็ดลับแห่งความสำเร็จ   ตอบแบบกำปั้นทุบดินว่า   
ให้ความสนใจมากหน่อยเท่านั้นเอง”

ดินแดนแห่งความรุ่งโรจน์สง่างาม 
            มองจากภายนอก  ศิลปะความงามของโฝกวงซัน ดุจปราสาทราชวังโบราณ  เป็นการนำเอาพุทธธรรม
ที่เป็นนามธรรม   แสดงออกมาให้เป็นรูปธรรมอย่างเหมาะเจาะ  ด้านการตกแต่งภายใน ใช้ความสุดยอดของ
เทคโนโลยีสมัยใหม่  เพื่อให้ความหลากหลายของสังคมได้แสดงศักยภาพออกมา    ประกอบด้วยศูนย์การ
รับข้อมูลข่าวสารที่ทันสมัยหลายรูปแบบ อีกทั้งยังมีที่พักและสถานที่จัดการประชุมที่มีศูนย์อำนวยความสะดวก
พร้อมสรรพเก้าอี้ทุกตัวภายในห้องประชุม จะติดตั้งหูฟังเสียงภาษาแปล พร้อมสำหรับการเปิดประชุมในระดับ
นานาชาติ   ห้องบรรยายในวิหารตถาคตที่เพิ่งสร้างเสร็จ   สามารถจุคนได้ 2,200 คน               
นอกจากนี้ธรรมสถานแต่ละแห่งทั่งประเทศ   โฝกวงซันเลือกใช้ระบบคอมพิวเตอร์ในการบริหารงานเป็น
อันดับแรก   การติดต่อสื่อสารกับหน่วยงานภายนอกก็สะดวกรวดเร็วไม่เพียงเท่านี้   ทางด้านซอฟท์แวร์  จะเห็น
ได้ว่าท่านคิดแทนคนอื่นอย่างละเอียดรอบคอบในทุกๆด้าน เช่นสาธุชนผู้มาเยือนปีนเขามาคอแห้งหิวน้ำ ริมทาง
เดินจะมีน้ำชา โฝกวงบริการ  เหนื่อยแล้ว มีศาลาพักเหนื่อยใต้ร่มไม้   หอประชุมเฉาซันมีโรงอาหาร เรือนพัก
พร้อมสรรพ   ศูนย์บริการมีหนังสือวารสารให้อ่านฟรี   ยังจัดเตรียมพระธรรมาจารย์ไว้คอยตอบคำถามเรื่อง
เกี่ยวกับชีวิตประจำวันหรือข้อสงสัยในความรู้ด้านพุทธศาสตร์……
ที่ผ่านมาความรู้สึกที่วัดอารามมีให้กับผู้คนคือความเก่าครึ   มืดมน   เงียบซึม   แต่โฝกวงซันกลับมีแต่
ความสง่างาม   โอ่โถง   อลังการ   เหมือนสังคมธุรกิจภายนอกทั่วไป   ซึ่งจะเป็นการสะท้อนอุปนิสัย   ความคิด
คำนึงของผู้นำองค์กรนั้นๆ   เช่นกันโฝกวงซัน แสดงให้เห็นถึงคุณสมบัติพิเศษในชีวิตของท่านเจ้าพระคุณ 
มีผู้วิจารณ์โฝกวงซันว่าเป็นการค้าพานิช  มีเงิน  แต่บุคคลในวงการธุรกิจมากมายอยากรู้หลักแห่งความสำเร็จ
ทางธุรกิจของท่าน  ถึงขนาดมองว่า  ด้วยสมองที่คิดได้ละเอียดรอบคอบและความสามารถในการวางแผนที่
เป็นเลิศ   “ถ้าไปจับด้านธุรกิจ   จะต้องทำได้งดงามเฉกเช่น นักธุรกิจหวังหย่งชิ่ง” สามสิบปีมานี้   ทุกวัน
สุดสัปดาห์   รถราขวักไขว่ นักท่องเที่ยวจากทั่วสารทิศ   สาธุชนชายหญิง คณะท่องเที่ยว   ขึ้นเขาไปทำบุญ
ไหว้พระ เหมือนกระแสคลื่นที่ไหลหลั่ง   บุคคลสำคัญในทุกวงการทั้งภายในภายนอก   ต่างเข้าเยี่ยมชมตาม
คำเล่าลือนับจำนวนไม่ถ้วน   นอกจากประธานาธิบดีเจียงจิงกั๋วผู้ล่วงลับ  ประธานาธิบดีหลี่เติงฮุยผู้นับถือ
ศาสนาคริสต์ก็เคยขึ้นเขามาเยี่ยมชม   จิตรกรเอกจางต้าเซียน   อดีตรองประธานาธิบดีสหรัฐอัลกอร์   เลขาธิการ
สมเด็จพระสังฆราชไทย  นักเขียนเอก นักแสดงฮอลลีวู๊ดอเลนเดอลอง  ล้วนขึ้นเขาเยี่ยมชมมาแล้ว   ปี 
ค.ศ.1991   สำนักพิมพ์ Publisher’s  Weekly   เป็นครั้งแรกที่จัดพิมพ์ชุดพิเศษแนะนำสำนักพิมพ์ไต้หวัน   ยังได้
นำพระพุทธรูปองค์ใหญ่ของโฝกวงซันเป็นหน้าปก

50 สิ่งของความเป็นหนึ่งในวงการพุทธศาสนา 
           คนจำนวนมากมาโฝกวงซัน  แล้วรู้จักโฝกวงซันมากน้อยเพียงใด  ดูภายนอก   โฝกวงซันมีลูกศิษย์
มากกว่าล้านคน   มีสาขาเกือบหนึ่งร้อยแห่ง   ความจริงยังมีความเป็น   ที่หนึ่งของวงการการพุทธศาสนา   
อีกมาก คณะขับร้องเพลงพุทธศาสนา   สถานีวิทยุเผยแผ่ธรรม  แผ่นเสียงแผ่นแรก   เผยแผ่ธรรมทางสถานี
โทรทัศน์ หอประชุมบรรยายแห่งแรก บรรยายธรรมในหอประชุมแห่งชาติหนังสือพุทธเย็บเล่มสวยงามเล่มแรก   
เครื่องแต่งกายของสานุศิษย์   พิมพ์คัมภีร์ทุกเดือน   ระบบอาวุโสของหมู่สงฆ์   เดินสายเผยแผ่ธรรมรอบเกาะ   
ของที่ระลึกพุทธศาสนา   สมาคมนักเรียนเยาวชน   กลุ่มคฤหัสถ์ฝึกการบรรยาย   กลุ่มอนุบาล   โรงเรียน
วันอาทิตย์   วิหารหมื่นพุทธ  อบรมการสอนเด็กเล็ก  โคมประทีป  ใช้ภาพสไลด์ประกอบการเผยแผ่  พิธีวิวาห์
แบบพุทธ  สถาบันศึกษาวัฒนธรรมอินเดีย  ค่ายอุดมศึกษาภาคฤดูร้อน  วิทยาลัยสงฆ์ในเมือง  ชมรมสาธุชน
ศึกษา   โรงพยาบาลหวินสุ่ย   ห้องสมุดประชาชน   บ้านสมปรารถนา   ห้องผู้ป่วยสงบสุข  (ทั้งสองรายการ
ดังกล่าวเป็นที่พักที่จัดสำหรับผู้ป่วยวาระสุดท้ายและญาติผู้ป่วย)   หอศรัทธาธรรม (ศูนย์บริการสาธุชน) ชมรม
ธรรมกตัญญุตาคุณ   ชมรมสวดมนต์   ชมรมทำบุญเลี้ยงพระ   วัดในตึกสูง   อุ้มบาตรเดินธุดงค์   การสอบ
พุทธศาสตร์สากล   ชมรมปฏิบัติธรรมเซ็นสุขาวดีวัชรยาน   ชมรมย้อนรอยแสดงการชุมนุมคนเรือนหมื่นใน
ครั้งพุทธกาล พิพิธภัณฑ์โบราณวัตถุพุทธศาสนา คัมภีร์เผยแผ่ธรรม ออกบวชระยะสั้น   มิตรภาพบริการ  
พิพิธภัณฑ์ศิลปะพุทธศาสนา  พระไตรปิฎกโฝกวง  พจนานุกรมศัพท์โฝกวง   การเผยแผ่ธรรมสามเหล่าทัพ
และเกาะหลี   สามาคมโฝกวงสากล   นมัสการสังเวชนียสถานอินเดีย 200 คน 
            ริเริ่มสิ่งที่เป็น  ที่หนึ่งของพุทธศาสนา เกือบ 50 เรื่อง  สื่อมวลชน   และสานุศิษย์ล้วนยอมรับการนำ
อันฉลาดปราชญ์เปรื่องของท่านเจ้าพระคุณ  ต่างบอกว่า “ไม่มีท่านเจ้าพระคุณซิงหวิน ก็ไม่มีโฝกวงซัน”  
ตัวท่านเองกลับมองว่า ที่โฝกวงซันมีวันนี้ “ความยิ่งใหญ่ควรเป็นของพระพุทธองค์   ความสำเร็จเป็นของ
ทุกคน   ผลประโยชน์เป็นของวัด   บุญกุศลเป็นของสาธุชน” ตอนนั้นท่านเจ้าพระคุณไม่คิดจะอิงบารมีของ
ทะเลสาบต้าเป้ย   โดยเลือกบ้านต้าสู้เป็นที่สร้างองค์กรใหม่  วันนี้เมืองเกาสยงกลับอาศัยบารมีของโฝกวงซัน   
ได้รับผลประโยชน์ไม่น้อย เช่นราคาที่ดินที่สูงขึ้น (สามสิบปีก่อน  ที่ดินหกไร่ราคาหนึ่งหมื่นหยวน ปัจจุบัน 3.3 
ตารางเมตร หกหมื่นหยวน) ติดตั้งโทรศัพท์อัตโนมัติ  สร้างถนนลาดยางมะตอย   สร้างโอกาสการมีงานทำ 
มีน้ำประปา โรงเรียน………วันตรุษจีนของทุกปี  โฝกวงซันจะเชิญญาติมิตรบ้านใกล้เรือนเคียงมาร่วมงาน
สังสรรค์  จัดเตรียมเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน   ของใช้ประจำวันต่างๆไว้ให้ชาวบ้านจับสลาก   การจัดงานของ
เขตเมืองเกาสยง   กิจกรรมชาวบ้านส่วนใหญ๋ล้วนไปจัดที่โฝกวงซัน   เช่นการสัมมนาการอบรมเลี้ยงดูบุตร
โดยมารดาของกรมสังคม   กิจกรรมแสดงความเคารพผู้อาวุโส   พิธีวิวาห์หมู่เป็นต้น   พูดถึงด้านสถานที่แล้ว   
โฝกวงซันไม่เพียงเป็นวัด  แต่ยังรับบทของศูนย์จิตวิญญาณและวัฒนธรรมของสังคมด้วย
            ก้มมองโฝกวงซันจากที่สูง   จะเห็นยอดเขาสูงห้ายอดสูงๆต่ำๆ ขึ้นลงเป็นระเบียบ   ลักษณะเหมือน
กลีบดอกกล้วยไม้ ต้นไผ่เขียวสีชะอุ่มเหมือนคลื่นมรกตบนป่าทะเล   พระพุทธรูปองค์ใหญ่สูงเสียดฟ้า หมู่
วิหารเรียงราย อาคารสูงตระหง่าน  มุมหลังคาลดหลั่น   ช่างเหมือนดินแดนพุทธภูมิ เป็นธรรมสถาน
มหาวิหารสมบูรณ์แบบที่มีครบทั้งศาสนา   วัฒนธรรม  การศึกษา  การกุศล   แหล่งท่องเที่ยว   อีกทั้งยังเป็น
ฐานสำคัญของจิตวิญญาณใหม่ในการเผยแผ่พุทธศาสนาจีนในยุคศตวรรษที่ 20