พระพุทธศาสนาในไต้หวันถูกนำเข้าไปโดยชาวฝูเจี้ยน และชาวกวางตุ้งในสมัยปลายราชวงศ์หมิง   ช่วงที่
ถูกปกครองโดยชาวฮอลลันดา  ถึงสมัยแม่ทัพเจิ้งเฉิงกงเข้าไปดูแลไต้หวัน  พุทธศาสนาจึงได้รับความสนใจขึ้น
เป็นลำดับ    เนื่องจากเจิ้งเฉิงเฉียนบุตรชายของแม่ทัพเจิ้งเฉิงกง  ศรัทธาพุทธศาสนา ได้สร้างวัดอมิตาภะ 
ส่วนมารดาท่านสร้างวัดไคเหวียน พร้อมทั้งอาราธนาพระสงฆ์ไปเป็นเจ้าอาวาส 
ถึงสมัยราชวงศ์ชิง พระสงฆ์จากเมืองฝูเจี้ยนและเมืองกวางตุ้งเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ   การก่อสร้างวัดตามที่
ต่างๆในไต้หวันก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน   นอกจากวัดอมิตาภะแล้ว  ยังมีวัดจู๋ซี   วัดฝ่าหัว วัดเชาเฟิง  วัดหลิงหวิน  
วัดหลิงเฉวียน    ซึ่งล้วนเป็นวัดเก่าแก่มีอายุนับร้อยปีขึ้นไป 
ช่วงญี่ปุ่นยึดครอง   พุทธศาสนาไต้หวันได้รับอิทธิพลจากพุทธศาสนาญี่ปุ่น  เนื่องจากพุทธศาสนาญี่ปุ่น
ไม่เน้นพระวินัย   ทำให้ผู้ออกบวชในไต้หวันไม่น้อยเอาเยี่ยงอย่าง   เลิกฉันมังสะวิรัติ   มีภรรยา   อยู่วัดห่มจีวร   ออกนอกใส่สูทผูกไท  พระชีในสำนักหัวหลง  เซียนเทียน  ปฏิบัติธรรมโดยไม่ปลงผม  แยกไม่ออกว่าเป็นพระ
หรือคฤหัสถ์   ชาวบ้านทั่วไปก็ขาดความรู้ในทางศาสนาที่ถูกต้อง

แรกถึงไต้หวันโดดเดี่ยวไร้ที่พึ่ง 
ปี ค.ศ.1948   เมื่อสงครามแผ่นดินใหญ่ปะทุ   อีกครั้งที่ผู้คนนับล้านอพยพข้ามน้ำข้ามทะเลมาขึ้นที่เกาะ
ไต้หวันอันแสนวิไลแห่งนี้   ภิกษุหนุ่มซิงหวินก็เป็นหนึ่งในกลุ่มคนเหล่านั้น   หลายเดือนก่อน   ความคิดที่จะมา
ไต้หวันเผยแพร่พุทธธรรมยังไม่เคยปรากฏในสมองของเขาเลย  ข่าวสารข้อมูลเกี่ยวกับเกาะเล็กๆแห่งนี้มีน้อย
มาก  ในความทรงจำจึงมีแต่ภาพความรกร้างป่าเถื่อน   ไข้ป่าชุกชุม ที่หนังสือเก่าๆได้บรรยายไว้   ซ้ำยังได้ยิน
ว่าในช่วงสงครามมีขุนนางคหบดีต่างหนีไปที่นั่น   ไม่มีที่จะซุกหัวนอน   เพียงแค่นอนบนท้องถนนคืนหนึ่งยัง
ต้องจ่ายสามแสนหยวนไต้หวัน (ค่าเงินเก่า)  ท่านเจ้าพระคุณก็เหมือน “ซินตึ้งทั่วๆไปที่รนรานข้ามน้ำข้ามทะเล
มา   แรกถึงไต้หวันจึงมีสภาพรองเท้าขาดบาตรแตก  โดดเดี่ยวเดียวดาย   สัมภาระที่มีอยู่เพียงห่อเดียวก็
สูญหายไปในช่วงชุลมุนวุ่นวาย เสื้อคลุมตัวยาวก็ยกให้สหายธรรมพระธรรมาจารย์จู่หวินไป บนตัวจึงมีเพียง
เสื้อตัวสั้น   แม้กระทั่งรองเท้าที่มีอยู่เพียงคู่เดียวก็ยังไม่กล้าใส่   เพราะเดินตามท้องถนนจะถูกสายตาจำนวน
มากจับตามองที่เท้าของท่าน   ท่านเกรงว่าจะถูกคนท้องถิ่นที่เดินเท้าเปล่าเห็นแปลกแยก   จำต้องรีบถอดเก็บ   
เข้าเมืองหลิ่วต้องหลิ่วตาตาม  เดินเท้าเปล่ากับเขาเช่นกัน เพื่อนร่วมเดินทางที่มาด้วยกันกับท่านนับสิบ  เริ่มไม่
เป็นขบวน   ต่างแยกย้ายกระจัดกระจายไปหาลู่ทาง   
กล่าวถึงท่านเจ้าพระคุณซิงหวิน ด้วยวัย 23 ปี  ในเวลาเพียงสองวัน   ท่านดั้นด้นจากไถจงไปไทเป   คนใน
วัดถ้าไม่ใช่พูดว่า “คนพักเต็มหมดแล้ว” ก็จะพูดว่าพระธรรมาจารย์สั่งห้ามรับคนต่างถิ่นเข้าพัก   ที่วัดแห่งหนึ่ง
บนถนนหนานชัง  ท่านถูกพระเถระต่างมณฑลรูปหนึ่งตะคอกใส่ว่า “พวกเธอมีสิทธิ์อะไรมาที่ไต้หวัน”   เมื่อความ
มืดแห่งราตรีกาลมาเยือน   ลมฝนกรรโชก   น้ำนองท่วมหัวเข่า   โซซัดโซเซไปตลอดทาง   แถมยังสะดุดหกล้ม  เนื้อตัวเปียกปอน   ทั้งหิวทั้งหนาว   ต้องซุกตัวอยู่ใต้ระฆังใบใหญ่ในวัดซ่านเต่าค้างคืน ไร้จุดหมายทั้งคนทั้ง
สถานที่        วันรุ่งขึ้นท่านเดินทางไปวัดแห่งหนึ่งในเมืองจีหลง   ลองดูเผื่อว่าจะพบเพื่อนนิสิตเก่า   ภาษาที่
แตกต่าง   หนทางก็ไม่ชำนาญเมื่อสอบถามจนรู้ตำแหน่งที่ตั้งของวัด   กว่าจะไปถึงที่ก็บ่ายแก่ๆแล้ว   คนในวัด
ถามท่านว่า   “ฉันข้าวหรือยัง”   ท่านตอบว่า “อย่าว่าแต่ข้าวมื้อเที่ยงเลย   ตั้งแต่เมื่อวานตอนเที่ยงจนถึงขณะนี้
ข้าวสักเม็ดน้ำสักหยดยังไม่ได้ลงท้องเลย” เพื่อนนิสิตของท่านเห็นแล้วรีบบอกว่า “รีบไปโรงครัวฉันข้าวก่อน
เถอะ”  ขณะเดียวกันก็มีอีกคนพูดว่า   “พระธรรมาจารย์ท่านสั่งไว้   พวกเราเองยังเอาตัวไม่รอด ยังไงก็ให้ท่าน
ไปหาทางอื่นเถอะ”  ว่าไม่ได้ ในตอนนั้น  จิตใจผู้คนยังหวาดหวั่น   เศรษฐกิจย่ำแย่   พระพุทธรูปดินเหนียวจะ
พาตัวเองข้ามน้ำได้ตลอดรอดฝั่งหรือเปล่ายังไม่รู้  ไฉนเลยจะมีกะจิตกะใจไปช่วยผู้อื่น  มองไปรอบตัว   ท่าน
เจ้าพระคุณคิดอยู่ในใจว่าที่นี่ไม่ใช่ที่ที่จะพักอาศัยได้   กำลังคิดจะจากไปเพื่อนนิสิตคนนั้นก็เข้ามาบอกให้ท่าน
รอสักครู่   ควักเงินตัวเองไปซื้อข้าวสาร  หุงข้าวต้มหม้อขึ้นหนึ่ง   ขณะที่ท่านประคองชามข้าว สองมือสั่นเทา
ตลอดเวลาด้วยความหิว
เมื่อฉันข้าวต้มเสร็จก็ต้องอำลา   กล่าวขอบคุณเพื่อนนิสิต  คิดว่าจะไปขอพักพิงที่สำนักสงฆ์เฉิงจื่อ 
บนเขากวนอิม   แต่เส้นทางที่จะไปถูกพายุฝนพัดทำลาย   จึงต้องทนหิวทนหนาว เคว้งคว้างอยู่ที่สถานีรถ   
ความรู้สึกของพระภิกษุผู้โดดเดี่ยว   ไม่อาจกล่าวให้ผู้อื่นทราบได้

พักเท้าที่วัดเหวียนกวง 

ในที่สุดก็พบวัดเหวียนกวงที่เมืองจงลี่   พระเถระเมี่ยวกั่วผู้มีเมตตาได้รับท่านไว้   ด้วยสำนึกในพระคุณ   
ท่านเจ้าพระคุณได้แบ่งงานหนักๆ จากพระเถระมาทำเอง   ทำด้วยความมุมานะ   ตอนนั้นท่านต้องตักน้ำจาก
บ่อที่มองไม่เห็นก้นบ่อ 600 ถังทุกวัน   จึงจะเพียงพอกับการใช้ดื่มกินของคนราว 80 คนในวัด   นอกจากนี้ยัง
ต้องไปตลาดซื้อผัก   ทุกวันก่อนอรุณรุ่ง   ท่านจะต้องลากรถเข็นเสียงดังกึกกึก   ย่ำไปบนถนนดินเหลืองที่
มองเห็นเพียงเงาลางๆ จากแสงของดวงจันทร์  เพื่อไปจ่ายกับข้าวในตลาดที่ไกลออกไปถึง 50 ลี้  ยามลมพัด
ไหวใบไม้ปลิวสะบัด   ทั่วบริเวณสงัดเงียบ   นานๆ ทีจะแว่วเสียงสุนัขเห่ามาจากที่ไกลๆแทรกผ่านความเงียบ
ยามใกล้รุ่ง  ในใจของท่านก็สวดคาถาเจ้าแม่กวนอิมไปพลาง  สอดรับกับเสียงกึกๆกักๆของลังไม้   ถึงตลาด  
พ่อค้าผักยังกอดหมอนนอนอุตุอยู่เลย  ท่านต้องเคาะประตูเรียกไปทีละร้าน   ซื้อข้าวปลาอาหารเพียงพอต่อ
หนึ่งวัน   เสร็จแล้วก็ย่ำลงบนถนนสายเดิมอีกครั้งกลับวัด
เนื่องจากในวัดขาดแรงงานคนหนุ่ม ท่านเจ้าพระคุณจึงต้องช่วยทำความสะอาด  ห้องส้วม    แม้กระทั่ง
ในวัดมีคนเสียชีวิต   งานช่วยห่อศพ  หามไปฝังก็ท่านอีกนั่นแหละ
สองปีผ่านไปอย่างรวดเร็ว   นอกจากจะทำงานด้วยความขยันขันแข็งแล้ว  ท่านเจ้าพระคุณยังคงไม่ละทิ้ง
การขีดเขียนเรียนอ่าน   มีอยู่ครั้งหนึ่งออกไปช่วยงานบุญของวัด   ได้เงินมา 20 หยวน   รีบไปซื้อกระดาษดินสอ   ดีใจเป็นล้นพ้น  จดจำไว้ตลอดชีวิต   บางครั้งท่านหมกมุ่นอยู่กับงานเขียนกลับถูกพระรูปอื่นหรืออุบาสก 
มองว่าท่านแอบขี้เกียจ   ทำสิ่งไร้สาระ   จนถึงทุกวันนี้ท่านยังจำได้ว่ามีอุบาสกชราท่านหนึ่งที่มักมาช่วยทำงาน
ให้วัด   เตือนท่านด้วยความหวังดีว่า   “ท่านอาจารย์   ท่านต้องทำงานนะ   ไม่เช่นนั้นจะไม่มีข้าวฉัน”   
ในช่วงเวลานี้ท่านเคยไปเฝ้าป่าไม้ที่วัดฝ่าหวิน เมืองเหมียวลี่เป็นเวลาสามเดือนเศษ  หนังสือ “เสียงเพลง
แห่งความเงียบ” เล่มนี้   ตอนนั้นท่านต้องหมอบเขียนบนทุ่งหญ้า    นอกจากนี้ยังทำวารสาร “ชีวิต”  เขียน
บทความออกอากาศให้บริษัทจงกว่างเป็นต้น

อุปสรรคของงานเผยแผ่ไม่แยกพุทธหรือเจ้า 
ช่วงเวลานี้  ความแร้นแค้นในด้านวัตถุและความทุกข์ยากของชีวิต  คือสภาพความเป็นจริงของชีวิต
ในช่วงแรกของการฟื้นฟูไต้หวัน  สิ่งที่คนส่วนใหญ่ใฝ่ฝันไม่มากไปกว่าแค่ขอให้ทุกคนในบ้านแข็งแรงปลอดภัย  
มีกินมีเสื้อผ้าสวมใส่   แต่ที่แตกต่างจากคนอื่นคือในใจของท่านเจ้าพระคุณมีพลังอันเร่าร้อนของพุทธสาวก
อยู่ตลอดเวลา   ไม่ได้พึงพอใจอยู่กับความสุขส่วนตัว   ท่านไม่เคยลืมที่จะสานต่ออุดมการณ์ของพระเดช
พระคุณไท่ซวีที่จะทำพุทธศาสนาชาวบ้านให้เกิดขึ้น  เพื่อให้คนจำนวนมากได้สัมผัสถึงความเห็นชอบดำริชอบ
ของพุทธศาสนา  ทว่า สภาพไต้หวันเมื่อสี่สิบกว่าปีก่อน  ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทำให้อุดมการณ์นี้บรรลุนักวิชาการ
ที่ศึกษาพัฒนาการพระพุทธศาสนาไต้หวันชี้ว่า  ไต้หวันเป็นเกาะติดทะเล  เกิดพายุ แผ่นดินไหวบ่อยๆ  ชาวบ้าน
จึงเคยชินกับภัยคุกคามของธรรมชาติ   ภายใต้สภาพต่างๆที่พลังมนุษย์ไม่อาจต่อต้านได้ จึงง่ายที่จะก่อ
กำเนิดความเชื่อในสิ่งศักดิ์สิทธ์ที่หลากหลาย  ดังนั้น ศาลเจ้าในไต้หวันจึงมีมากเป็นพิเศษ  รอบระเบียงศาลเจ้า
จะประดับประดาอย่างอลังการ  มีภาพวาดเกี่ยวกับตำนานเรื่อง “แปดเซียนข้ามสมุทร” “สามก๊ก” หรือภาพ 
“พระเจ้าถังหมิงฮวางท่องวังจันทรา” เป็นต้น ภายในศาลจะบูชามาจู่ (เจ้าแม่ทับทิม)เทพเจ้าลวี่ต้งปิน และ
พระภูมิเจ้าที่  หรือไหว้แม้กระทั่งก้อนหิน   รุกขเทวดา   ในความเชื่อที่เต็มไปด้วยอิทธิฤทธิ์ ปาฏิหาริย์   
ขณะเดียวกัน   กฎระเบียบพิธีกรรมต่างๆของพุทธศาสนาก็ถูกนำไปใช้ในศาลเจ้าด้วย     ทั้งพุทธทั้งเจ้า
จึงปะปนจนแยกไม่ออก ถ้าจะพิเคราะห์ในอีกมุมมองหนึ่ง   วัดในไต้หวันมีขนาดเล็กมาก  ไม่เหมือนวัดเก่าแก่
ในแผ่นดินใหญ่ที่มีผลผลิตการเกษตรเป็นของวัด   การที่ไม่มีผลผลิตการเกษตรเป็นของวัดเช่นอารามเก่าใน
แผ่นดินใหญ่ จึงไม่มีกำลังทางเศรษฐกิจพอเพียงที่จะเลี้ยงตนเอง   วัดในไต้หวันจึงจำเป็นต้องอาศัยการ
บริจาคจากผู้มีจิตศรัทธาชายหญิง   หรือจากการออกไปบิณฑบาตรของภิกษุ   ภิกษุณี   จึงจะดำรงอยู่ได้   
ในเวลานั้น   ไต้หวันเพิ่งได้กลับไปสู่อ้อมกอดของจีน(เก่า)ไม่นาน   เงื่อนไขทางเศรษฐกิจย่ำแย่   กำลังการ
ทำบุญของชาวบ้านต่ำมาก   พุทธศาสนาสามารถประคองตัวอยู่ได้ก็นับว่าโชคดีมากแล้ว   เรื่องการพัฒนาใน
ด้านอื่นจึงไม่ต้องพูดถึงประกอบกับระดับการศึกษาของผู้ออกบวชในไต้หวันยุคนั้นไม่สูง โดยทั่วไปทำได้เพียง
สวดมนต์ทำบุญอุทิศส่วนกุศล   แทบไม่ต้องพูดถึงเรื่องการสอนสั่งเผยแพร่หลักธรรม   พระพุทธศาสนาที่
หยุดนิ่งอยู่กับ “ศาสนาเพื่อพิธีงานศพ”  ไม่เกิดประโยชน์อะไรต่อชีวิตของชาวบ้านและสังคม จำนวนของ
ปัญญาชนที่ศึกษาพุทธศาสนา จึงน้อยยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทร ที่ไม่เป็นผลดียิ่งขึ้นคือ   ศาสนาคริสต์   
คาทอลิกของตะวันตก   อาศัยที่อเมริกาใช้อำนาจแทรกแซงไต้หวันภายหลังสงคราม   ได้หอบกำลังทรัพย์
มหาศาล  แทรกเข้าไปทั่วทั้งบ้านเล็กเมืองใหญ่   
ในยุคต้นๆ ที่ประธานาธิบดีเจียงไคเชคและท่านผู้หญิงศรัทธาศาสนาคริสต์   บรรดาพ่อค้านักการเมือง
ต่างนับถือตามกัน   ผู้คนส่วนใหญ่ในสังคมเห็นดีเห็นงามกับการนับถือศาสนาคริสต์   มองว่าศาสนาพุทธเป็น
พวกชั้นต่ำคนที่ผ่านยุคนั้นมาคงพอจะจำได้ว่า   เนื่องจากความอ่อนแอของพุทธศาสนา   วิหารของวัดวา
อารามศาลเจ้าที่สงบเงียบ   ส่วนใหญ่ถูกกองทหารหรือหน่วยงานราชการยึดไปใช้   ห้องหับส่วนใหญ่ของวัด
ซ่านเต่าในเมืองไทเป  ฝ่ายทหารเกณฑ์ของรัฐบาลใช้เป็นสำนักงาน  แม้แต่อุโบสถของวัดหลินจี้ในเหวียนซัน
ยังถูกทำเป็นหอประชุมจงซัน  กษัตริย์ของประเทศในแถบตะวันออกกลางที่นับถือศาสนาอิสลามจะมาเยือน
ไต้หวัน   เพื่อหวังจะได้มิตรไมตรีจากประเทศอิสลาม ถึงกับมีคนเสนอให้เอาวัดตงเปิ่นเวี้ยนบนถนนซีหนิงใน
ไทเป   ซึ่งเป็นวัดเก่าแก่นับร้อยปีเปลี่ยนเป็นมัสยิดมุสลิม   ถูกสภากฎหมายคัดค้านหลายครั้ง   จึงสามารถรักษา
วัดตงเปิ่นเวี้ยนไว้ได้   โดยเปลี่ยนแผนเป็นรัฐบาลออกทุนก้อนยักษ์   สร้างมัสยิดขนาดใหญ่ขึ้นใหม่ทางด้าน
ทิศใต้ของถนนซินเซิง

ใช้ปฏิญาณไหวพริบสอดรับสิ่งแวดล้อมใหญ่ 
อกจากนี้   เนื่องจากรัฐบาลเพิ่งข้ามทะเลมาไต้หวัน การเมืองการทหารยังไม่มั่นคง ไม่เพียงขี้ระแวง
สงสัย  กระทั่งงานรักษาความปลอดภัยก็ดูจะทำเกินความพอดี  แม้แต่ผู้ออกบวชก็ติดร่างแหไปด้วย  ตามที่ท่าน
เจ้าพระคุณจำได้นั้น  ในชีวิตท่านเข้าคุกถึงสามครั้ง   สองครั้งแรกเป็นช่วงที่ท่านเป็นครูใหญ่ที่โรงเรียนประถม
ไป๋ถ่า  ตอนกลางวันพวกทหารก๊กมินตั๋งมาค้นหาพวกหน่วยจรยุทธคอมมิวนิสต์  ตอนกลางคืนพวกคอมมิวนิสต์
ย้อนกลับมาซุ่มโจมตีทหารก๊กมินตั๋ง  ทั้งสองครั้งท่านถูกจับไปสอบถามเรื่องราวของ “ทหารศัตรู”  มาถึงไต้หวัน
ในปี ค.ศ.1948  เนื่องจากมีข่าวลือว่าพระสงฆ์ 300 รูปถูกส่งเข้าไปแทรกซึมการทำงานในไต้หวัน  ท่านก็ถูก
ใส่ร้ายว่าเป็นสายลับ   ถูกจับเข้าคุกพร้อมกับพระธรรมาจารย์ฉือหัวและพระสงฆ์ที่เป็นพระต่างถิ่นอีกสิบกว่ารูป 
(ธรรมาจารย์ฉือหัวต่อมาภายหลังได้มรณภาพในท่านั่งเจริญกรรมฐาน) ติดคุกไป 23 วัน ไม่เพียงไม่ได้นอนหลับ
พักผ่อน  ยังต้องถูกจองจำตีตรวน   ข่มขู่กรรโชก  โชคดีที่ได้อุบาสิกาจางชิงหยังภรรยาท่านนายพลซุนลี่เหยิน
ไปประกันตัว  ได้อุบาสกอู๋จิงสยง วิ่งเต้นช่วยออกมาจากคุก
ภายหลังทางศูนย์ระวังภัย ได้รับจดหมายลึกลับร้องเรียนติดต่อกันหลายฉบับว่า ในตอนกลางวันท่าน
รับฟังวิทยุของแผ่นดินใหญ่  กลางคืนแต่งชุดชาวบ้านออกนอกวัด   ปิดประกาศสนับสนุนคอมมิวนิสต์  แจก
ใบปลิวปลุกระดม จึงถูกตามดูพฤติกรรมทั้งวันทั้งคืน หนึ่งปีให้หลัง  ความจริงไม่เป็นดังที่จดหมายกล่าวหา   
ผู้ติดตามพฤติกรรมกลับถูกกล่อมเกลาจนกลับใจถวายตัวเป็นพุทธสาวก
ในช่วงแห่งความประหวั่นพรั่นพรึง  ปี ค.ศ.1952  ท่านตอบรับการอาราธนาของพระธรรมาจารย์ต้าสิ่ง   ให้ไปสอนหนังสือที่วิทยาลัยสงฆ์ชิงเฉ่าหูในซินจู๋   ทุกครั้งก่อนจากวิทยาลัยสงฆ์ท่านจะต้องไปรายงานตัว
กับสถานีตำรวจท้องถิ่น   แม้ภายหลังไปที่เกาสยงแล้ว ก็ยังมีคนแจ้งว่าท่านซุกซ่อนปืนสองร้อยกระบอกไว้ใน
ห้องลับวัดโฝกวงซัน   ด้วยสติ ปัญญาของท่านเจ้าพระคุณที่รอบรู้สถานการณ์  ย่อมรู้ดีว่าความทำเช่นไร  นั่นคือ 
ก่อนบรรยายธรรม กล่าวสนับสนุนประธานาธิบดีเจียง เชิดชูลัทธิไตรประชา  สอดแทรกการต่อต้านคอมมิวนิสต์   
โซเวียต     ยกความดีให้รัฐบาล   นานวันเข้าทุกอย่างก็สงบสุข

นับวันยิ่งโดดเด่น 
          ในที่สุด   หลักธรรมคำสอนและหน้าตาที่แท้จริงของพระพุทธศาสนาที่ถูกนำเข้าไปไต้หวันโดยพระภิกษุ
จากแผ่นดินใหญ่   จึงค่อยๆถูกนำสู่สังคมไต้หวัน   สร้างโอกาสใหม่ๆในการฟื้นฟูพุทธศาสนา   แม้ว่าตัวเองจะ
ตกอยู่ในสภาพที่ยากลำบาก   แต่ท่านเจ้าพระคุณก็ไม่เสียชื่อว่าเป็นศิษย์จากวัดที่มีชื่อเสียงเก่าแก่  เคยได้รับ
การศึกษาทางพุทธศาสนาที่ถูกต้อง   และด้วยความคิดหวังที่ว่า “พุทธศาสนาพึ่งข้า” จึงเป็นพลังขับเคลื่อนที่
ไม่อาจหยุดยั้งได้   ความสามารถของท่านจึงนับวันยิ่งโดดเด่นขึ้นท่ามกลางกลุ่มภิกษุหนุ่มต่างถิ่นด้วยกัน
อยู่วัดเหวียนกวงสองปี เพราะความตั้งใจจริง ขยันขันแข็ง จึงได้รับความไว้วางใจจากพระเถระเมี่ยวกั่ว   และสร้างความรู้สึกที่ดีๆแก่คนอื่นๆ   จนเกิดความใกล้ชิดกับพุทธศาสนิกชนท้องถิ่นมากขึ้น   ท่านเจ้าพระคุณ
ยังจำได้ว่า   แม่เฒ่าผู้มีเมตตาท่านหนึ่ง   มักจะแอบต้มบะหมี่ให้ท่านเพื่อประทังความหิว “ทุกครั้งที่สองมือ
ที่เต็มไปด้วยรอยยับย่นของนางประคองชามบะหมี่ที่ร้อนกรุ่นส่งผ่านหน้าต่างกุฏิเข้าไป น้ำซุปหยดลงบนขอบ
หน้าต่าง   ควันซุปที่โชยผ่าน   อาตมาบอกไม่ถูกว่ารู้สึกซาบซึ้งใจเพียงใด
ด้วยความสนับสนุนของพระเถระเมี่ยวกั่ว   ท่านจึงได้ก้าวเข้าสู่สังคมไต้หวันและกลุ่มพุทธศาสนิกชน
เป็นลำดับ   เข้าใจคนที่นี่และแผ่นดินนี้   ภายในใจก็วาดหวังถึงภาพในอนาคตอยู่เงียบๆ