ในต้นฤดูใบไม้ผลิเดือนมีนาคม   หมู่ผีเสื้อโบยบิน   ดอกท้อ ดอกหลีแข่งกันบานสะพรั่ง แต่งแต้มความสดใส
ให้กับดินแดนกังหนำ  จากหนานจิง(นานกิง)นครหลวงเก่า ดินแดนอันเป็นที่รวมพลคนเก่ง นั่งรถไฟไป 3 ชั่วโมง 
ก็เข้าเขตเมืองหยังโจว เมืองหยังโจวมีชื่อเสียงมาแต่โบราณ   ย้อนกับไปถึงยุคต้าหวี่สยบแม่น้ำเหลืองในสมัย
ราชวงศ์ซ้ง ที่นี่เคยเป็นแคว้นๆหนึ่งในเก้าแคว้นของประเทศจีนโบราณ ลุถึงยุคสมัยพระเจ้าสุยหยังตี้ ขุดแม่น้ำ
ต้าหวิ้นเหอ เพื่อการคมนาคม   ที่นี่จึงกลายเป็นเส้นทางสำคัญทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรม ระหว่างภาคเหนือ
และภาคใต้ 
       เมืองหยังโจวตั้งอยู่บนแม่น้ำฉังเจียง ( แยงซีเกียง ) มีวิวทิวทัศน์งดงาม  จึงเป็นที่ดึงดูดเหล่านักกวี
ให้แวะเวียนผ่านมาเยี่ยมชมนับแต่โบราณมา จักรพรรดิเฉียนหลง แห่งราชวงศ์ชิงล่องใต้ลงมาถึง 6 ครั้ง เพราะ
หลงใหลในความสุนทรีแห่งดินแดนกังหนำนี้  มหากวีหลีไป๋เมื่อครั้งส่งสหายเมิ่งเห้าหยานไปกว่างหลิง 
ได้เขียนบทกวีพรรณนาว่า

       เพื่อนเก่าอำลาหอกระเรียนเหลืองจากทิศตะวันตก ล่องไปเมืองหยังโจว เดือนสาม กลางหมอก ดอกไม้
ใบเรือโดดเดี่ยวไกลลิบหายไปสุดฟ้าคราม เห็นแต่แม่น้ำฉังเจียงที่ไหลสู่ขอบฟ้า
จึงเห็นได้ว่าความงามของเมือง
หยังโจวนั้นไม่ธรรมดาเลย นับตั้งแต่จีนแผ่นดินใหญ่ปฏิรูปการปกครองและเปิดประเทศ โดยความเอาใจใส่ของ
พณฯ ท่านประธานาธิบดีเจียงเจ๋อหมิน  ผู้ซึ่งเป็นชาวเมืองหยังโจว  หลายปีมานี้เมืองหยังโจวจึงได้มีการพัฒนา
ให้เจริญรุ่งเรืองขึ้นอย่างรวดเร็ว

เจียงตูเมืองบ้านเกิด   ดินแดนแห่งคนเก่ง
      ออกจากเมืองหยังโจวนั่งรถไฟไปราว 40 นาที ก็ถึงอำเภอที่สงบเงียบแห่งหนึ่ง มีชื่อว่าเจียงตู เดิมที่แห่งนี้
ไม่ได้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ขึ้นชื่อแต่อย่างใด   อีกทั้งไม่ใช่เส้นทางคมนาคมสายสำคัญ แต่เป็นเพราะที่นี่ได้
เลี้ยงดูบุคคลสำคัญในวงการศาสนาท่านหนึ่ง  ผู้ซึ่งมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันในระดับสากล ดินแดนแห่งคนเก่งนี้
จึงได้ถูกเปิดเผยออกมา
      ที่นี่คือบ้านเกิดของท่านเจ้าพระคุณซิงหวิน ปฐมเจ้าอาวาสแห่งวัดโฝกวงซันนั่นเอง เป็นบ้านที่ก่อด้วย
กระเบื้องสีเขียว ใกล้กับวัดเซียนนวี่ทางด้านทิศตะวันตก ในวันที่ 22 เดือน 7 (ตามปฎิทินจันทรคติ) ปี 1927  
ในบ้านสกุลหลี่ที่เปิดเป็นร้านขายธูปเทียน  ได้ให้กำเนิดทารกน้อย ส่งเสียงร้องดังกังวานใส  ทารกนี้คือ
ผู้สืบสกุลคนที่สองของบ้าน  ซึ่งก่อนหน้านี้ได้มีบุตรแล้ว สองคนเป็นชายหนึ่งหญิงหนึ่งที่ต่างจากพี่ชายพี่สาว
ก็คือ เด็กชายที่มีชื่อว่า “กั๋วเซิน” คนนี้ยังไม่ทันตกฝากก็มีปรากฎการณ์ “ประหลาด”  เกิดขึ้นต่างๆ นานา
แม่เฒ่าหลิวหวี้อิง   ปีนี้อายุ 94 ปี   ยังมีสุขภาพแข็งแรง ความทรงจำเป็นเลิศ   ถึงปัจจุบันนี้ยังคงจำเหตุการณ์
ในปีนั้นได้อย่างชัดเจน
      “ก่อนที่ฉันจะคลอดอาจารย์ของพวกเธอนั้น  เคยฝันเห็นชายร่างทองมารื้อค้น หาของที่หน้าเตียงฉัน 
ไม่พูดไม่จาอะไร  ฉันก็ถามไปว่า “นี่คุณกำลังหาอะไร” ชายชราผมขาวที่อยู่ข้างๆ ก็พูดขึ้นว่า  “เขากำลังหา
รวงข้าว” “ใต้เตียงฉันมีแต่ฟางแห้ง   จะมีรวงข้าวได้ยังไง”  เพิ่งพูดจบชายร่างทองก็ดึงเอารวงข้าวออกมา
กำหนึ่งจริงๆ ชายชราผมขาวกล่าวต่อไปว่า  “ข้าวรวงนี้สามารถออกผลได้”

      เรื่องแปลกยังมีตามมาอีก   ตอนที่เด็กทารกตัวอ้วนคลอดออกมานั้น “ใบหน้าซีกหนึ่งเป็นสีแดง อีกซีก
เป็นสีขาว
” ที่ร่องใต้จมูกมีแนวสีแดงเล็กๆสองแนว “ที่บ้านของหลี่เฉิงเป่าคลอดทารกประหลาด” เสียงล่ำลือนี้ 
กระจายไปทั่วทั้งบ้านใกล้เรือนเคียง เพื่อไม่ให้เพื่อนบ้านญาติมิตรตกอกตกใจ  มารดาต้องใช้เชือกผูกเด็กคนนี้
ไว้ในบ้าน  ดีที่รอยประหลาดบนใบหน้าค่อยๆลบเลือนไปเมื่อท่านอายุได้ 2-3 ขวบ

เพราะลูกหลีสุกปลั่งผลนี้เอง 
       เกี่ยวกับเรื่องเล่าที่แฝง “ปาฏิหาริย์” เหล่านี้  ตัวท่านเจ้าพระคุณซิงหวินเองไม่มีความทรงจำอยู่เลย   
แต่เมื่อเห็นมารดาเล่าอย่างตื่นเต้นสนุกสนาน   ท่านจึงได้แต่ทำหน้าที่ของผู้เป็นบุตรโดยนั่งฟังอยู่ข้างๆ
ด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม เวลามีคนนำมาเล่าสู่กันฟัง   ท่านไม่ได้ปฏิเสธแต่ก็ไม่ได้เก็บมาใส่ใจ 
       กาลเวลาผ่านไปเกือบค่อนศตวรรษ  บัดนี้ บ้านหลังเก่าที่เมืองเจียงตูได้มีการซ่อมแซมให้กว้างขวาง
สบายตาขึ้นเป็นบ้านชั้นเดียวมีห้องใต้ดิน อีกหลังที่ติดกับลานซักล้าง กั๋วหมินน้องชายของท่านและครอบครัว
พักอาศัยอยู่เดินต่อไปเรื่อยๆถึงสะพานลี่หมิน   ซึ่งอยู่แถวๆวัดเซียนนวี่  มองลงไปในลำน้ำขุดที่มีตะกอนขุ่น 
ย้อนนึกถึงความทรงจำของแม่เฒ่า   ราวกับว่าท่านมีลางสังหรณ์แต่แรกแล้วว่าบุตรชายคนนี้จะมีประสบการณ์
ชีวิตที่ไม่ธรรมดา 
       “สมัยนั้น ของใช้ในบ้านต้องอาศัยเรือข้ามฟากไปซื้อจากฝั่งตรงข้าม  ช่วงสงครามต่อต้านญี่ปุ่น ไม่มีใคร
ยอมเสี่ยงชีวิตพายเรือส่งคนข้ามฟากเพื่อแลกกับเงินไม่กี่สตางค์  ตอนนั้นอาจารย์ของพวกเธออายุ 10 ขวบ
ถอดเสื้อออกโพกไว้บนศีรษะ   เสร็จก็ลุยลงน้ำเลย  น้ำในแม่น้ำเชี่ยวมาก  น้อยคนนักที่จะกล้าลงไปว่ายน้ำ 
แต่ทุกครั้งอาจารย์ของ พวกเธอก็สามารถซื้อของที่ทางบ้านต้องการกลับมาได้ ทุกคนต่างพูดกันว่า เจ้าคนรองนี้
ไม่ธรรมดา ดอกผลต้นหลีของสกุลหลี่ ในอนาคตจะสุกปลั่งก็ต้องจับตาดูที่ผลนี้แหละ

ยากที่จะลืมพระคุณของคุณยายได้
       ภายในจิตใจของท่านเจ้าพระคุณซิงหวินแล้ว   เรื่อง “วีรกรรม” ต่างๆ เหล่านั้นไม่มีอะไรน่าจดจำเท่ากับ
เรื่องของคุณยาย (แซ่หวัง) ผู้ไม่รู้หนังสือ  แต่สามารถสวดท่องคัมภีร์วัชรสูตรได้คล่องปร๋อ รับประทาน
มังสวิรัติเป็นเวลาค่อนศตวรรษของท่านผู้นี้ต่างหาก   คือความทรงจำในวัยเด็กที่ไม่อาจลืมเลือนได้
หลายปีก่อน   ครั้งหนึ่งในงานสัมมนาพุทธศาสนา ท่านเจ้าพระคุณได้เล่าถึงคุณยายของท่านรวมถึงเรื่องของตัว
ท่านเอง เมื่อตอนอายุ 3-4 ขวบ เริ่มรู้ความก็ได้รับการอบรมกล่อมเกลาจากศาสนา “คุณยายของอาตมาเริ่ม
รับประทานมังสวิรัติตั้งแต่อายุ 18 ปี  ทุกวันท่านจะตื่นแต่เช้า ขึ้นมาสวดมนต์ทำวัตร เดิมท่านไม่รู้หนังสือสักตัว 
แต่สามารถสวดท่องคัมภีร์ อวตังสกสูตร  วัชรสูตร  เป็นต้น  อาตมากับพี่สาวได้รับอิทธิพลจากคุณยายแต่เล็ก
อายุ 3-4 ขวบก็จะแข่งกันถือศีลกินเจ   ตอนนั้นยังเด็กไม่รู้เรื่องอะไร   ไม่เข้าใจถึงเหตุผลของการให้ความสำคัญ
กับการรับประทานมังสวิรัติของพุทธศาสนาจีน   แต่ทำไปเพียงเพื่อเอาใจคุณยายเท่านั้น”

“วัยเด็กอาตมาพักอยู่กับคุณยาย  ท่านจะตื่นขึ้นเจริญสมาธิตอนเที่ยงคืนทุกวัน   นั่งขัดสมาธิเพชร  พักไหล่  
ผ่อนลมหายใจ   เวลานั่งสมาธิ   จะมีเสียงดังโครมครามเหมือนคลื่นซัดในมหาสมุทรดังออกมาจากช่องท้อง
ของท่าน  แม้จะอยู่ในวัยเด็กที่นอนอุตุขี้เซา   แต่ก็มักจะถูกเสียงนี้รบกวนจนตื่น   จึงถามท่านว่า “เสียงในท้อง
ของยาย ทำไมจึงดังเช่นนี้”  “นี่คือกังฟู  เป็นผลที่ได้จากการฝึก”   คุณยายตอบเป็นเพราะความศรัทธาต่อ
ศาสนาของคุณยาย   ทำให้หลานชายตัวน้อยมักติดสอยห้อยตามพี่สาวกับคุณยายไปไหว้พระที่วัดแถวละแวก
บ้าน ทุกครั้งที่ไปไหว้พระที่วัด  คุณยายจะไม่ลืมที่จะเก็บอาหารก้นบาตรกลับมาบ้านให้หลานรับประทาน
จึงเท่ากับท่านได้ผูกบุญวาสนากับพระพุทธศาสนาตั้งแต่เล็ก เพราะได้รับอิทธิพลจากคุณยาย จึงมีบางโอกาส
ที่ทางบ้านมีการทำบุญเลี้ยงพระสงฆ์ ช่วงบ้านเมืองเกิดภัยสงคราม  ความระส่ำระสายเกิดขึ้นทุกย่อมหญ้า 
ในภาวะเช่นนั้น  การได้เห็นผู้ครองผ้าเหลือง  กิริยาสงบสำรวม   ได้รับความยกย่องจากชาวบ้าน  ทำให้
ความรู้สึกภายในจิตใจของเด็กเล็กๆ เช่นท่านเกิดความคิดว่า  เป็นพระสงฆ์นี่ดีนะ

              คุณยายเป็นคนที่ขยัน มัธยัสถ์ โอบอ้อมอารี  ท่านจึงเป็นผู้ที่ท่านเจ้าพระคุณซิงหวินเคารพยกย่อง
และรำลึกถึงมากที่สุดในชีวิตของท่าน  หลังจากที่ออกบวช  ปีที่ท่านอายุย่างเข้า 20 ปี  เคยกลับไปเยี่ยมญาติ
ที่บ้าน ได้นั่งคุยสารทุกข์สุกดิบกับคุณยายที่ใต้ร่มไม้ใหญ่   คุณยายได้ฝากฝังเรื่องการจัดการงานศพของท่าน 
ขณะที่ในมือยังคงทำงานเย็บปักถักร้อยไป   โดยหวังว่าหลานชายผู้ออกบวชของท่านคนนี้   จะเป็นผู้ดูแล
จัดการให้โชคไม่ดีเลย  สองปีต่อมา  ประเทศจีนเกิดการเปลี่ยนแปลง  เหตุการณ์ครั้งนั้น  จึงเป็นการพบกันเป็น
ครั้งสุดท้ายของยายหลานคู่นี้   ตอนที่คุณยายสิ้นใจ   ท่านอยู่ที่ไต้หวัน   ข่าวคราวถูกตัดขาด   ไม่สามารถ
จัดการงานศพตามที่ได้รับปากกับคุณยายไว้ได้   ความที่มีความผูกพันธ์อย่างลึกซึ้งกับคุณยาย  ทำให้ท่านรู้สึก
เสียใจเสมอเมื่อคิดถึงเรื่องนี้    สิบกว่าปีมานี้   ท่านมักส่งเงินไปให้น้าชายทั้งสามคนที่บ้านเกิดเสมอ   เพื่อเป็น
การแสดงความกตัญญู    ขณะเดียวกันก็ถือเป็นการตอบแทนพระคุณคุณยายด้วย

แววแห่งพุทธะปรากฏแต่วัยเยาว์
แม้ว่าจะไม่ได้เกิดในตระกูลผู้หลากมากมี   แต่ท่านเจ้าพระคุณซิงหวินยังนึกขอบคุณบิดาที่ได้ถ่ายทอด
ความเป็นคนซื่อสัตย์ รักสงบ  ส่วนมารดาได้ให้อุปนิสัยที่อาจหาญเด็ดเดี่ยว  รักคุณธรรม   บวกกับความเมตตา
อารีของคุณยาย  เป็นสิ่งหล่อหลอมให้ชีวิตท่านไม่เคยประสบกับความอับจนหนทาง ในระหว่างพี่น้อง ท่านเจ้า
พระคุณซิงหวินจะสนิทสนมใกล้ชิดเป็นพิเศษกับซู่หัวพี่สาวคนโตที่มีอายุแก่กว่าท่าน 3 ปี  แม้ว่าต้องแยกจากกัน 
40 กว่าปีแล้ว   หลายปีมานี้   ถึงจะได้พบกันบ้างก็เพียงนานๆครั้ง   แต่เมื่อพูดถึงเรื่องต่างๆในวัยเด็ก น้ำเสียงที่
เล่าขานนั้น สามารถสัมผัสได้ถึงความผูกพันรักใคร่อันบริสุทธ์ของพี่สาวที่มีต่อน้องชายคนนี้ “เขาไม่เหมือน
เด็กคนอื่นๆ ทั่วไปตั้งแต่เล็กแล้ว” ในความทรงจำของพี่สาว จำได้ว่าน้องชายไม่เคยทะเลาะวิวาทกับเพื่อนๆ 
เลย   ตอนอายุ 3 ขวบเศษ   ยังไม่มีแรงจะยกกระป๋องทอฟฟี่   ก็ใช้วิธีลากถูลู่ถูกังไปที่ลานบ้าน   ร้องชวนเด็กๆ 
เพื่อนบ้านมากินทอฟฟี่กัน   ชาวบ้านต่างพากันหัวเราะว่าบ้านสกุลหลี่เลี้ยงลูก “ซื่อบื้อ”  ไว้คน   เที่ยวเอาของ
แจกชาวบ้าน 
เล่าถึงเรื่องราวเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยในวัยเด็กของน้องชาย   พี่สาวเริ่มรู้สึกถึงแววแห่งพุทธะปรากฏแก่
น้องชายตั้งแต่วัยเด็ก   การออกบวชจึงเป็นเพราะบุญบารมีที่สั่งสมมาแต่ชาติปางก่อน ตอนอายุ 5 ขวบ   
น้องชายซึ่งปกติเป็นคนรักสัตว์ ได้เห็นลูกไก่ฝูงหนึ่งถูกฝนสาดจนตัวเปียกปอน ยืนเบียดเสียดกันเนื้อตัวสั่นเทา   
จึงได้ช่วยกันอุ้มพวกมันไปผิงไฟที่หน้าเตาถ่าน  มีอยู่ตัวหนึ่งตกใจวิ่งหนีหลุดเข้าไปในเตาถ่าน  ต้องรีบช่วยชีวิต
ออกมา   จะงอยปากล่างของมันถูกไฟไหม้ไปครึ่ง   เด็กชายจึงให้ความดูแลเอาใจใส่ต่อลูกไก่ตัวนั้นเป็นพิเศษ  
ด้วยเกรงว่ามันจะจิกกินเม็ดข้าวไม่ได้เพราะไม่มีจะงอยปาก จึงได้ขุดหลุมเล็กๆบนดิน   เทข้าวสารลงไปในหลุม
ที่ขุดให้มันกิน   ต่อมาเจ้าลูกไก่ตัวนี้โตขึ้นแข็งแรงจนสามารถวางไข่ได้ 

อีกเรื่องที่พี่สาวจำได้แม่นยำคือ   กลางดึกของคืนอันหนาวเหน็บในปลายปี   ทุกคนล้อมวงนั่งฟัง
นิทานข้างกองไฟ   ผู้เฒ่าเล่าถึงความทุกข์ยากของชีวิต   ตัวเอกของเรื่องคือคุณตาหนวดเคราสีขาวคนหนึ่ง
อาศัยอยู่ในป่าลึก  มีชีวิตที่ยากจน ทั้งยังป่วยไข้ หิวโซ   นิทานเล่ายังไม่ทันจบ น้องชายหายไปแล้ว  ที่แท้แอบ
ไปนั่งร้องไห้อยู่ใต้โต๊ะด้วยความสงสารคุณตา  ผู้เฒ่าบอกว่านิทานเป็นเรื่องแต่งขึ้นเขาก็ไม่เชื่อ ข้าวเย็นก็ไม่กิน  
คนในบ้านทนการรบเร้าไม่ไหวเลยต้องพาเขาไปบ้านคุณตาตัวเอง    เอาข้าวไปส่งให้คุณตาเสร็จแล้วเขาถึง
ยอมวางใจกลับบ้าน
เมื่อปีกลาย   พอรู้ว่าน้องชายจะกลับมาเยี่ยมบ้าน   ซู่หัวพี่สาวคนโตได้พาลูกชายสองหญิงหนึ่งจาก
บ้านสามีที่เมืองหลิวโจวมณฑลกว่างซี นั่งรถไฟชั้นสามนาน 48 ชั่วโมงเพื่อมารวมญาติกันที่เมืองหนานจิง
นั่งอยู่ห้องโถงในบ้านใหม่ที่น้องชายปลูกให้มารดาพักผ่อนยามชรา พี่สาวที่ถ่อมตนว่าเป็นหญิงบ้านนอก 
แต่ภายใต้ริ้วรอยบนใบหน้ายังคงเค้าความหมดจดงดงามเมื่อครั้งเป็นสาวรุ่นได้ดี  นางเคยไปวัดซีไหลที่อเมริกา
ไปเยี่ยมชมวัดโฝกวงซันมาแล้ว   แม้จะรู้ว่าบัดนี้   น้องชายคือบุคคลสำคัญคนหนึ่ง   แต่ภายในส่วนลึกแห่ง
ความทรงจำของนางยังคงฝังแน่นด้วยภาพของน้องรองที่ผิวขาวอ้วนท้วนน่ารัก   เวลายิ้มจะมีลักยิ้มแก้มบุ๋ม
สองข้าง

มารดาคือผู้จุดประกายสติปัญญาความรู้
            ทางทิศเหนือของเมืองซูโจวที่สกุลหลี่ไปตั้งหลักปักฐานอยู่นั้น เป็นถิ่นที่มีสภาพเศรษฐกิจยากจน   
มีจำนวนไม่น้อยที่มีบ้านช่องทรุดโทรมชนิดที่ “สายลมแทนไม้กวาด   แสงจันทร์แทนประทีป”   โดยทั่วไป
เลี้ยงชีพด้วยการใช้แรงงาน   การศึกษาจำกัดอยู่เพียงลูกหลานผู้มีอันจะกินไม่กี่คน  บ้านของท่านเจ้าพระคุณ
ซิงหวิน พอจัดได้ว่าเป็นครอบครัวชนชั้นกลางแต่ก็ยังไม่มีเงินมากพอที่จะส่งลูกเข้าโรงเรียนในระบบได้  ตอน
อายุ 8 ขวบ ก่อนเข้าเรียนหนังสือกับครูตามบ้าน  ครูคนแรกผู้จุดประกายสติปัญญาความรู้ให้แก่ท่านจึงเป็น
มารดาผู้ไม่รู้หนังสือของท่านนั่นเอง เมื่อวัยสาวมารดาของท่านมีสุขภาพไม่แข็งแรง เจ็บป่วยล้มหมอนนอนเสื่อ
เป็นประจำ  ลูกชายคนรองผู้กตัญญูนึกอยากช่วยให้แม่ได้คลายทุกข์  จึงมักนั่งอยู่ข้างเตียงอ่านหนังสือตำนาน
พื้นบ้าน เมืองหยังโจวให้ท่านฟังเสมอ (เนื้อหาส่วนใหญ่เกี่ยวกับความกล้าหาญ อิทธิฤทธิ์ อภินิหาร ตำนานอิง
ประวัติศาสตร์    เขียนเป็นโศลกด้วยตัวอักษรจีน 7 ตัวต่อหนึ่งประโยค)  ถ้าอ่านออกเสียงผิด มารดาก็จะแก้ไขให้
วันเดือนผ่านไป ทำให้ท่านรู้จักตัวหนังสือมากขึ้น บ่มเพาะนิสัยเป็นคนรักการอ่าน อีกทั้งยังเป็นการสร้างทัศนคติ
ความกตัญญูรู้คุณ  แม้เวลาจะผ่านไปนานนับสิบปี   ตัวละคร 108 คน ที่มีบุคลิกโดดเด่นเฉพาะตัวในนิยายเรื่อง 
ผู้ยิ่งใหญ่แห่งเขาเหลียงซัน” (ซ้องกั๋ง)  ท่านยังท่องจำได้อย่างแม่นยำ      

หลังจากเข้าเรียนหนังสือที่เปิดสอนตามบ้านแล้ว   เนื่องจากในท้องที่มักมีโจรผู้ร้ายออกปล้น   ตามมา
ด้วยการหนีภัยสงครามญี่ปุ่น  ในช่วงเวลา 2-3 ปีที่เรียนๆหยุดๆ   ได้ท่องจำตำราของขงจื้อเกี่ยวกับปรัชญาชีวิต 
หลักคุณธรรมจริยธรรม ไม่คาดคิดว่าความรู้ที่ได้เล่าเรียนเหล่านี้จะกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการทำงานด้าน
การศึกษาของท่านในปัจจุบัน ถ้าจะกล่าวกันจริงๆแล้ว   ในชีวิตของท่านเจ้าพระคุณซิงหวินไม่เคยเข้ารับ
การศึกษาอย่างเป็นระบบในโรงเรียนเลย   ไม่เคยได้รับใบประกาศนียบัตรแม้สักใบเดียว   ทว่า หลายสิบปีมานี้   
ใบปริญญาที่มอบจากมือของท่านมีไม่รู้เท่าไร   แม้ท่านจะไม่เคยเข้าเรียนในมหาวิทยาลัย   แต่มหาวิทยาลัย
ซีไหล  มหาวิทยาลัยโฝวกวง  ล้วนก่อตั้งขึ้นจากการนำของท่านจนท่านได้รับปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ 
จากมหาวิทยาลัยบูรพาในลอสแองเจลิส สหรัฐอเมริกา ศิษยานุศิษย์ของท่านเป็นกลุ่มบุคคลที่มีระดับความรู้
โดยเฉลี่ยสูงที่สุดในประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนาจีน     มีจำนวนไม่น้อยที่จบจากมหาวิทยาลัยฮาร์เวิร์ด  
มหาวิทยาลัยเบอร์กเล่ย์   บุคลากรชั้นหัวกะทิเหล่านี้  ส่วนใหญ่ออกบวชในสำนักท่านเจ้าพระคุณ ต่างเรียกขาน
ท่านด้วยความเคารพรักว่า  “พระอาจารย์” ทั้งนี้ไม่ใช่เพราะโชคช่วย แต่อาศัยความขยันหมั่นเพียรของ
ท่านเจ้าพระคุณเองในการเอาชนะชะตากรรมความไม่รู้หนังสือของชาวซูเป่ยดินแดนแห่งความยากไร้

ต้องพลัดพรากกับบุพการีนับครึ่งศตวรรษ
           นับจากวันที่ก้าวเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์   ท่านเจ้าพระคุณซิงหวินก็คือผู้ออกบวชที่หลีกลี้จากสามโลก  
มอบชีวิตจิตใจส่วนใหญ่ให้กับเวไนยสัตว์ไปแล้ว   ถึงกระนั้น สายเลือดย่อมยากที่จะตัดขาด  โดยเฉพาะ
ความคิดถึงมารดาผู้สูงวัย   ในช่วงที่ดินแดนสองฝั่งถูกตัดขาดการติดต่อ   ไม่รู้ว่ามารดาเป็นตายร้ายดีเช่นใด  
ตัวท่านเองไม่เคยจัดงานวันเกิดเลย   เพราะวันเกิดเป็นวันที่แม่เจ็บปวด   
ในวันนั้นของทุกปี  ท่านจะตื่นแต่เช้าจุดธูปไหว้พระนั่งสวดมนต์ภาวนาอยู่เงียบๆคนเดียว   แผ่เมตตาบารมี
ให้มารดามีอายุมั่นขวัญยืน  นับตั้งแต่พระธรรมาจารย์ฉือกวงแห่งวัดซีไหล อเมริกา  เป็นผู้ประสานงานจน
สามารถติดต่อกับมารดาท่านได้แล้ว  เมื่อทราบว่ามารดายังมีสุขภาพแข็งแรงดี ในวันเกิดครบรอบ 60 ปีของ
ท่าน  จึงได้จัดงาน “วันมหาบุญ ทดแทนพระคุณมารดา” ได้เชื้อเชิญบรรดาผู้ออกบวชและคฤหัสถ์ที่มีอายุ 
60 ปี นับพันคน มาร่วมเฉลิมฉลองงานมหาบุญในปีนั้นด้วย
“เคารพรักพ่อแม่ในโลกนี้เสมือนพ่อแม่ตนเอง   นับถือคนวัยเดียวกันในโลกหล้าเสมือนพี่น้อง”
เป็นการเชิดชูจิตสำนึกแห่งความกตัญญูอันเป็นหลักคุณธรรมในพุทธศาสนาให้สูงส่งยิ่งขึ้นไป

หลังจากที่ดินแดนสองฝั่งเปิดให้ไปมาหาสู่กันได้แล้ว ท่านเจ้าพระคุณซิงหวินได้รับมารดามาอยู่ด้วยกัน
ทั้งที่ญี่ปุ่น อเมริกา และไต้หวัน  ท่านได้ฉลองตรุษจีนกับมารดาที่วัดซีไหล   นับเป็นครั้งแรกตลอดช่วง 50 ปี 
หรือจะว่านับตั้งแต่ออกบวชมาก็ว่าได้ที่ท่านได้ร่วมฉลองตรุษจีนกับมารดา   อ้อมกอดของมารดาคือสวรรค์
ของลูกเสมอ

40 กว่าปีแห่งการพลัดพรากจากบุพการี  ความคิดถึงมารดาสุดประมาณ  มารดาเองก็ต้องรับเคราะห์
กรรมเพราะท่านไม่น้อยเช่นกัน   ในช่วงการปฏิวัติวัฒนธรรม   นางต้องใช้แรงงานทุกเช้าค่ำ   ได้เงินเพียง 12 
หยวนต่อเดือนเท่านั้น   เพราะว่าลูกชายอยู่ต่างแดน   ครอบครัวจึงถูกจัดเป็น 1 ในบัญชีดำ 5 ประเภท   รูปถ่าย
สักใบก็ไม่กล้าเก็บไว้ ช่วงที่ตรึงเครียดที่สุด   นางถูกจับไปหลายครั้ง   ทุกครั้งจะถูกสอบสวนตั้งแต่เช้าจรดค่ำว่า 
“ลูกชายนางไปไหน บอกความจริงมา  โทษหนักจะเป็นเบา   หากขัดขืนโทษหนักสถานเดียว”
ความทุกข์ระทมได้ผ่านพ้นไปในที่สุด   แม้ว่าท่านเจ้าพระคุณซิงหวินจะมีงานล้นมือ   เพราะหน้าที่ของผู้
ออกบวชที่มีชีวิตเพื่อการเผยแพร่พุทธธรรม   ต้องจาริกไปทุกหนแห่ง   ไม่สามารถอยู่ปรนนิบัติมารดาผู้สูงวัย
ได้ตลอดเวลา   แต่ท่านก็มิได้ละเลยหน้าที่การเลี้ยงดูบุพการี             
นอกจากไหว้วานพี่ชายคนโตและน้องเล็กช่วยปรนนิบัติดูแลมารดาผู้ชรามิให้ขาดตกบกพร่อง  รู้ว่ามารดา
ชอบเล่นไพ่นกกระจอกจึงขอให้เพื่อนบ้านสูงวัย 3 คน มาเป็นเพื่อนเล่นไพ่นกกระจอกกับมารดา โดยท่าน
ควักเงินส่วนตัวจ่ายให้เป็นเงินเดือนประจำ
ฤดูใบไม้ผลิปีกลาย   ท่านบินจากเกาสยงผ่านฮ่องกงเข้าแผ่นดินใหญ่  ตลอดทางท่านต้องถือเค้ก 
ซิ่วท้อ  เส้นหมี่   ดอกไม้สด   โดยมีศิษย์ผู้ใกล้ชิดติดตามท่านไปเยี่ยมญาติที่บ้านเกิด   เพื่อไปอวยพรวันเกิด
มารดาแม่เฒ่า วัยชราจูงมือบุตรชายกล่าวพึมพำว่า “เพราะเจ้า แม่ร้องไห้จนดวงตาบวมช้ำ” พระเถระผู้โด่งดัง
ตักเค้กป้อนมารดาด้วยมือตนเอง   ความทุกข์ระทมจากความคิดถึงตลอดเวลาหลายสิบปี   ละลายไปพร้อมกับ
มือที่ยกป้อนนี้   ร้อยหมื่นพันวจีของความพลัดพราก   ถูกปัดเป่าด้วยรอยยิ้มนี้มอบลูกรักให้แก่สัตว์โลก
ชีวิตวัย 94 ปีของแม่เฒ่า   ผ่านยุคสมัยราชวงศ์ชิง การปฏิวัติซิงไห่   การสถาปนาสาธารณรัฐ   
สงครามขุนศึก สงครามต่อต้านญี่ปุ่น  การต่อสู้ระหว่างก๊กมินตั๋งกับคอมมิวนิสต์  การปฏิวัติวัฒนธรรม  ตลอดถึง
การหยุดชะงักความสัมพันธ์ระหว่างดินแดนสองฝั่งและกลับฟื้นฟูคึกคักขึ้นใหม่   แม้จะไม่รู้หนังสือ  แต่กลับ
เสมือนบันทึกประวัติศาสตร์ที่มีชีวิตเล่มหนึ่ง ที่ผ่านมรสุมหลายยุคสมัยมาร่วมร้อยปี   กิริยาวาจาเต็มไปด้วย
ปรัชญาแฝงคติข้อคิด   มีอยู่ปีหนึ่งที่วัดซีไหลในอเมริกา   บุตรชายเป็นเพื่อนท่านเดินเล่นในยามเช้าอากาศ
ชุ่มชื่นเย็นสบาย    เมื่อเดินไปถึงเนินด้านซ้ายของประตูวัด   ท่านเจ้าพระคุณซิงหวินใช้กุญแจเปิดประตูข้าง 
กล่าวกับมารดาว่า  “ประตูข้างนี้เป็นทางลัดไปสู่วัดซีไหล”  นางกล่าวตอบว่า   “ประตูใหญ่เปิดรับคนชั้นสูง 
ชนชั้นกลางคนเสมอคน   คนชั้นล่างเรียกร้องยังไม่ได้   มีทางลัดที่ไหนกัน” คำพูดประโยคเดียวกล่าวทะลุ
ปรุโปร่งถึงสภาพความเป็นจริงในสังคมมนุษย์
กล่าวในความรู้สึกของแม่เฒ่าเองมองว่า   สิ่งที่ทำถูกต้องที่สุดในชีวิตคือ   ให้ลูกชายออกบวชถวายตัว
แด่พระพุทธศาสนา    เพราะบารมีแห่งพระพุทธคุณ   วันนี้คนในสกุลหลี่สี่รุ่นจึงได้อยู่พร้อมหน้ากัน   แม่เฒ่ากับ
น้องชายอีก 3 คน ล้วนแข็งแรงดี   พี่น้องสี่คนรวมอายุกันแล้วมากกว่า 350 ปี   รวมอายุลูกชายหญิง 4 คนกับ
ของแม่เฒ่าก็ 280 ปี   ถ้ารวมอายุของคนสองรุ่นเข้าด้วยกันก็ 600 กว่าปี  ในปัจจุบันนี้ จะหาตระกูลที่มีอายุ
ยืนยาวขนาดนี้คงมีไม่มากนัก
หลายปีก่อน  แม่เฒ่าพักอยู่ที่โฝกวงซันช่วงสั้นๆ   บังเอิญตรงกับวันชุมนุมใหญ่ศิษยานุศิษย์ ถามแม่เฒ่า
ว่ายินดีพบปะพูดคุยกับเหล่าสานุศิษย์ไหม?   เดิมทีบุตรชายยังวิตกว่าท่านไม่เคยเจองานใหญ่ๆ อาจจะตื่น
ตระหนก แต่พออยู่ต่อหน้าคน 2 หมื่นกว่าคน   ท่านกลับพูดคุยเสียงเจื้อยแจ้ว   โดยไม่มีท่าทางประหม่ากลัว
แต่อย่างใด
“โฝกวงซันคือดินแดนสุขาวดี  สวรรค์บนโลกมนุษย์นี่เอง  ทุกท่านต้องอาศัยไต้ซือชี้แนะนำทาง  หวังว่า
ทุกท่านจะบรรลุธรรมที่โฝกวงซันแห่งนี้  ทุกท่านดีต่อฉันขนาดนี้  คนแก่คนเฒ่าอย่างฉันไม่มีของอะไรจะมอบ
ให้พวกเธอ   ฉันมีเพียงลูกชายที่จะมอบให้แก่ทุกคน”  คำพูดที่แฝงนัยอันลึกซึ้งกินใจเช่นนี้  ได้รับเสียงปรบมือ
ดังกึกก้องด้วยใจจริงจาก ศิษยานุศิษย์ทุกคน
หลังงานชุมนุมใหญ่ผ่านไป   ท่านเจ้าพระคุณซิงหวินพูดหยอกล้อมารดาว่า “แม่เอาฉันไปมอบให้คนอื่น
ได้ยังไง  แม่ไม่ต้องการฉันแล้วหรือ?”  “คนมากมายเช่นนี้ต้องการท่าน    แม่จะยึดครองไว้คนเดียวได้ยังไง   
ท่านไม่ใช่ลูกแม่   แต่เป็นของทุกคน”

       ถูกต้องที่สุด  50 ปีก่อน ชั่วขณะที่แม่เฒ่าสกุลหลี่ผู้นี้ได้กล่าวอนุญาตทั้งน้ำตาให้ท่านเจ้าพระคุณ
ซิงหวินออกบวช   “คุณชายรอง” ที่นางเรียกติดปาก ลูกชายที่นางรักมากที่สุดได้ถูกมอบให้แก่
สัตว์โลกไปแล้ว